<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:blogger='http://schemas.google.com/blogger/2008' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591</id><updated>2013-05-17T22:02:57.512-07:00</updated><category term='เนื้อพระทางวิทยาศาตร์ผสมเนื้อเรซินให้เหมือนพระสมเด็จวัดระฆัง'/><category term='ประวัติสร้างเหรียญชุดเเปดรอบ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ระยอง'/><category term='ประวัติพระกริ่งธรรมโกษาจารย์ วัดสุทัศน์'/><category term='อาจารย์ต้อย เมืองนนท์เปิดสอนพระเบญจภาคีวันอาทิตย์ที่ 5 ส.ค.2555'/><category term='หมาเเปลก'/><category term='เนื้อชินตะกั่วผสมปรอท หลวงพ่อเนียม วัดน้อย'/><category term='พระดวงชะตาสมเด็จโต'/><category term='ประวัติกรุวัดราชสิงขร'/><category term='ประวัติวัดบ้านค่ายหรือวัดชัยชมภูพล ระยอง'/><category term='เซียนตัดสินพระเบญจภาคี สากล นิยม'/><category term='พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ของอาจารย์ต้อยเมืองนนท์'/><category term='ประวัติการสร้างเหรียญเสมาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง นนทบุรี'/><category term='พระพุทธรูปสมัยอู่ทองเนื้อสัมฤทธิ์เเก่นาค'/><category term='ลักษณะเนื้อว่านรุ่นเเรก 2497 หลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวด'/><category term='พระสมเด็จวัดระฆังปลอม'/><category term='ประวัติพระปิดตาเนื้อผงคลุกรัก หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง นนทบุรี'/><category term='ประวัติการสร้างวัตถุมงคลเนื้อผงรุ่นเเรกหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ 2497'/><category term='ความจริงของพระสมเด็จวัดเกศไชโยเเละความจริงการสร้างพระหลักต่างๆ'/><category term='ตะกรุดลูกอมใบลาน หลวงพ่อเเก้ว วัดพวงมาลัย สมุทรสงคราม'/><category term='อ้า สุพรรณ หรือ อนุศักดิ์ นารถกุลพัฒน์'/><category term='หลวงพ่อวงศ์ ระยอง หรือ หลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย ระยอง'/><category term='ความสำคัญของตำหนิในเเม่พิมพ์โดยผู้ชำนาญการ'/><category term='พระครูอินทวุฒิกร ต่วน อินทปัญโญ วัดกล้วย อยุธยา่ี'/><category term='ชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม'/><category term='กรรมวิธีทำพระปิดตาเนื้อโลหะเเละเนื้อผงเเบบรุ่นเก่าเเละรุ่นใหม่'/><category term='สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทยรับตรวจเช็คพระ 2555'/><category term='แสงซินโครตรอนกับงานวิจัยทางโบราณคดี'/><category term='อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์'/><category term='พระเเก้วมรกต ประวัติพระเเก้วมรกตหรือพระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากร'/><category term='หลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน'/><category term='ท่านเสถียร เสถียรสุตกับหนังสือพระเครื่องจอมสุรางค์อุปถัมภ์'/><category term='อาจารย์เธ้า ท่าพระจันทร์หรือนายวิโรจน์ ใบประเสริฐ'/><category term='ชมรมอนุรักษ์พุทธศิลปะไทย'/><category term='เหรียญทรงอาร์มหลวงพ่อวงศ์ ระยอง ฉลองอายุ 80 ปี'/><category term='พระสมเด็จตราหลังแผ่นดิน'/><category term='สมาน คลองสาม'/><category term='พระครูสังฆรักษ์ หิน อินทวินโย หรือ หลวงปู่หิน'/><category term='ตำนานกำเนิดจักรีและคดีสวรรคต'/><category term='หลวงปู่ภู วัดอินทราราม'/><category term='พระพุทธชินราช'/><category term='เหรียญหลวงปู่มั่นเนื้อทองเเดง ปี 2514 หลวงพ่อวัดสิงคาว'/><category term='ประวัติพระประธานวัดระฆังโฆสิตารามหรือพระประธานยิ้มรับฟ้า'/><category term='การศึกษาเเละพิจารณาให้ถูกต้องพระสมเด็จวัดระฆังตามมาตรฐาน สากลนิยม'/><category term='จุดตำหนิเเละเเม่พิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ สากลนิยม'/><category term='หลวงปู่คำ วัดอัมรินทร์'/><category term='ลักษณะเนื้อพระวัดพลับ'/><category term='ประวัติพระสมเด็จวัดระฆังหลังเหรียญรัชกาลที่ ๕  สมัยทรงพระเยาว์'/><category term='ประวัติสมเด็จโตโดยมหาอำมาตย์ตรี พระยาทิพโกษา สอน โลหนันทน์'/><category term='ช้องหมูป่า พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช'/><category term='รังพระเบญจภาคี ปัจจุบัน อดีต'/><category term='พระกรุวัดทัพเข้าหรือพระกรุวัดทัพข้าว สุโขทัย'/><category term='พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์เกศบัวตูม องค์ครู'/><category term='ประวัติพระบรมธาตุเจดีย์หรือพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช'/><category term='เบอร์มิวดา'/><category term='ตายเเล้วฟื้น'/><category term='มุมมองพระสมเด็จวัดระฆังโดยราม วัชรประดิษฐ์'/><category term='พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่'/><category term='งานประกวดพระเครื่อง สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย 2555'/><category term='ประวัติสมเด็จโตโดยมหาอำมาตย์ตรี พระยาทิพโกษา สอน โลหนันทน์ ภาคสอง'/><category term='ประวัดิการสร้างพระสมเด็จหลวงปู่หิน วัดระฆัง'/><category term='ประวัติหลวงพ่อเอมหรือพระครูสุจิตวิชชากร วัดบ้านเก่า ระยอง'/><category term='ประวัติเทวรูป พระพุทธรูปสมัยต่างๆ นิกายมนตรายาน ศิลปะสมัยลพบุรี'/><category term='ประวัติพระกริ่งเขมรหรือพระกริ่งตั๊กเเตน'/><category term='พระกริ่งนวโล กุตตรญาณมุนีท่านเจ้าคุณศรี สนธิ์ วัดสุทัศน์เทพวราราม'/><category term='พระเนื้อผงผสมกาววิทยาศาสตร์'/><category term='ลักษณะเนื้อพระสมเด็จวัดระฆังโดยอาจารย์ตรียัมปวาย'/><category term='ประวัติพระธาตุพนมเเละพระกรุพระธาตุพนม'/><category term='รูปหล่อหลวงพ่อเงิน พิมพ์นิยม วัดบางคลาน'/><category term='วิวัฒน์ เรืองพรสวัสดิ์'/><category term='จำนวนปริมาณพระสมเด็จวัดระฆังที่เหลืออยู่ในยุคนี้'/><category term='Oldest leather shoe steps out after 5500 years'/><category term='พระสมเด็จปลอมเขียนโดยอาจารย์ตรียัมปวาย'/><category term='พระสมเด็จวัดระฆังเนื้อในองค์ครู'/><category term='อาจารย์เซีย บุษปะบุตร'/><category term='หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลีเเละประวัติการสร้างพระพิมพ์ต่างๆ'/><title type='text'>Bermudathai</title><subtitle type='html'>ข้อเท็จจริง มุมมอง ประวัติศาสตร์</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default?start-index=26&amp;max-results=25'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>77</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-8085225561714606119</id><published>2012-09-01T09:08:00.000-07:00</published><updated>2012-09-01T09:08:04.718-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์'/><title type='text'>อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์กับดูพระก็คือใช้ตาดูไม่ใช่ใช้หูดู&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-BpCKV1ANdFk/UEIyKaeBFRI/AAAAAAAAONA/-4y6uG8gw6w/s1600/nn.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" fea="true" height="166" src="http://3.bp.blogspot.com/-BpCKV1ANdFk/UEIyKaeBFRI/AAAAAAAAONA/-4y6uG8gw6w/s320/nn.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์กับ ดูพระก็คือใช้ตาดูไม่ใช่ใช้หูดู เรื่อง/ภาพโดยไตรเทพ ไกรงู &lt;/div&gt;แม้ว่าชื่อของ อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์ นักวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์ พุทธศิลปะและโบราณคดีและเป็นสุดยอดแฟนพันธุ์แท้พระเครื่อง พ.ศ.๒๕๔๓ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;จะหายไปจากสมาคมพระเครื่องพระบูชาไทย แต่ใช่ว่าเขาจะทิ้งวงการนี้ไปทั้งหมด กลับเป็นอีกคนหนึ่งที่ทุ่มเทเวลาในการศึกษาความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาและพัฒนาการของพระเครื่องในประเทศไทยเคยได้รับการตอบรับให้ไปนำเสนองานวิจัยเกี่ยวกับธุรกิจพระเครื่องในประเทศไทย (Commercialization of Buddhist Amulets in Thailand during 1940-2005) ณ Northern Illinois University, Dekalb Illinois USA ทางด้านสาขา Regionalism and Traditionalism &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;"ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจของคำว่า ดูพระ ซึ่งหมายถึงใช้ตาดู ไม่ใช่ใช้หูดู เพราะบางคนตาจ้องพระแต่หูกระดิกคอยฟังเสียงว่าคนอื่นพูดว่ายังไงเสร็จ โดนแน่นอน เพราะพระต่างๆ จะมีนิทาน นิยาย จนบางทีคนเล่าเองยังงง บางองค์เป็นมรดกตกทอดของเจ้าคุณปู่ เจ้าคุณย่า สารพัดจะพูดกัน ตั้งสติดีๆ แล้วใช้ตาดู บางคนฉลาดหน่อยอาศัยเล่นพระองค์ที่วงการยอมรับ มีรูปลงตีพิมพ์มาหลายสิบปี ก็มักจะได้พระแท้ แต่ราคาก็ตามประวัติ คือ แพงหน่อย หากยังไม่มีทุน "ตามพระ" แล้วอยากจะเป็นเอง ก็อย่าฟังนิทาน หรือนิยายเพราะไม่มีใครยืนยันได้หรอกครับ" นี่เป็นคำแนะนำสำหรับผู้เล่นพระของ อ.ราม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-3bCPAc6g6qs/UEIyLrpi_UI/AAAAAAAAONI/O5DuevHqdSk/s1600/lll.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" fea="true" height="166" src="http://3.bp.blogspot.com/-3bCPAc6g6qs/UEIyLrpi_UI/AAAAAAAAONI/O5DuevHqdSk/s320/lll.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;ทั้งนี้ อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์ได้สะท้อนภาพการเล่นพระเครื่องของสังคมไทยว่า ในความเป็นจริงแล้ววงการพระเครื่องในประเทศไทยมีพัฒนาการที่น่าสนใจมากและเป็นแห่งเดียวในโลกที่มีการพัฒนาและตกผลึกองค์ความรู้จนเกิดเป็นธุรกิจพระเครื่องขนาดใหญ่ที่มีทั้งพระเก่า พระใหม่รวมทั้งเครื่องรางของขลังต่างๆ ซึ่งยืนอยู่บนพื้นฐานของคติความเชื่อทางด้านศาสนาและสังคมตั้งแต่โบราณผ่านการคัดสรรกลั่นกรองจนสร้างรูปแบบเฉพาะตัวมีจำนวนเงินหมุนเวียนในวงการนับพันล้านบาทต่อปี&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับวิธีการศึกษาพระเครื่อง พระบูชา เหรียญคณาจารย์และเครื่องรางของขลังนั้นเป็นวิธีการที่มีมาตรฐานมีลักษณะคล้ายกับการศึกษาวัตถุโบราณ เนื่องจากต้องอาศัยวิธีการทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ปฏิมาณวิทยาและมานุษยวิทยา เข้ามาตรวจสอบทำให้การดูพระและวัตถุมงคลกลายเป็นสิ่งที่มีหลักฐานรองรับ จะแตกต่างกันบ้างก็คือ ในส่วนของพระเครื่องมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้วิธีการตรวจสอบไม่นิ่ง เช่น องค์พระมีจำนวนมากมายหลายชนิด หลายกรุ หลายสำนัก จึงต้องพึ่งพาผู้มีความรู้ มีประสบการณ์และต้องเข้าใจพื้นฐานการตรวจสอบ และผู้เชี่ยวชาญพระชนิดหนึ่งก็อาจจะไม่เชี่ยวชาญพระอีกชนิดหนึ่ง นอกจากนี้ปัญหาใหญ่คือมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องทำให้เกิดคำว่า "พระยัดกรุ" หรือปัญหาพระนอกสารบบแต่ถูกโปรโมทขึ้นเป็นพระแท้ได้"&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;เมื่อถามถึงเรื่องพระเครื่องและวัตถุมงคลอาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์บอกว่า เพราะธุรกิจพระมีวงเงินหมุนเวียนจำนวนมาก และดูเหมือนวงการพระที่เช่าแลกเปลี่ยนพระกันมูลค่านับล้านล้านบานจะเป็นธุรกิจที่ไม่เสียภาษี ซึ่งภาครัฐมาฮือฮาอย่างมากในช่วงที่กระแสองค์จตุคามรามเทพกำลังแรง ซึ่งหากจะดูเรื่องจริงแล้วธุรกิจการแลกเปลี่ยนพระนั้นแม้จะดูมีจำนวนเงินสูงก็จริงแต่ผู้เป็นตัวกลาง หรือเซียนพระนั้นจะได้แค่ส่วนต่างในจำนวนไม่มากนักเช่นเช่ามา ๕๐๐ บาทปล่อยไป ๖๕๐-๗๐๐ บาท ในส่วนกำไรต้องแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายเช่น หน้าร้าน คนพามา อื่นๆ จิปาถะ ที่สำคัญเซียนมีระดับจะต้องการันตีหรือรับคืน&lt;br /&gt;นอกจากนี้แล้วกรณีรับคืนนี่ไม่ได้หมายถึงพระเก๊เสมอไป อาจจะมีกรณีลูกค้าจำเป็นต้องใช้เงินหรืออยากจะเปลี่ยนเป็นองค์อื่นก็ได้ซึ่งก็จะหักเปอร์เซนต์ไปตามข้อตกลง กรณีนี้กำไรก็จะหดหายไปอีก ดังนั้นถ้าจะเก็บภาษีกับเซียนพระต้องคิดให้รอบคอบเช่นกรณีคืนพระรัฐจะคืนภาษีให้หรือเปล่าหากทำไม่ชัดเจนอาจนำไปสู่กระบวนการซื้อขายใต้ดินเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาก็เป็นไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"หากพูดถึงการสร้างพระใหม่ พวกนี้จะเสียภาษีทุกขั้นทุกตอนอย่างถูกต้องอยู่แล้ว เพราะต้องจ้างโรงงานผลิต ต้องซื้อโลหะต้องจ่ายค่าทำพิธี ถวายพระ ถวายวัด นับเป็นกระบวนการการเสียภาษีอยู่แล้ว แต่คนในวงการทุกคนก็ยินดีที่จะเสียภาษีให้รัฐหากมีวิธีที่ถูกต้อง เหมาะสมและเป็นธรรม ไม่มีใครอยากเลี่ยงภาษีอยู่แล้ว" อ.รามกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลงานเพื่อคนเล่นพระ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์ เป็นนักวิชาการผู้ศึกษาเรื่องพระเครื่องอย่างละเอียดลึกซึ้งซึ่งมีทั้งพระที่ไว้ใช้ได้แก่พระหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า พิมพ์ประภามณฑล พระรอด วัดหนองมน อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี เหรียญพระสมเด็จพระนเรศวร เหรียญพระพุทธชินราช หลวงปู่ทวด และยันต์เจ้าพ่อเสือ ซึ่งถือว่าเป็นพระไว้ใช้ ส่วนพระโชว์นั้นจะเป็นพระที่ค่อนข้างมีราคาไม่ได้พกติดตัวก็อยู่ในกลุ่มพระเบญจภาคี พระสมเด็จจิตรลดา และเหรียญหลัก ๆ ต่าง ๆ ที่มีบ้างพอสมควรแต่เก็บไว้ที่ธนาคาร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบัน อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์ กำลังทำงานวิจัยเกี่ยวกับพัฒนาการของพระเครื่องในสยามประเทศ และธุรกิจพระเครื่องในประเทศไทย เป็นคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์และนิตยสารชั้นนำหลายฉบับ นอกเหนือจากการออกผลงานพ็อกเก็ตบุ๊กอย่างชุดเบญจภาคี ที่มียอดขายถล่มทลายซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์คติกำลังพิมพ์ครั้งที่ ๓ และเป็นผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์หลายรายการ อาทิ "เชิงอรรถประวัติศาสตร์" ช่อง ๙ รายการรู้ให้จริงกับ อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์ ช่อง Home Channel และรายการ "สวัสดีกำปง" ซึ่งเป็นรายสด ออกอากาศ เวลา ๒๒.๐๐-๒๓.๓๐ น. ทุกวันพุธและวันศุกร์ ซึ่งถือเป็นมิติใหม่อีกทางหนึ่งที่ผู้สนใจในการศึกษาพระเครื่องซึ่งเป็นสารคดีทางประวัติศาสตร์และมนุษยวิทยา เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ ยังมีการเปิดสอนเป็นคอร์สสำหรับผู้สนใจอีกด้วย ในสมัยก่อนกว่าจะได้ความรู้แต่ละทีนี่ยากเย็นแสนเข็นเพราะครูบาอาจารย์เก่าแก่ไม่ค่อยจะบอกต้องเทียวไล้เทียวขื่อกว่าจะค่อยๆ คลายมาทีละนิดทีละหน่อย แต่ปัจจุบันความรู้เปิดกว้างมีหลายรูปแบบอย่างเช่นมีการออกเป็น DVD ที่นำรายการ "รู้ให้จริงกับอาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม Home Channel สามารถศึกษาได้ด้วยตัวเองซึ่ง DVD ชุดนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสุดยอดพระเครื่องชุด "พระเบญจภาคี" จำนวน ๖ แผ่น รวม ๑๑ ชั่วโมง สามารถศึกษาได้ด้วยตัวเองนับเป็นวิธีการเผยแพร่วิธีการพิจารณาแนวทางการศึกษาพระอีกทางหนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;ขณะเดียวกัน ก็สามารถโทรศัพท์มาขอความเห็นหรือให้ไปช่วยออกความเห็นให้อยู่เสมอ ซึ่งตอนนี้ อ.ราม ได้เปิดเว็บไซต์ " www.aj-ram.com" เป็นการพูดคุยทำนอง "คุยเฟื่องเรื่องพระแท้กับอาจารย์ราม" ซึ่งแฟนแฟนสามารถติดตามหาความรู้และพูดคุยกับอาจารย์รามได้" Home Channel โทร.๐๘-๘๖๒๖-๕๕๕๑ ถึง ๔&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ที่มาข้อมูลhttp://www.komchadluek.net/detail/20120901/139029/อ.รามกับวจีดูพระก็คือใช้ตาดูไม่ใช่ใช้หูดู.html เรื่อง/ภาพโดยไตรเทพ ไกรงู &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/8085225561714606119/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/09/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/8085225561714606119'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/8085225561714606119'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/09/blog-post.html' title='อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-BpCKV1ANdFk/UEIyKaeBFRI/AAAAAAAAONA/-4y6uG8gw6w/s72-c/nn.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-4647012756163275408</id><published>2012-08-27T20:24:00.001-07:00</published><updated>2012-08-27T20:24:22.521-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ท่านเสถียร เสถียรสุตกับหนังสือพระเครื่องจอมสุรางค์อุปถัมภ์'/><title type='text'>ท่านเสถียร เสถียรสุตกับหนังสือพระเครื่องจอมสุรางค์อุปถัมภ์</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size: x-large;"&gt;ท่านเสถียร เสถียรสุตกับหนังสือพระเครื่องจอมสุรางค์อุปถัมภ์&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-TecPAsNUAIQ/UDw5zr9YrfI/AAAAAAAAOKM/uW70hPaWXuU/s1600/llll.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://1.bp.blogspot.com/-TecPAsNUAIQ/UDw5zr9YrfI/AAAAAAAAOKM/uW70hPaWXuU/s320/llll.jpg" width="234" yda="true" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;ท่านเสถียร เสถียรสุต นักพระเครื่องอาวุโส ที่เซียนพระทุกยุคทุกสมัยต่างยกย่องในเกียรติประวัติอันงดงามของท่านมาโดยตลอด เมื่อกว่า ๒๐ ปีก่อน วงการพระเครื่องเมืองไทย มี นักพระเครื่องอาวุโส ท่านหนึ่งที่คนในวงการพระต่าง&lt;br /&gt;ให้ความเคารพนับถืออย่างยิ่ง ในฐานะที่เป็นนักสะสมพระเครื่องผู้ยิ่งใหญ่ มีพระเครื่องยอดนิยมมากมาย ครบทุกประเภท อีกทั้งยังมีชาติตระกูลที่สูงส่ง มีฐานะความเป็นอยู่ในระดับเศรษฐีท่านหนึ่งของเมืองไทย ท่านผู้นี้คือ ท่านเสถียร เสถียรสุต ผู้ชื่นชอบการสะสมพระเครื่อง พอๆ กับการดูมวย จนถึงกับมีค่ายมวยของตัวเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;** ในส่วนของแวดวงพระเครื่อง เซียนพระ รุ่นเก่าย่อมรู้จักชื่อเสียงและเกียรติคุณของ ท่านเสถียร เป็นอย่างดี มาถึงทุกวันนี้ ท่านได้ห่างเหินวงการพระไปนานพอสมควร แต่คนในวงการพระก็ยังระลึกถึงท่านเสมอ และพูดถึงแต่สิ่งที่ดีงามที่ท่านได้มอบให้วงการนี้ และสิ่งที่มีการพูดถึงบ่อยๆ สำหรับ เซียนพระรุ่นใหม่ ในทุกวันนี้ ก็คือ หนังสือ "พระเครื่องจอมสุรางค์อุปถัมภ์" ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ภาพพระ ในหนังสือเล่มนี้เกือบจะทั้งหมดเป็นพระของ ท่านเสถียร ทั้งนั้น และเมื่อมีการเปลี่ยนมือพระองค์ใดในเวลาต่อมา ใครที่ได้พระที่มีภาพอยู่ในหนังสือเล่มนี้ จะรู้สึกภูมิใจมากที่สุด ยิ่งว่าใบประกาศนียบัตรชนะเลิศจากงานประกวดพระงานใหญ่ๆ เสียอีก พระที่มีการเช่าหากันทั่วๆ ไปในราคาองค์ละ ๑ หมื่นบาท หากมีภาพอยู่ในหนังสือเล่มนี้ราคาพระ ๒ หมื่นบาทก็มีคนเอา &lt;br /&gt;พระเครื่องจอมสุรางค์อุปถัมภ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;** ที่ผ่านมา ยังมีผู้เข้าใจผิด (รวมทั้งคอลัมน์นี้) ว่า หนังสือ "พระเครื่องจอมสุรางค์อุปถัมภ์" เล่มนี้เป็น หนังสือแจกเป็นรางวัล ในงานประกวดพระที่ โรงเรียนจอมจอมสุรางค์อุปถัมภ์ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๒๙ โดยมี คุณหญิงจวบ จิรโรจน์ นายกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ เป็นประธานจัดงาน และมี ท่านเสถียร เสถียรสุต เป็นประธานดำเนินงาน นับเป็นงานประกวดพระที่ยิ่งใหญ่มากงานหนึ่งในสมัยนั้น &lt;br /&gt;** ที่ว่ายังมีความเข้าใจผิด ก็เพราะว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ได้แจกเป็นรางวัล ในงานดังกล่าว หากแต่จัดพิมพ์ขึ้นมาเพื่อจำหน่าย เล่มละ ๕๐๐ บาท จำนวนพิมพ์ ๑,๐๐๐ เล่ม นำรายได้มอบให้สมาคมศิษย์เก่าดังกล่าว ปรากฏการณ์ในเวลานี้ หนังสือเล่มนี้มีการซื้อขายกันในตลาดพระเครื่องถึงเล่มละ ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท แต่ก็ยังหาซื้อไม่ค่อยได้ เพราะไม่มีการวางขายบนแผงหนังสือใดเลย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;** หนังสือเล่มนี้ มีการ จัดหน้า ที่ผิดแผกแตกต่างไปจากหนังสือภาพพระเครื่อง ที่วางจำหน่ายในสมัยนั้นมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นภาพพระใหญ่ๆ หน้าละ ๑-๔ ภาพ แต่หนังสือเล่มนี้ ส่วนใหญ่เป็นภาพเล็ก แต่มีจำนวนภาพมาก โดยตัดด้านหลังขององค์พระออกไป และวางภาพในรูปแบบที่มีศิลปะมากกว่า เป็นการออกแบบศิลปะและรูปเล่มโดย ผศ.นิพนธ์ ทวีกาญจน์ ทำให้ทุกวันนี้ มีหนังสือภาพพระเครื่องหลายเล่ม ได้นำรูปแบบการจัดหน้าจากหนังสือ "พระเครื่องจอมสุรางค์อุปถัมภ์" มาเป็นต้นแบบก็มี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;** ที่บอกกล่าวเล่ามาทั้งหมดนี้ ก็เนื่องมาจากเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านเสถียร เสถียรสุต ได้กรุณาโทรศัพท์มาบอกให้ แล่ม จันท์พิศาโล ไปพบที่ห้องล็อบบี้ โรงแรมโฟว์ซีซั่นส์ ราชดำริ อันเป็นที่พำนักของท่าน นับเป็นความปลาบปลื้มใจสุดๆ สำหรับคนเล็กๆ อย่าง แล่ม จันท์พิศาโล ที่ ท่านเสถียร ได้เมตตาระลึกถึง และเรียกไปพบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;** วันนั้น ท่านเสถียร ได้สอบถามถึงคนเก่าๆ ในวงการพระ ที่เคยคบหาสมาคมกันเมื่อ ๒๐ ปีก่อน ใครยังอยู่ใครอำลาจากไปโลกนี้ไปบ้าง ซึ่งเซียนพระรุ่นเก่าๆ เหล่านั้น ส่วนใหญ่ แล่ม จันท์พิศาโล ก็รู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี แม้ว่าสมัยนั้นตัวเองจะยังอยู่ในชั้นอนุบาลของวงการพระก็ตาม ** ท่านเสถียร ในวันนี้กำลังจะย่าง ๘๐ ปี ในเดือนเมษายนนี้ แต่สุขภาพพลานามัยยังแข็งแรงดีมากๆ เพราะละวางไปหมดทุกอย่าง ไม่มีความเครียด และที่โชคดีมากๆ คือ ท่านไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไรเลย นับเป็นผู้มี ลาภอันประเสริฐจริงๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;** ก่อนกราบลา ท่านเสถียร ในวันนั้น ท่านได้กรุณามอบ หนังสือ "พระเครื่องจอมสุรางค์อุปถัมภ์" พร้อมกับลายมือเขียนมอบให้ และลายเซ็นกำกับ นับเป็นพระคุณอย่างที่สุด เรื่องราวของ ท่านเสถียร คงจะได้นำมาบอกกล่าวเล่ากันใน "คมเลนส์ส่องพระ" ในโอกาสต่อไปอีก...ขอกราบขอบพระคุณอย่างสูง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ "คมเลนส์ส่องพระ" ได้รับภาพจาก "มิตรใหม่" ในแวดวงพระเครื่อง ที่มีพรรคพวกเพื่อนพ้องน้องพี่ต่างยกย่องกันว่า ท่านผู้นี้ "เล่นพระดีมีแต่พระแท้" และเมื่อได้พิจารณาจากภาพพระที่ได้รับมา ก็ต้องยอมรับว่า จริงอย่างที่ชาวบ้านเขาเล่าลือกัน จึงขอกดปุ่มเปิดป้ายประกาศเปิดตัว ด.ต.ก่อเกียรติ ไชยพยอม เจ้าของร้าน "ล้นเกล้า" สมาชิก ชมรมพระเครื่องมรดกไทย ชั้น ๓ ห้างพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;** และเพื่อเป็นสิริมงคล...พระองค์แรกวันนี้ จึงขออัญเชิญ พระสมเด็จ จิตรลดา ปี ๒๕๐๙ พระเครื่องฝีพระหัตถ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นองค์ประเดิมคอลัมน์ในวันนี้ ** พระสมเด็จ จิตรลดา นับเป็นพระเครื่องเพียงรุ่นเดียวที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงออกแบบ ผสมมวลสารอันเป็นสิริมงคลมากมาย อีกทั้งยังทรงกดพิมพ์องค์พระด้วยพระองค์เอง โดยใช้เวลาที่ทรงว่างจากพระราชกรณียกิจในแต่ละวันแล้ว ช่วงปี ๒๕๐๘-๒๕๑๒ ทรงกดพิมพ์ครั้งละไม่มาก และพระราชทานเป็นการส่วนพระองค์แก่ผู้ใกล้ชิด ข้าราชบริพาร ทหาร ตำรวจ พลเรือน ประชาชน ฯลฯ เป็นระยะๆ ตามแต่โอกาสอันเหมาะสม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;** ผู้สันทัดกรณีในเรื่อง พระสมเด็จ จิตรลดา ที่มีโอกาสได้สัมผัสจับต้องส่ององค์พระ พระสมเด็จ จิตรลดา มาบ่อยๆ และเป็นจำนวนมาก โดยมี ใบพระราชทานพระ กำกับมาด้วย จึงพอจะสรุปได้ว่า พระสมเด็จ จิตรลดา ในแต่ละปีมีความแตกต่างกันในด้านเนื้อหามวลสารประการใดบ้าง เนื่องจาก ใบพระราชทานพระ นั้นมีวันเดือนปีที่ได้พระราชทานระบุไว้ด้วย จึงพอสรุปได้ว่า ใบพระราชทานพระ ในช่วงแรกๆ จะมีมวลสารจำนวนมาก จนปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดบนองค์พระ อย่างองค์ที่เห็นนี้เป็น พระสมเด็จ จิตรลดา ปี ๒๕๐๙ สวยงามคมชัดมาก ใครได้ไว้ก็ย่อมเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตตลอดไป ของสูง อย่างนี้ แม้มีเงินล้านแต่ไม่มีวาสนาบารมี ก็ย่อมไม่มีโอกาสได้ครอบครอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพูดถึง พระกริ่ง ๗ รอบ วัดบวรนิเวศวิหาร ๒๔๙๙ ย่อมเป็นรู้กันดีว่าเป็นพระกริ่งที่จำลองแบบองค์พระมาจาก พระพุทธชินสีห์ พระประธานในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร องค์พระกริ่งจึงไม่มีหม้อน้ำมนต์ที่พระหัตถ์ เหมือนเช่นพระกริ่งทั่วๆ ไป ที่มักจะมีหม้อน้ำมนต์อยู่ด้วยเสมอ ด้านหลังองค์พระกริ่งรุ่นนี้จะมีเลข ๗ ตรงบัวคว่ำบัวหงาย ๒ กลีบ ซึ่งหมายถึงพระชนมายุ ๗ รอบ (๘๔ พระชันษา) ของ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร และเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ใน พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คราวทรงพระผนวช ระหว่างวันที่ ๒๒ ตุลาคม-๕ พฤศจิกายน ๒๔๙๙ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;** ในการประกอบพิธีเททองหล่อ พระกริ่ง ๗ รอบ นั้น ตามกำหนดเดิม จะมีขึ้นในวันที่ ๒-๓ พฤศจิกายน ๒๔๙๙ แต่พอถึงวันดังกล่าว สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ทรงพระประชวร จึงทรงมอบหมายให้ พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพิธีแทน ต่อมาอีก ๒ วัน พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลาพระผนวช จึงนับได้ว่า พระกริ่ง ๗ รอบ เป็นพระกริ่งเพียงรุ่นเดียวที่ พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพิธีเททอง ขณะทรงพระผนวช ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ พระกริ่ง ๗ รอบ เป็นที่เสาะแสวงหาของผู้คนทั่วๆ ไป ไม่ใช่เฉพาะแต่คนในวงการพระเท่านั้น ทำให้ราคาเช่าหา ณ เวลานี้อยู่ที่หลักหมื่นปลายๆ ถึงหลักแสนขึ้นไป ในองค์ที่สวยคมชัดมากๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;** ในพิธีเททองเดียวกันนี้ ก็ได้ทรงเททองหล่อ พระพุทธชินสีห์ (จำลอง) ขนาดหน้าตัก ๕ นิ้ว จำนวนหนึ่ง เป็นการเททองหล่อแบบโบราณเข้าดินไทย โดยถอดแบบพิมพ์มาจาก พระพุทธชินสีห์ องค์พระประธานในพระอุโบสถวัดบวรฯ เช่นกัน พุทธลักษณ์จึงมีความงดงามอย่างที่สุด &lt;br /&gt;ในองค์พระบูชา ๕ นิ้ว ที่จัดสร้างขึ้นนี้มีความเรียบร้อยสมบูรณ์มาก ตรงดวงพระเนตรได้มีการ ฝังมุก เอาไว้ด้วยทั้ง ๒ ข้าง เรียกว่า "ตามุก" ชื่อองค์พระคำว่า "พระพุทธชินสีห์" ที่ฐานชั้นล่างสุดนั้น แกะสลักด้วยช่างฝีมือคนเดียวกันทั้งหมดทุกองค์ ลายมือจึงเหมือนกันหมด หากไปพบเห็นองค์ไหนไม่ใช่ลายมือนี้ถือได้ว่าเป็น พระปลอม ทันที เพราะทุกวันนี้ พระรุ่นนี้มีปลอมมานานแล้ว จะไม่ให้ทำปลอมได้อย่างไร ในเมื่อ พระแท้ มีการเช่าหากันถึงหลักแสนขึ้นไป พระพุทธชินสีห์ องค์นี้เป็นของ ด.ต.ก่อเกียรติ ไชยพยอม แห่งร้าน "ล้นเกล้า" เช่นกัน ที่นี่มีวัตถุมงคลต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับ "ในหลวง ร.๙" มากมาย หากต้องการศึกษาหาความรู้เป็นวิทยาทาน โทรไปหาได้ที่ ๐๘-๑๙๑๒-๖๘๖๕ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;** เสรษฐวิทย์ ชีรวินิจ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไวท์เอเลฟเฟ่นทราเวล เอเยนซี เป็นชาวสุราษฎร์ธานี ผู้มีประสบการณ์ด้านธุรกิจการท่องเที่ยวรอบโลกมาแล้วเป็นเวลานาน จนเป็นบริษัทนำเที่ยวและขายตั๋วสายการบินนานาชาติ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากบริษัทหนึ่งของเมืองไทย อีกทั้งยังเป็นพี่ชายของ ส.ส.ธนา ชีรวินิจ ทำให้มีความสนใจในการสะสมพระเครื่องเหมือนๆ กัน ทั้งพี่ทั้งน้อง และพระเครื่องที่สะสมก็ล้วนแต่เป็นพระยอดนิยมที่มีราคาแพงๆ ทั้งนั้น &lt;br /&gt;ทั้งนี้ขอให้เป็น พระแท้ และ พระสวยจริงๆ ราคาเท่าไรก็เอา ล่าสุดก็ได้ พระหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท พิมพ์สี่เหลี่ยมรัศมีประภามณฑล เนื้อทองแดง อันเป็นพระเอกลักษณ์ของ หลวงปู่ศุข โดยเฉพาะ เพราะไม่เคยมีใครที่ไหนจัดสร้างพระในรูปแบบพิมพ์นี้มาก่อน และด้วยความแก่กล้าคาถาอาคมอย่างสุดๆ ของ หลวงปู่ศุข ทำให้พระพิมพ์นี้มีการเช่าหากันในราคาแพงเป็นหมื่นเป็นแสนขึ้นไป โดยเฉพาะองค์ที่เห็นนี้ มีความสวยคมชัดมากเป็นพิเศษ จนถึงกับได้รางวัลชนะเลิศมาแล้ว จากงานประกวดพระที่ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนา ซึ่งเป็นงานประกวดพระที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่ง มีผู้ส่งพระเข้าประกวดจำนวนมาก พระองค์ไหนที่ได้รับรางวัลจากงานนี้ จึงย่อมเป็นพระที่สวยงามคมชัดอย่างแท้จริง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;** พระเมืองสุพรรณ มีมากมายที่ล้วนน่าสนใจ โดยเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองนี้ คือ พระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง อ.ศรีประจันต์ เนื้อดินเผา ซึ่งเป็นกรุพระใหญ่ มีพระมากมายทั้งจำนวนองค์พระและจำนวนพิมพ์ ชนิดที่งดงามอลังการพิมพ์หนึ่งก็คือ พิมพ์ซุ้มเถาวัลย์เลื้อย ออกจากกรุจำนวนน้อย จึงพบเห็นยาก องค์ในภาพนี้สวยสมบูรณ์คมชัดมาก ราคาเช่าหาต้องเป็นแสนขึ้นไป เป็นพระของ สกลธี ภัททิยกุล ส.ส.หน้าใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ คนหนุ่มไฟแรง อายุเพิ่ง ๓๐ ปีเท่านั้นเอง ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.กทม.เขต ๔ (พญาไท บางซื่อ จตุจักร หลักสี่) คู่กับ บุญยอด สุขถิ่นไทย และ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ซึ่งได้รับเลือกตั้งทั้ง ๓ คน &lt;br /&gt;** ส.ส.สกลธี ภัททิยกุล มีชื่อเล่นว่า "จั้ม" จบการศึกษาจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท จบปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท ด้านกฎหมาย ที่มหาวิทยาลัยอินเดียนา และ มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เคยรับราชการอยู่ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และได้รับการดึงตัวจากนายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้ไปช่วยงานเป็นเลขาธิการส่วนตัว ก่อนลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ นับเป็น ส.ส.เลือดใหม่ที่มีคุณภาพ ของ พรรคประชาธิปัตย์ ที่เชื่อว่าอนาคตทางการเมืองจะต้องสดใสรุ่งเรืองอย่างแน่นอน...ขอเป็นกำลังใจ &lt;br /&gt;** เมื่อวานนี้ได้ชมภาพ พระร่วงยืนลอยองค์ กรุหนองกระโดน จ.สุพรรณบุรี ของ อู๊ด สุพรรณ ไปแล้วองค์หนึ่ง วันนี้ "เสี่ยอู๊ด" ลูกชายห้างทองเมืองสุพรรณ ยังได้ พระยอดขุนพล กรุหนองกระโดน แห่งเดียวกันนี้อีกองค์หนึ่ง สภาพเดิมๆ สวยคมชัดเช่นกัน องค์นี้ราคาประมาณ ๔ แสนบาท ขึ้นจากกรุไม่เกิน ๑๐ องค์ บรรดาท่านนายพลทุกเหล่าทัพ หรือผู้บริหารระดับสูง ซึ่งถือเป็นแม่ทัพนายพลขององค์กรนั้นๆ เช่นกัน ควรจะหาพระระดับนี้เอาไว้ใช้ติดตัวใช้บ้าง เปิดหน้าอกออกมาให้ใครชมพระในคอจะได้ไม่อายเขา เพราะ พระยอดขุนพล ไม่ว่าจะเป็นพระกรุไหนเมืองใดก็ตาม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับ ท่านนายพล และผู้บริหารองค์กรใหญ่อย่างแท้จริง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;** หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่า พระยอดขุนพล กับ พระร่วงนั่ง นั้น มีความเหมือนกันทุกอย่างในองค์พระ แต่ต่างกันเฉพาะที่เครื่องประดับ พระยอดขุนพล จะประดิษฐานอยู่ภายในซุ้มเรือนแก้วอันงดงามอลังการ ขณะที่ พระร่วงนั่ง ไม่มีซุ้ม โดยจะตัดขอบชิดติดกับองค์พระพอดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;** พระยอดขุนพล กรุหนองกระโดน องค์นี้แตกกรุที่ ต.หนองกระโดน อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๕ เป็นพระเนื้อชินตะกั่วสนิมแดง เคลือบด้วยไขขาวทั้งหมด ศิลปะอู่ทอง ผสมลพบุรี เช่นเดียวกับองค์เมื่อวานนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;** แม้ว่าระยะนี้วงการพระจะซบเซาลงไปบ้าง การซื้อๆ ขายๆ ไม่หนาตากว่าปีก่อน แต่ก็มีบางธุรกิจที่สวนกระแส อย่างเช่น ร้านหวายเก้าเส้น ของ สานิตย์ ขนิษฐบุตร ผู้ออกแบบ สร้อยประคำทองคำ และ ตลับพระทองคำ ก็ยังมีผู้ไปใช้บริการอยู่เสมอ เพราะติดใจในฝีมือที่ไม่ซ้ำกับของใครไหนอื่น อีกทั้งยังสามารถนำกลับมาปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ใหม่ เมื่อใช้ไประยะหนึ่งแล้วเกิดเบื่อรูปแบบเดิมๆ ร้านนี้อยู่บนชั้น ๓ ห้างพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน โทร.๐-๑๙๑๔-๐๖๒๔ ท่านที่ไปใช้บริการในช่วงนี้มี ของขวัญ สมนาคุณฟรี ! สำหรับ สร้อยประคำทองคำ เส้นนี้ประกอบด้วย ตะกรุดหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก ล็อกเกตพ่อหลวงสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย หลังอุด ยาฉุน ของวิเศษพ่อหลวงสงฆ์ และ ลูกอมชานหมากหลวงปู่ทิม วัดพระขาว จ.พระนครศรีอยุธยา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;** เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา "เสี่ยเจ็ด" ร้านหลักเมือง มาบุญครอง ได้จัด ประกอบพิธีปลุกเสก เหรียญมังกร ดวงตราสวรรค์ ปรากฏการณ์ครั้งแรกของวงการพระเครื่องเมืองไทย ณ วัดภาษี เอกมัย โดยมีพระคณาจารย์ไทย จีน ศรีลังกา ร่วมนั่งปรกปลุกเสกอธิษฐานจิต ท่ามกลางศรัทธาสาธุชนเข้าร่วมพิธีสวดสะเดาะเคราะห์อย่างเนืองแน่น ที่น่าแปลกใจคือ มีชาวต่างชาติ ทั้งฝรั่ง จีน อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ฯลฯ เข้าร่วมพิธีด้วย พร้อมกับสั่งจอง เหรียญมังกร ที่มีรูปแบบงานศิลป์ที่งดงามยิ่งอีกด้วย "เสี่ยเจ็ด" บอกว่า เหรียญรุ่นนี้จะนำเข้าประกอบพิธีปลุกเสกอีกหลายครั้ง ก่อนจะนำออกให้ผู้สั่งจองรับเหรียญต่อไป และยืนยันว่าทั้ง เหรียญ และ พระผง ได้มีการจัดสร้างเสร็จสมบูรณ์ครบถ้วนตามจำนวนแล้วทุกอย่าง สอบถามโทร.๐๘-๑๕๖๗-๗๑๙๑, ๐๘-๙๗๗๒-๙๔๙๐ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;**เมืองสุพรรณ เป็นเมืองแห่งพระกรุอย่างแท้จริง เพราะมีกรุพระมากเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่นอำเภอไหนก็ตาม นับเป็นมรดกอันล้ำค่า ที่บรรพชนได้มอบให้ลูกหลานชาวสุพรรณในทุกวันนี้ ชาวสุพรรณที่สนใจสะสมพระเครื่องจึงนับได้ว่าเป็นผู้อนุรักษ์ทรัพย์สมบัติของบรรพชนอย่างน่าชื่นชม ชาวสุพรรณคนไหนไม่สนใจเรื่องพระเครื่องจึงนับได้ว่า น่าเสียดายจริงๆ เพราะในขณะที่คนเมืองอื่น เขายังมาเที่ยวเช่าหาพระเมืองสุพรรณอยู่เป็นประจำ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;** วันนี้...มีงานประกวดพระที่ ห้างตั้งฮั่วเส็ง ธนบุรี จัดโดย ฐิติพงศ์ (วรเทพ) อุดมรัตนะศิลป์ รางวัลหนังสือ รวมภาพพระยอดนิยมของ จ.พิษณุโลก หนา ๒๔๘ หน้า ปกแข็ง พิมพ์สี่สี กระดาษอาร์ต ใครมีพระสวยพระแท้เอาไปส่งเข้าประกวดได้ หรือจะเอาพระไปให้ตรวจสอบก็ได้ ถ้าหากเป็นพระแท้และมีความสวย ก็จะได้รับรางวัลไป หากเป็น พระเก๊ กรรมการจะไม่รับเข้าประกวด เจ้าของพระจะได้รู้แจ้งเห็นจริงไปเลยว่า พระของตนนั้น แท้ หรือ เก๊ ** พบกับ "คมเลนส์ส่องพระ" ได้ใหม่ในวันเสาร์ และวันอาทิตย์ต่อไป ขอขอบพระคุณทุกๆ ท่านที่ได้ติดตามมาโดยตลอด...นะมัสเต *** ที่มาคมชัดลึก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;พระสมเด็จในหนังสือ'จอมสุรางค์อุปถัมภ์'&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-x9VEWIlPdR0/UDw00SSb8dI/AAAAAAAAOIk/_dAiAtvnylY/s1600/000.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="166" src="http://1.bp.blogspot.com/-x9VEWIlPdR0/UDw00SSb8dI/AAAAAAAAOIk/_dAiAtvnylY/s320/000.jpg" width="320" yda="true" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์พระประธาน พระในหนังสือพระเครื่อง “จอมสุรางค์อุปถัมภ์” : พระองค์ครู โดยไตรเทพ ไกรงู &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนที่จะกล่าวถึงพระเครื่ององค์ครูฉบับนี้ ท่านเชื่อไหมว่า หนังสือพระเครื่อง "ฉบับครู” ก็มีอยู่ในวงการ ซึ่งเมื่อกล่าวถึง แน่นอนว่าคงมีอยู่ด้วยกันหลายเล่ม และหลายๆ ท่านก็คงจะร้องอ๋อ หนังสือพระเครื่องฉบับครูที่กล่าวถึงนี้ เน้นเฉพาะฉบับปกแข็ง ที่ปัจจุบันมีราคาการซื้อหากันเล่มละเป็นหมื่นบาท ส่วนราคาพระแต่ละองค์ในหนังสือเล่มนี้ไม่ต้อพูดถึง คือ "แพงทุกองค์!"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพระเครื่องจอมสุรางค์อุปถัมภ์ ด้านหน้าเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ องค์อุปถัมภ์โรงเรียนจอมสุรางค์อุปภัมภ์ จ.พระนครศรีอยุธยา ทั้งนี้ คุณเสถียร เสถียรสุต เป็นผู้รวบรวมพิมพ์แจก เป็นหนังสือแจกเป็นรางวัล ในงานประกวดพระที่โรงเรียนจอมจอมสุรางค์อุปถัมภ์ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๒๙ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพพระเครื่องส่วนใหญ่เป็นของคุณเสถียร (บางองค์เป็นของท่านที่ยืมมาก็มี) ซึ่งท่านเป็นนักสะสมพระเครื่องชั้นยอดในสมัยนั้น พระของท่านจึงต้องแท้และสวยที่สุด เมื่อท่านถึงจุดอิ่มตัวจึงได้วางมือจากวงการ ทำให้นักสะสมหลายๆ ท่าน ต้องการเป็นเจ้าของพระเครื่องที่คุณเสถียรเคยครอบครองอยู่ เมื่อมีการเปลี่ยนมือหลายวาระ จึงต้องใช้หนังสือเล่มนี้เผื่ออ้างอิง และหากท่านใดมีพระเครื่องที่เคยลงหนังสือจอมสุรางค์ฯ ก็เป็นอันยุติในความแท้ ควมสวย แน่นอน หนังสือเล่มนี้รวบรวมแต่พระหลัก จึงกลายเป็นตำนานของนักสะสมหนังสือพระเครื่องไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในฉบับนี้จะนำเสนอพระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์พระประธานองค์ครู ที่ปรากฏโฉมอยู่ในหนังสือ พระเครื่องจอมสุรางค์ หน้า ๑๒๐ ทำไมพระสมเด็จวัดระฆังองค์นี้ จึงได้รับการคัดสรรอยู่ในหนังสือพระเครื่องจอมสุรางค์ ของ “นายเสถียร” ซึ่งใครๆ ต่างก็ทราบดีว่าท่านเป็นผู้พิถีพิถันอย่างยิ่งในการประมวลรวบรวม พระเครื่ององค์สำคัญที่จะต้องสวย สมบูรณ์ระดับแชมป์ ในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นมิติพิมพ์ที่สมบูรณ์ ฟอร์มการตัดที่ได้สมดุล หน้าและหลังสวย เด่น คมชัด เรียกว่าต้องไม่มีที่ติ เพราะฉะนั้นพระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์พระประธานองค์นี้ ถือเป็นองค์เกียรติยศสำหรับพระเครื่ององค์ครูฉบับนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อกล่าวถึงความสวย สมบูรณ์และลักษณะเด่น ก็คงต้องให้คะแนนสภาพธรรมชาติแบบดั้งเดิม ที่เหมือนกับจะไม่ผ่านการจับต้องบูชา ผิวพระก็ยังเดิมๆ ฝ้าขาวนวลเกาะอยู่บนเนื้อพระ วรรณะเทาอมเขียว ซึ่งเป็นวรรณะที่ค่อนข้างหาชมได้ยาก พระเส้นสายล้ำลึก สมควรกับการประเมินมูลค่าการครอบครองถึง ๓๐ ล้าน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ผู้ครอบครองจะกล่าวอย่างถ่อมตนว่า พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ประธานองค์นี้ ไม่อาจไปเทียบเคียงกับพระองค์ดังอื่นๆ อย่าง “องค์ลุงพุฒ” หรือ “องค์ขุนศรี” แต่ต้องยอมรับว่าองค์นี้ก็โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์เฉพาะ ฟอร์มสวย ตัดสวย คม ชัดลึก ทุกมิติ อย่างไม่อาจติได้จริงๆ ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มาข้อมูล &lt;a href="http://www.komchadluek.net/detail/20120630/134028/พระสมเด็จในหนังสือจอมสุรางค์อุปถัมภ์.html"&gt;http://www.komchadluek.net/detail/20120630/134028/พระสมเด็จในหนังสือจอมสุรางค์อุปถัมภ์.html&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เส้นทางนักพระเครื่อง โดย...ตาล ตันหยง  &lt;br /&gt;ลูกผู้ชายต้องมี “ของดี” ติดตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น.นที…คนรุ่นเก่าเล่าเรื่อง “พระ”&lt;br /&gt;ความเคลื่อนไหวของวงการพระเครื่อง ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ย่อมเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของผู้คนในวงการนี้ที่น่าสนใจใฝ่ศึกษาเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่นักพระเครื่อง หรือเซียนพระ (ที่สมัยนั้นนิยมเรียกว่า "นักเลงพระ") ย่อมมีอะไรหลายๆ อย่างที่คนรุ่นใหม่ควรจะทราบ และดูเป็นแบบอย่าง เพื่อจะได้เก็บเอาส่วนที่ดีมาปฏิบัติตาม และหลีกเลี่ยงส่วนที่ไม่ดี (ที่อาจจะมี) ออกไป เพื่อช่วยกันจรรโลงให้วงการพระเป็นที่น่าศรัทธาเชื่อถือ อันจะส่งผลให้คนในวงการพระมีศักดิ์ศรีเป็นที่ยอมรับของสังคมโดยทั่วไป &lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-PKPOEUCMSpo/UDw40P4YP_I/AAAAAAAAOJ8/QAYxJ5iSq-Y/s1600/hhhh.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-PKPOEUCMSpo/UDw40P4YP_I/AAAAAAAAOJ8/QAYxJ5iSq-Y/s320/hhhh.jpg" width="269" yda="true" /&gt;&lt;/a&gt;ภาพท่าน น.นที เป็นนามปากกาของ นนที นิพากรเมธ อดีตข้าราชการธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ณ เวลานี้ เป็นที่น่ายินดีที่มี "คนรุ่นเก่า" ท่านหนึ่ง ได้บันทึกเรื่องราวต่างๆ ของวงการพระในอดีตที่ผ่านมา ในรูปของบทความหลากหลายมุมมอง และจัดพิมพ์เป็นหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง คือ น.นที (คนรุ่นเก่าเล่าเรื่อง) ผู้จัดทำหนังสือ รวมภาพและเกร็ดประวัติพระเครื่องและเครื่องราง พร้อมภาคผนวกเครื่องรางยอดนิยม ๓๐๐ ภาพ โดยได้รับเกียรติเขียนคำนิยมโดย ท่านเสถียร เสถียรสุต นักพระเครื่องอาวุโส ที่เซียนพระทุกยุคทุกสมัยต่างยกย่องในเกียรติประวัติอันงดงามของท่านมาโดยตลอด และนับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง สำหรับหนังสือพระเล่มนี้&lt;br /&gt;.นที (นนที นิพากรเมธ) อดีตข้าราชการธนาคารแห่งประเทศไทย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น.นที เป็นนามปากกาของ นนที นิพากรเมธ อดีตข้าราชการธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) เล่าย้อนถึงเส้นทางของชีวิตที่ผ่านมาว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ผมเป็นคนธนบุรีมาโดยกำเนิด บ้านอยู่แถวบางกอกใหญ่ ที่บ้านเป็นร้านขายของชำ สมัยวัยรุ่น อายุ ๑๗-๑๘ ปี มีชาวบ้านชอบมาซื้อเหล้าที่ร้าน บางครั้งก็เอาพระเครื่องมาขอแลกเหล้าก็มี ทำให้ผมเริ่มรู้จักพระเครื่องขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก สมัยนั้นมีคนเอาพระกริ่งคลองตะเคียน มาแลกเหล้า ๑ ขวด โดยขอเงินเพิ่มอีก ๑๐๐ บาท แต่ผมไม่เอา เพราะดูพระไม่เป็น นอกจากนี้มีคุณลุงท่านหนึ่ง เอาเหรียญหล่อหลวงพ่อไหล่ วัดกำแพง มาขายไม่กี่ร้อยบาท โดยบอกว่าเป็นคนสูบเตาเผาโลหะที่ใช้หล่อเหรียญ ได้รับเหรียญนี้มาจากหลวงพ่อโดยตรง ผมก็ไม่เอาเช่นกัน"&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอโตขึ้นมาหน่อย น.นที ไปเข้ากับเพื่อนกลุ่มวัยรุ่นแถวโรงหนังย่านวังบูรพา ที่เรียกว่า "โก๋หลังวัง" ซึ่งโด่งดังในสมัยมาก เช่น แดง ไบเล่, ดำ เอสโซ่, จ๊อด เฮาดี้ ฯลฯ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บรรดา "โก๋หลังวัง" มักนิยมแขวนพระเครื่องกันทุกคน เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว สร้างขวัญกำลังใจ ยามมีปัญหากับคู่อริ ยกเว้น น.นที คนเดียวที่ไม่ได้แขวนพระกับเขาเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมา มีเพื่อนบอกว่า ลูกผู้ชายต้องมี "ของดี" ติดตัว เอาไว้บ้าง จึงได้ถอดพระพิมพ์สมเด็จองค์หนึ่งให้ น.นที ซึ่งมาทราบภายหลังว่าเป็น พระสมเด็จนายเผ่า (พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อดีตเจ้ากรมเสมียนตรา และอดีตอธิบดีกรมตำรวจ) ปี ๒๔๙๕ สร้างที่วัดอินทรวิหาร นับเป็นพระองค์แรกที่ น.นที ได้แขวนติดตัวตั้งแต่สมัยนั้น&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-jflTAwcb418/UDw48WZyTJI/AAAAAAAAOKE/dKrL8R1vWrQ/s1600/yyyyy.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://3.bp.blogspot.com/-jflTAwcb418/UDw48WZyTJI/AAAAAAAAOKE/dKrL8R1vWrQ/s320/yyyyy.jpg" width="226" yda="true" /&gt;&lt;/a&gt;หนังสือของท่านนนที นิพากรเมธ อดีตข้าราชการธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั้นไปเช่าพระพิมพ์สมเด็จ ๒ หน้าจากหลวงปู่นาค วัดระฆัง พระพุทธชินราช อินโดจีน ที่พุทธสมาคมฯ รวมทั้งพระท่านเจ้าคุณนรฯ ที่ท่านเจ้าคุณอุดมฯ วัดเทพศิรินทร์ พระเหล่านี้ไม่มีปัญหา เพราะไปเช่าจากวัดโดยตรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนพระกรุพระเก่าอื่นๆ ก็เช่าอย่างสะเปะสะปะตามสนามพระ ที่วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ และที่อื่นๆ โดยไม่รู้ว่าเป็นพระแท้หรือไม่ ? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันหนึ่ง ได้นำพระที่เช่าไว้มากพอสมควร ไปให้เซียนพระคนหนึ่งตรวจสอบให้ เขากำหนดค่าดูว่า พระ ๑ องค์ สายฝน ๑ ซอง (หมายถึงบุหรี่สายฝน ซองละ ๑๐ บาท) วันแรกต้องไปซื้อบุหรี่สายฝน ๓ ซอง หมดไป ๓๐ บาท ช่วงนั้นเสียเงินค่าบุหรี่แทบทุกวัน วันละหลายสิบบาท จนมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเห็นเข้าก็บอกว่า สงสารมาก ที่ต้องเสียเงินทุกวัน จึงแนะนำให้ น.นที ไปหา อ.เภา ศกุนตะสุตร (เซียนพระรุ่นใหญ่) ซึ่งนั่งอยู่ในสนามพระเช่นกัน โดยไม่ต้องเสียเงินมาก แค่เลี้ยงโอเลี้ยง ๑ แก้ว (ไม่กี่บาท) ท่านก็สามารถดูพระให้ได้ทุกอย่าง&lt;br /&gt;ปรากฏว่า พระที่เช่ามานั้นส่วนใหญ่เป็น พระปลอม ทั้งนั้น และที่เซียนพระคนแรกดูให้นั้น ก็ไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น เพราะไม่เก่งจริง งานนี้เท่ากับถูกเซียนพระแหกตาหลอกเงินค่าบุหรี่ไปหลายซอง&lt;br /&gt;จากการที่เอาพระให้ อ.เภา ดูบ่อยๆ ทำให้สนิทกับท่านมาก พร้อมกับได้รับความรู้เพิ่มขึ้นด้วย รวมทั้งมีโอกาสรู้จักเซียนพระตัวจริง และเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือหลายท่านด้วยกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรงนี้ทำให้ น.นที มีโอกาสได้ส่องพระแท้องค์จริงอยู่เสมอๆ จนพอจดจำได้ว่า พระแท้แต่ละองค์ดูจุดตำหนิตรงไหนบ้าง ? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมา สนามพระวัดมหาธาตุ ปิด บรรดาแผงพระจึงต้องโยกย้ายไปที่วัดราชนัดดา ส่วนหนึ่ง และที่ตลาดนัดท่าพระจันทร์ อีกส่วนหนึ่ง (คือสนามพระท่าพระจันทร์ในทุกวันนี้)&lt;br /&gt;"ช่วงนั้นผมฟิตมาก ทำให้อยากรู้อยากเห็นอะไรอยู่เสมอ เซียนพระบางท่านจึงพาไปตระเวนเดินสาย ซื้อขายพระตามที่ต่างๆ ครั้งหนึ่ง ได้ติดตามผู้ใหญ่ไปดูงานประกวดพระที่ อ.ท่าเรือ จ.กาญจนบุรี เพื่อดูพระปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ ของเซียนพระใหญ่ท่านหนึ่ง เอาไปโชว์ในงานนี้ นับเป็นพระปิดตาหลวงพ่อแก้ว องค์แรกที่ผมได้ดูพระแท้องค์จริง รวมทั้งพระหลักยอดนิยมอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้รู้เรื่องของการซื้อขายพระ การประมูลพระ ที่เซียนแต่ละท่านต่างก็มีชั้นเชิงกันเยอะมาก เป็นเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ผมจึงเอาเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้มาเขียนลงในนิตยสารพระฉบับหนึ่ง ปรากฏว่าเป็นที่ถูกใจของผู้อ่านจำนวนมาก โดยเฉพาะเซียนพระรุ่นใหม่ ที่หลายคนเกิดไม่ทันเหตุการณ์ในสมัยนั้น" น.นที กล่าว&lt;br /&gt;ปี ๒๕๒๙ คุณคำรณ สัยยะนิธี เปิดร้านพระที่ปากซอยจรัญฯ ๑๓ (ซอยวัดนก) ซึ่งอยู่ใกล้บ้านปัจจุบัน จึงได้แวะเข้าไปขอดูพระจากที่นี่ บางครั้งก็เช่าพระที่ถูกใจ จากการที่เข้าไปร้านนี้บ่อยๆ ทำให้สนิทสนมกับคุณคำรณมาก และได้มีโอกาสรู้จักกับ เสี่ยลิ้ง หาดใหญ่ ที่ร้านคุณคำรณด้วย เพราะที่นี่มีลูกค้าและเซียนพระมาเช่าพระอยู่เสมอๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะเดียวกัน หน้าที่การงานที่แบงค์ชาติ ก็ได้เลื่อนตำแหน่งสูงด้วย ทำให้ได้รู้จักกับผู้ใหญ่ระดับบริหารอีกหลายท่าน โดยเฉพาะ คุณสุทธิพันธุ์ นิมมานเหมินท์ (คุณติ่ง) อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งเพิ่งมาจากเมืองนอกใหม่ๆ และสนใจเรื่องพระเครื่อง จึงชวนไปเช่าพระกันบ่อยๆ จากเซียนพระรุ่นใหญ่หลายท่าน อาทิ คุณสมชาย มาลาเจริญ คุณไพศาล กสิวัฒน์ หม่อมฉลองลาภ ร.ต.ท.อนุชิต โปษยานนท์ (ต่อมาได้เลื่อนยศเป็น พ.ต.อ. (พิเศษ) ฯลฯ และที่สำคัญ คือ ท่านเสถียร เสถียรสุต เซียนพระอาวุโส&lt;br /&gt;ตรงจุดนี้ทำให้ น.นที มีโอกาสได้ดูพระแท้องค์สวยระดับแชมป์อย่างมากมาย ซึ่งหลายองค์มีภาพอยู่ในหนังสือ "จอมสุรางค์อุปถัมภ์" ที่ท่านเสถียรจัดทำขึ้น และเป็นที่ยกย่องของคนในวงการพระตลอดมาว่า พระทุกองค์ในหนังสือเล่มนี้ ล้วนเป็นพระสุดยอดจริงๆ ที่ทุกคนใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของด้วยกันทั้งนั้น และใครที่ได้ไปก็จะเกิดความภาคภูมิใจเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมา ในแวดวงพระเครื่อง ผมได้นำมาเขียนรวมไว้หนังสือรวมภาพและเกร็ดประวัติ พระเครื่องและเครื่องราง เล่มนี้ โดยผมได้ตั้งใจอย่างที่สุด ทุ่มเททั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังสติปัญญา ในการจัดทำ เพื่อให้ได้หนังสือทอง เล่มหนึ่งของวงการพระ ที่น่าสนใจศึกษา โดยมีข้อเขียน ๑๐๐ เรื่อง ภาพพระเครื่องและเครื่องราง ๘๐๐ ภาพ พร้อมกับเกร็ดประวัติในแง่มุมอันหลากหลาย ที่ยังไม่มีใครเขียนถึง และภาคผนวกภาพเครื่องรางต่างๆ ที่เพิ่มเป็นพิเศษอีก ๓๐๐ ภาพ รวมมีภาพทั้งสิ้น ๑,๑๐๐ ภาพ และยังมีข้อคิดจากสำนวนนิยายภายในของ 'โกวเล้ง' อีก ๑๐๐ สำนวน จากนิยายจีนชื่อดังหลายเล่ม ที่ล้วนน่าสนใจยิ่ง" น.นที กล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือเล่มนี้ มีขนาด ๘ หน้ายก หนา ๒๗๐ หน้า พิมพ์สี่สีทั้งเล่ม ด้วยกระดาษอาร์ตด้านอย่างดี หนา ๑๓๐ แกรม ปกแข็งสีทอง เป็นสิริมงคลตั้งแต่ปกหน้าถึงปกหลัง รวมถึงเรื่องราวต่างๆ ในวงการพระที่หาอ่านที่อื่นไม่ได้&lt;br /&gt;เปิดจองวันนี้ ในราคาเล่มละ ๑,๑๐๐ บาท (ค่าจัดส่ง ๑๐๐ บาท) เฉลี่ยภาพละ ๑ บาทเท่านั้น (วางตลาดเล่มละ ๑,๕๐๐ บาท) พิมพ์จำนวนจำกัด สอบถามได้ที่โทร.๐-๒๕๖๑-๑๖๓๑-๒, ๐-๒๔๑๕-๘๕๘๕ &lt;br /&gt;น.นที กล่าวในตอนท้ายว่า "ผมจัดทำหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นในทางธุรกิจ แต่เพื่อให้เป็นผลงานชิ้นหนึ่งในชีวิตของผม ที่มีโอกาสได้ทำงานด้วยใจรัก ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของผมอย่างแท้จริง"&lt;br /&gt;ข้อมูลจากเว็บ &lt;a href="http://www.oknation.net/blog/print.php?id=481904"&gt;http://www.oknation.net/blog/print.php?id=481904&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/4647012756163275408/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/08/blog-post_6842.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/4647012756163275408'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/4647012756163275408'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/08/blog-post_6842.html' title='ท่านเสถียร เสถียรสุตกับหนังสือพระเครื่องจอมสุรางค์อุปถัมภ์'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-TecPAsNUAIQ/UDw5zr9YrfI/AAAAAAAAOKM/uW70hPaWXuU/s72-c/llll.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-8867896297099252588</id><published>2012-08-27T19:48:00.000-07:00</published><updated>2012-08-27T21:00:05.389-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม'/><title type='text'>ชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม </title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;ชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หนังสือพระสมเด็จวัดระฆังเล่มล่าสุดของชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-xFVLW4nxmFc/UDwqwYQdIII/AAAAAAAAOGI/N2BLdOWB4w8/s1600/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="166" src="http://2.bp.blogspot.com/-xFVLW4nxmFc/UDwqwYQdIII/AAAAAAAAOGI/N2BLdOWB4w8/s320/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2.jpg" width="320" yda="true" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;หนังสือทุกเล่มที่ออกโดยชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยามทางสมาคมในเเบบมาตรฐานนั้นยังไม่มีการนำเสนอเเต่ก็ยังมีการยืนยันจากเสี่ยกล้าว่าถ้ามีพระสมเด็จพิมพ์ทรงเนื้อหาเเบบในหนังสือก็สามารถขายให้กับชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยามนี้ได้ท่านผู้อ่านควรพิจารณาเองครับ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม จักรพรรดิแห่งพระเครื่องไทย" เป็นหนังสือที่จัดพิมพ์โดย "ชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม" ซึ่งมีนายกล้า เกษสุรินทร์ชัย หรือ "เสี่ยกล้า" เป็นประธานชมรม โดยมีความหนากว่า ๔๐๐ หน้า สี่สีทั้งเล่ม เข้าเล่มเย็บกี่อย่างดี วางจำหน่ายตามแผงหนังสือชั้นนำ แม้ว่าเซียนพระของสมาคมพระเครื่องจะระบุว่าเป็นการเล่นพระผิดทาง รูปพระสมเด็จที่จัดพิมพ์ในหนังสือเป็นพระที่วงการไม่เล่นกัน แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยสนใจการเล่นพระและซื้อหนังสือในแนวของชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๐ เสี่ยกล้าได้พิมพ์หนังสือออกมาจำนวน ๑๐,๐๐๐ เล่ม ซึ่งเป็นเล่มแรก จำหน่ายในราคาเล่มละ ๑,๔๐๐ บาท ปัจจุบันขายหมดแล้ว กลายเป็นหนังสือหายากเล่มหนึ่ง และราคาขยับขึ้นในราคาเล่มละ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท ส่วนเล่มที่ ๒ พิมพ์เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๒ จำนวน ๕,๐๐๐ เล่ม ออกำหน่ายเล่มละ ๒,๕๐๐ บาท โดยได้รับความนิยมไม่แพ้เล่มแรก และล่าสุดได้พิมพ์เป็นเล่มที่ ๓ จำนวน ๕,๐๐๐ เล่ม จำหน่ายเล่มละ ๒,๕๐๐ บาท ทั้งนี้จะเปิดตัวและวางจำหน่ายที่ร้านหนังสือชั้นนำ ในวันจันทร์ที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕ &lt;br /&gt;ในการจัดพิมพ์หนังสือแต่ละเล่มนั้นเสี่ยกล้าลงทุนไม่ตำกว่าครั้งละประมาณ ๒ ล้านบาท แต่ละเล่มใช้เวลารวบรวมประมาณ ๒-๕ ปี โดยมีความตั้งใจว่า เมื่อรวมรวมแม่พิมพ์ได้พอสำหรับจัดพิมพ์ หรือประมาณ ๑๕๐-๒๐๐ พิมพ์ ก็จะพิมพ์เพิ่มเป็นเล่มที่ ๔ เล่มที่ ๕ ส่วนภาพพระสมเด็จที่ปรากฏในหนังสือนั้นเป็นการเรียงตามลำดับแม่พิมพ์ที่ค้นพบ ในช่วงเวลาต่างๆ เล่มแรกมีแม่พิมพ์พระสมเด็จทั้งหมด ๙๒ พิมพ์ เล่มสองมีแม่พิมพ์พระสมเด็จทั้งหมด ๒๐๐พิมพ์ และเล่มสามมีแม่พิมพ์พระสมเด็จทั้งหมด ๓๐๐ รวมแล้วมีกว่า ๕๐๐ พิมพ์ &lt;br /&gt;เมื่อครั้งหนังสือเล่มแรกออกวางจำหน่าย มีเสียงสวดจากคนวงการพระเครื่องว่า ภาพพระสมเด็จในหนังสือไม่ใช่ของจริง ไม่ใช่พระที่คนในวงการพระเครื่องยอมรับกัน ไม่ใช่พิมพ์ที่นิยม ในฐานะที่คนทำหนังสือ เสี่ยกล้า บอกว่า “รู้สึกเฉยๆ ไม่ได้โกรธแค้นคนที่มาสวดหนังสือแต่อย่างไร เพราะถ้าหนังสือไม่ดีจริงในสัปดาห์แรกของวางจำหน่ายมียอดขายกว่า ๑,๐๐๐ เล่ม ที่สำคัญวันนี้เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า คุณภาพหนังสือไม่แตกต่างจากหนังสือเล่มอื่นๆ ในวงการพระเครื่อง วันนี้หนังสือเล่มแรกขายหมด และราคาก็ขยับขึ้นไปที่เล่มละ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท” &lt;br /&gt;เสี่ยกล้า บอกว่า ชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม ตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๘ สมัยนั้นพระสมเด็จมีราคาอยู่ไม่ถึงแสนบาท คนเล่นหากันน้อยมาก มีการพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการดูพระเช่นเดียวกับชมรมและสมาคมพระเครื่องกลุ่มอื่นๆ พระเครื่องแต่ละองค์ที่ลงในหนังสือต้องผ่านความเห็นของชมรม ไม่ใช่เป็นพระของคนใดคนหนึ่งที่มองว่าแท้แล้วเอามาลงโดยพละการหนังสือที่พิมพ์ออกมาจำหน่ายนั้น ผมมีความตั้งใจว่า ผู้ที่ซื้อหนังสือไปสามารถเรียนรู้การดูพระสมเด็จด้วยตัวเอง เพราะการเรียนรู้พระสมเด็จในปัจจุบันถูกผูกขาดโดยเซียนพระกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ทั้งๆ ที่ทุกคนน่าจะเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมกัน&lt;br /&gt;จากประสบการณ์ที่ทำธุรกิจพิมพ์และย้อมผ้า แม้ว่าจะใช้เทคโนโลยีในการผสมสีที่ถือว่าสุดยอด สีของผ้าที่พิมพ์ออกมายังเพี้ยน นับประสาอะไรกับพระสมเด็จที่เป็นเนื้อผง ที่ไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรในการควบคุมการผสมมวลสาร การกดแม่พิมพ์ พระสมเด็จจึงมีความหลากหลายทำเนื้อและพิมพ์ พระสมเด็จ ๑ พิมพ์อาจจะมีหลายเนื้อ และเนื้อเดียวอาจจะมีหลายพิมพ์ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น เพราะไม่มีการบันทึกอะไรที่เป็นหลักฐานไว้อย่างชัดเจนเช่นในปัจจุบัน&lt;br /&gt;"วงการพระเครื่องจะยอมรับหรือไม่ยอมรับนั้นไม่ใช่วสาระสำคัญ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า พระเครื่ององค์เดียวกันแท้ๆ ตาเซียนพระเครื่องแต่ละตาแต่ละคนยังมีมุมมองที่ต่างกัน เซียนกลุ่มหนึ่งที่เสียงดังกว่าอาจจะมองว่าปลอม แต่เซียนอีกกลุ่มหนึ่งมองว่าแท้ แต่เผอิญว่า เซียนกลุ่มแรกเสียงดังกว่า พระที่แท้ก็กลายเป็นพระปลอมได้ ขณะเดียวกันพระที่ปลอมก็กลายเป็นพระแท้ได้เช่นกัน" เสี่ยกล้ากล่าว&lt;br /&gt;พร้อมกันนี้ เสี่ยกล้า ยังบอกด้วยว่า ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้เล่นพระมีมาอย่างต่อเนื่อง ข้อเท็จจริงในการจัดสร้างพระสมเด็จวัดระฆังของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าท่านลงมือสร้างเมื่อใด แต่ก็มีผู้สันนิษฐานที่แอบอ้างว่ามีการสร้างจำนวนน้อย เช่น อ้างว่ามี ๔ พิมพ์ทรง แต่ละพิมพ์ทรงมีเพียง ๔-๕ แบบบล็อกแม่พิมพ์เท่านั้น ซึ่งมีปัญหาว่าทั้งๆ ที่ผู้แอบอ้างว่ารู้ดีนั้นก็เกิดไม่ทันเหมือนกัน ทำไมจึงไม่คิดว่าแนวการเล่นของกลุ่มตนเป็นการเล่นในแนวที่คับแคบ หลงผิด หรือเล่นเพื่อผูกขาดตัดตอน เคยคิดบ้างไหมว่าแนวทางที่เล่นนั้นผิด ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการทำลายบล็อกแม่พิมพ์อื่นๆ ที่สมเด็จโตสร้างขึ้นมา&lt;br /&gt;&lt;span style="color: red; font-size: x-large;"&gt;&lt;strong&gt;ใครมีพระตามหนังสือเอามาขายได้&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เสี่ยกล้า บอกว่า ปัจจุบันนี้ พระแท้ไม่แท้อยู่ที่องค์พระ ไม่ได้อยู่ที่คนดู ผู้ที่ได้รับพระเครื่องที่เป็นมรดกตกทอดจากปู่ ยา ตา ยาย รวมทั้งผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ หากนำพระที่ห้อยอยู่ไปให้เซียนพระดูแล้วบอกว่าเป็นพระไม่ถึงยุค ก็อย่าคิดถอดพระหรือไม่แขวนพระองค์นั้นเลย ให้คิดเสียว่า เซียนตาไม่ถึง หรือมีความรู้ไม่มากพอ และให้คิดเสียว่า พระองค์นั้นๆ เป็นของที่ระลึก ผู้ให้มีเจตนาดี พระทุกองค์สามารถใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจได้เสมอ&lt;br /&gt;ภาพพระสมเด็จในหนังสือนั้น เสี่ยกล้า ยืนยันว่า เป็นพระสมเด็จที่มีคนรุ่นก่อนเล่นหา และสะสมกัน ปัจจุบันกลายเป็นพระหายาก มีการเช่าซื้อกันในราคาหลักล้าน เช่นเดียวกับพระสมเด็จที่ซื้อขายกันในวงการพระเครื่อง เช่น พระสมเด็จพิมพ์ที่ ๑๓ เนื้อกระยาสารท มีการเช่าซื้อกันในราคา ๓.๕ ล้านบาท ทั้งนี้ที่ผ่านมานั้นได้ประกาศว่า ”หากใครมีพระสมเด็จถูกต้องตามพิมพ์ในหนังสือกว่า ๕๐๐ พิมพ์ สามารถนำมาเปิดขายได้ ถ้าถูกต้องตามหนังสือแม้ว่าจะไม่มีข้อสรุปหรือตกลงราคาในการขาย ยินดีที่จะจ่ายค่ารถและค่าเสียเวลา ๑๐,๐๐๐ บาท ทุกวันนี้ยังประกาศรับซื้ออยู่ โดยมีคนประกาศรับซื้อทั้งหมด ๕๒ พิมพ์ ในราคาหลักแสน และในจำนวนนี้มีอยู่ถึง ๑๕ พิมพ์ ที่ได้เสนอค่ารถและค่าเสียเวลา ๑๕,๐๐๐ บาท เพราะเขาอยากได้พระมากๆ”&lt;br /&gt;"คุณเล่นกับแบบไหนผมไม่สนใจ หากคุณมีพระตรงตามพิมพ์และเนื้อตามที่ปรากฏในหนังสือ ถือมาขายผมได้ เฉพาะพิมพ์ที่ ๑-๒๐ มีคนกล้ารับซื้อในหลักล้าน เอามาเปิดราคาได้เลย ทีผ่านมามีคนนำพระสมเด็จมาขายหลายราย และอยู่ในหลักล้านทุกองค์ ถ้าพระสมเด็จที่ผมใช้อยู่เป็นของปลอม แล้วปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่าง ถึงจะปลอมในสายตาคนอื่นแต่ปาฏิหาริย์นั้นเป็นของจริง แล้วจะบอกว่าพระสมเด็จที่แขวนอยู่นั้นเป็นของปลอมได้อย่างไร” เสี่ยกล้าพูดทิ้งท้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลเเละภาพจากเว็บหนังสือคมชัดลึก &amp;nbsp;&lt;a href="http://www.komchadluek.net/detail/20120716/135234/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD'%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%86%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AF'%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94.html"&gt;http://www.komchadluek.net/detail/20120716/135234/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD'%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%86%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AF'%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94.html&lt;/a&gt;&amp;nbsp;เรื่อง / ภาพ โดย คุณไตรเทพ ไกรงู &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอลัมน์: สกู๊ปพิเศษพระเครื่อง: คุยเฟื่องเรื่องพระสมเด็จวัดระฆัง เสี่ยกล้าประกาศรับซื้อหลักแสนแถมค่ารถ &lt;br /&gt;นานปีจะมีข่าวของคนกล้าคิดกล้าทำมาให้อ่านกัน เขาชื่อ กล้า เกษสุรินทร์ชัยหรือเสี่ยกล้า เป็นประธานชมรมอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม ชมรมนี้มีมาเกือบ 40 ปีแล้ว และสนใจศึกษาพระสมเด็จวัดระฆังอย่างเงียบๆ มานานนับเป็นสิบปีทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จักรพรรดิแห่งพระเครื่องเมืองไทย ยกให้พระสมเด็จวัดระฆังเป็นเจ้าจักรพรรดิของพระเนื้อผง ทั้งมวล เสี่ยกล้าบอกว่า ตนศึกษาค้นคว้ามาตั้งแต่ปี 2518 แล้ว คนโบราณรุ่นปู่ย่าได้พระวัดระฆังรวมแล้วถึง 52 พิมพ์ด้วยกัน แม้พวกเซียนขาใหญ่เขาจะคัดเหลือแค่ 5 พิมพ์ เสี่ยกล้ายังยืนยันใครมีพิมพ์โบราณแบบในหนังสือที่ชมรมอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยามรวบรวมไว้นำมาปล่อยได้เลยรับเช่าหมด&lt;br /&gt;เสี่ยกล้า ประธานชมรมฯ สะสมพระเครื่องสยามบอกด้วยว่า สมัยปี 2518 พระสมเด็จราคาไม่ถึงแสน คนยังเล่นหากันน้อย พวกเราที่รวมตัวเป็นกลุ่มแลกเปลี่ยนความรู้กับคนหลายระดับ ที่เล่นหาพระสมเด็จสมัยโน้นเกือบ 40 ปีแล้ว และ รวบรวมพระที่มีพิมพ์และเนื้อที่คนรุ่นก่อนเล่นหาไว้ได้ถึง 52 พิมพ์จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เซียนพระยังมีมุมมองต่างกันทั้งที่พระองค์เดียวกัน บางคนบอกปลอม บางคนบอกแท้ เสี่ยกล้าบอกแต่หาก มาดูว่าคนโบราณเขาเก็บรักษาไว้ถึงรุ่นเราได้ไม่ธรรมดาจึงรวบรวมทำประวัติ และจัดพิมพ์เป็นหนังสือ ชื่อพระสมเด็จวัดระฆัง จักรพรรดิแห่งพระเครื่องไทย หนา 490 หน้า เล่มละ 2,650 บาท จะเปิดตัวเผยแพร่เป็นปฐมฤกษ์วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม นี้แหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในหนังสือเล่มนี้เสี่ยกล้ายืนยันว่า เป็นพระสมเด็จรุ่นเก่ารุ่นก่อนที่คนโบราณเล่นหาสะสมกันไว้ หากใครมีพระสมเด็จ ถูกต้องตามพิมพ์ที่มีอยู่ในหนังสือเล่มนี้ยินดีจ่ายองค์ละเป็นแสนเป็นล้าน แถมค่ารถ 10,000-15,000 บาท และค่าเสียเวลาอีกต่างหาก เขาชื่อกล้าและกล้าจริงขนาดนี้จะไม่สนเปิดอ่านเชียวหรือ&lt;br /&gt;สนใจอยากเป็นแฟนคลับกับเสี่ยกล้า จองหนังสือของชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยามได้ตามสนามพระทั่วไปแล้วพบกับโฉมใหม่พระสมเด็จรุ่นเก่าที่คนรุ่นก่อนเขาเล่นหากัน...แม้คนรุ่นใหม่บอกนอกพิมพ์ก็ตาม&lt;br /&gt;ข้อมูลจากเว็บ &lt;a href="http://www.ryt9.com/s/bmnd/1450540"&gt;http://www.ryt9.com/s/bmnd/1450540&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;มาตรฐานพระสมเด็จฯเรื่องขนาดของพระ...'อ.ตรียัมปวาย'&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาตรฐานพระสมเด็จฯเรื่องขนาดของพระ..."อ.ตรียัมปวายกับเสี่ยกล้า" : เรื่อง / ภาพโดย ไตรเทพ ไกรงู 0 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ประเภทของหนังสือพระ" หากพิจารณาตามหลักความเก๊แท้ของภาพพระที่ปรากฏในหนังสือ สามารถแบ่งออกได้ ๓ ประเภท คือ ๑.หนังสือพระแท้ทั้งเล่ม ๒.หนังสือพระเก๊ทั้งเล่ม และ ๓.หนังสือพระแท้ปนกับพระเก๊ ซึ่งแน่นอนที่สุดว่า หนังสือพระแท้ทั้งเล่มมีจำนวนมากและครองส่วนแบ่งตลาดหนังสือพระมากที่สุด แต่ที่น่าสนใจคือ หนังสือพระเก๊ทั้งเล่มเริ่มเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดหนังสือพระ และนับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ&lt;br /&gt;การจัดพิมพ์หนังสือที่มีภาพพระเก๊ ทั้งเล่ม เท่าที่พบในปัจจุบันมากที่สุดต้องยกให้ การจัดพิมพ์หนังสือพระสมเด็จซึ่งมีอยู่ประมาณ ๑๐ เล่ม ส่วนพระอื่นๆ ยังไม่มีให้เห็น ทั้งนี้ หากพิจารณาเฉพาะคุณภาพหนังสือภายนอกไม่เกี่ยวกับภาพพระและเนื้อหาภายใน หนังสือพระเก๊ทั้งเล่มพิมพ์ได้ดีไม่แตกต่างจากหนังสือพระแท้ทั้งเล่ม ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ หนังสือพระเก๊ทั้งเล่มคุณภาพการพิมพ์และออกแบบดีกว่าด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;กรณีการจัดพิมพ์หนังสือ "พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม จักรพรรดิแห่งพระเครื่องไทย" โดย "ชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม" ซึ่งมีนายกล้า เกษสุรินทร์ชัย หรือ "เสี่ยกล้า" เป็นประธานชมรม มีความหนากว่า ๔๐๐ หน้า สี่สีทั้งเล่ม เข้าเล่มเย็บกี่อย่างดี วางจำหน่ายตามแผงหนังสือชั้นนำ แม้ว่าเซียนพระของสมาคมพระเครื่องจะระบุว่าเป็นการเล่นพระผิดทาง รูปพระสมเด็จที่จัดพิมพ์ในหนังสือเป็นพระที่วงการไม่เล่นกัน แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยสนใจการเล่นพระและซื้อหนังสือในแนวของชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ ถ้าอ่านเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการศึกษาพระสมเด็จโดยไม่มีอคติใดๆ บางส่วนของข้อมูลใน "พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม จักรพรรดิแห่งพระเครื่องไทย" ก็มีประโยชน์อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะข้อมูลที่เขียนถึงการวัดขนาดของพระสมเด็จด้วยเครื่องมือวัดทางวิทยศาสตร์ ซึ่งเมื่อครั้งที่ พ.อ.ผจญ กิตติประวัติ หรือ อ.ตรียัมปวาย ผู้ขนานนาม "พระเครื่องชุดเบญจภาคี" พิมพ์หนังสือ ปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่อง เล่ม ๑ เรื่อ พระสมเด็จ เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๗ ซึ่งเป็นต้นตำรับแห่งหนังสือพระสมเด็จ ก็มีการใช้เครื่องมือวัดทางวิทยศาสตร์เช่นกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในหนังสือปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่อง เล่ม ๑ เรื่อง พระสมเด็จ อ.ตรียัมปวาย ได้เขียนถึงขนาดของพระสมเด็จฯ ว่า “เป็นเรื่องยากที่จะกำหนดขนาดพระสมเด็จเป็นมาตรฐาน เพราะพระสมเด็จนั้นถูกสร้างด้วยพิมพ์หลายพิมพ์ ซึ่งแต่ละพิมพ์ก็มีขนาดแตกต่างออกไปบ้าง ขณะเดียวกันส่วนผสมของเนื้อไม่ได้เกณฑ์มาตรฐาน บางชนิดเวลาผ่านไปเนื้ออาจจะฟูขึ้น บางชนิดกลับหดตัวลง รวมทั้งการตัดพิมพ์บางคนก็ตัดชิด บางคนก็เหลือปีกไว้มาก ส่วนขนาดความหนาก็เอาความแน่นอนไม่ได้บางคนมือหนักบางคนมือเบา&lt;br /&gt;ทั้งนี้ อ.ตรียัมปวาย ได้วัดนาดของพระไว้ ทุกพิมพ์เช่น พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ทรงใหญ่ กว้าง ๒.๓๐ ซม. ยาว ๓.๓๕ ซม. หนา ๐.๔๐-๐.๖๕ ชม. พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงใหญ่ กว้าง ๒.๓๐ ซม. ยาว ๓.๓๕ ซม. หนา ๐.๔๐-๐.๗๐ ชม. พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์ กว้าง ๒.๒๐ ซม. ยาว ๓.๔๐ ซม. หนา ๐.๔๐-๐.๖๕ ชม. พระสมเด็จวัดบางขุนพรหง พิมพ์ทรงเจดีย์ กว้าง ๒.๒๐ ซม. ยาว ๓.๔๐ ซม. หนา ๐.๔๐-๐.๖๕ ชม.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนการวัดขนาดของพระสมเด็จในหนังสือพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม จักรพรรดิแห่งประเครื่องไทยก็มีเช่นกัน แต่วัดคนละจุดกันคือ วัดซุ้มครอบแก้ว ทั้งนี้เสี่ยกล้า ได้อธิบายว่า ขนาดกรอบนอกนั้นเป็นเรื่องยากที่จะกำหนดเป็นมาตรฐาน เพราะขึ้นอยู่กับการตัดในแต่ละครั้ง ขณะเดียวกันด้วยระยะเลาที่สร้างนานการหดตัวของมวลสารองพระแต่ละองค์ย่อมไม่เท่ากัน แต่ที่เป็นมาตรฐานเหมือนกันทุกองค์ คือ “ซุ้มครอบแก้ว” ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีผู้รู้ ไม่มีหนังสือคู่มือพระสมเด็จเล่มใดเขียนถึง ทั้งนี้ไม่มีการวัดอย่างละเอียด เพียงบอกความสูงขององค์พระโดยประมาณ ทั้งนี้คำว่า “โดยประมาณ” ก็ไม่ได้มีการวัดไม่มีมาตรฐานที่แท้จริง จุดสำคัญนี้ไม่มีเปิดเผย เรียนรู้ยาก จึงเป็นที่มาของคำว่า “ผิดพิมพ์” หรือไม่ก็ “องค์นี้เล็กไป องค์นี้ใหญ่ไป” ทั้งนี้หากวัดเฉพาซุ้มขอบแก้ว จะได้ข้อยุติเรื่องขนาดของพระสมเด็จ ด้วยเหตุที่ว่า&lt;br /&gt;๑.ซุ้มครอบแก้วเป็นแม่พิมพ์ส่วนหนึ่งซึ่งแกะพร้อมกับองค์พระ ความสูงของครอบแกวตั้งอยู่ระหว่าง ๓๔.๗ มิลลิเมตร - ๓๕.๓ มิลลิเมตร&lt;br /&gt;๒.ความสูงของซุ้มครอบแก้ว เป็นส่วนสูที่สุดของแม่พิมพ์ ศึกษาและวิเคราะห์สังเกตได้ง่ายที่สุด&lt;br /&gt;๓.เมื่อนำพระสมเด็จพิมพ์เดียวกันหลายองค์มาวัดอย่างละเอียด จะพบว่าจะมีขนาดเท่ากัน ใช้เป็นมาตรฐานสากล ส่วนขนาดขององค์นั้นพิมพ์เดียวกันถ้าตดขอบไม่เท่กัน รวมทั้งเก็บในสภาพต่างกันการหดตัวของมวลสารย่อมไม่ท่ากัน ขนาดภายถึงไม่เป็นมาตรฐาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ความสูงของซุ้มครอบแก้วเป็นขนาดที่วัดด้วยเครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์ได้เพียงอย่างเดียว ถ้ามีความแม่นยำในจุดนี้ย่อมสามารถนำไปเปรียบเทียบเป็นต้นแบบในการพิจารณาพระสมเด็จได้เป็นประกรแรก จากนั้นก็พิจารณาเรื่องมวลสารซึ่งเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า ด้วยเหตุที่ว่าในการจัดสร้างพระสมเด็จนั้น ใน ๑ พิมพ์ จะมีกันหลายเนื้อ เพราะว่าระยะเวลาการสร้างนั้นนาน” เสี่ยกล้ากล่าว&lt;br /&gt;ทางเลือกของคนเล่นพระสมเด็จฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อครั้งที่ชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยามพิมพ์หนังสือเล่มแรกออกวางจำหน่าย มีเสียงสวดจากคนวงการพระเครื่องว่า ภาพพระสมเด็จในหนังสือไม่ใช่ของจริง ไม่ใช่พระที่คนในวงการพระเครื่องยอมรับกัน ไม่ใช่พิมพ์ที่นิยม ในฐานะที่คนทำหนังสือ เสี่ยกล้า บอกว่า “รู้สึกเฉยๆ ไม่ได้โกรธแค้นคนที่มาสวดหนังสือแต่อย่างไร ผมทำหนังสือเพื่อขายให้คนที่สนใจพระสมเด็จในแนวของผม ผิดด้วยหรือที่ผมจะซื้อขายพระสมเด็จที่ผมคิดว่าแท้ด้วยเงินของผม ซึ่งที่ผ่านมาผมไม่เคยโต้ตอบหรือสวดพระขององค์กรอื่นๆ น่าจะเปิดใจให้กว้างในเรื่องการเรียนรู้พระเครื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วงการพระเครื่องจะอมรับหรือไม่ยอมรับนั้นไม่ใช่สาระสำคัญ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า พระเครื่ององค์เดียวกันแท้ๆ ตาเซียนพระเครื่องแต่ละตาแต่ละคนยังมีมุมมองที่ต่างกัน เซียนกลุ่มหนึ่งที่เสียงดังกว่าอาจจะมองว่าปลอม แต่เซียนอีกกลุ่มหนึ่งมองว่าแท้ แต่เผอิญว่า เซียนกลุ่มแรกเสียงดังกว่า พระที่แท้ก็กลายเป็นพระปลอมได้ ขณะเดียวกันพระที่ปลอมก็กลายเป็นพระแท้ได้เช่นกัน&lt;br /&gt;สำหรับความเห็นที่ไม่ตรงกันขระหว่างกลุ่มผู้เล่นพระนั้น เสี่ยกล้า บอกว่า มีมาอย่างต่อเนื่อง ข้อเท็จจริงในการจัดสร้างพระสมเด็จวัดระฆังของสมเด็จพระพุ ฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าท่านลงมือสร้างเมื่อใด แต่ก็มีผู้สันนิษฐานที่แอบอ้างว่ามีการสร้างจำนวนน้อย เช่น อ้างว่ามี ๔ พิมพ์ทรง แต่ละพิมพ์ทรงมีเพียง ๔-๕ แบบบล็อกแม่พิมพ์เท่านั้น ซึ่งมีปัญหาว่าทั้งๆ ที่ผู้แอบอ้างว่ารู้ดีนั้นก็เกิดไม่ทันเหมือนกัน ทำไมจึงไม่คิดว่าแนวการเล่นของกลุ่มตนเป็นการเล่นในแนวที่คับแคบ หลงผิด หรือเล่นเพื่อผูกขาดตัดตอน เคยคิดบ้างไหมว่าแนวทางที่เล่นนั้นผิด ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการทำลายบล็อกแม่พิมพ์อื่นๆ ที่สมเด็จโตสร้างขึ้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มาข้อมูลเว็บคมชัดลึก &lt;a href="http://www.komchadluek.net/detail/20120814/137639/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%AF%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0...'%E0%B8%AD.%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A2'.html"&gt;http://www.komchadluek.net/detail/20120814/137639/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%AF%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0...'%E0%B8%AD.%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A2'.html&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;อ่านข้อมูลในบทความทั้งหมดควรใช้วิจารณาญาณด้วยตัวท่านเองครับเพราะว่าไม่รู้ผู้จัดทำหนังสือต้องการขายหนังสือหรือเปล่าหรือถ้าผู้อ่านเเล้วทางชมรมมีการรับซื้อพระสมเด็จจริงตามที่มีในหนังสือก็ควรจะสอบถามติดต่อทางชมรมนี้โดยเฉพาะเพราะไม่เกี่ยวข้องทางสมาคมพระเครื่องเเห่งประเทศไทยทั้งสิ้น ขอบคุณครับ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/8867896297099252588/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/08/blog-post_27.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/8867896297099252588'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/8867896297099252588'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/08/blog-post_27.html' title='ชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม '/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-xFVLW4nxmFc/UDwqwYQdIII/AAAAAAAAOGI/N2BLdOWB4w8/s72-c/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-5880560107714550019</id><published>2012-08-23T00:07:00.000-07:00</published><updated>2012-08-23T00:51:53.844-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประวัติการสร้างเหรียญเสมาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง นนทบุรี'/><title type='text'>ประวัติการสร้างเหรียญเสมาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง นนทบุรี</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&amp;nbsp;ประวัติการสร้างเหรียญเสมาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง นนทบุรี&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;span class="tx_3" id="ctl00_ContentPlaceHolder1_ItemDetail1_lbl_itemDesc"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="tx_3"&gt;เหรียญเสมารุ่นแรกหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง มีเนื้อฝาบาตรที่มีประวัติชัดเจนหรือคล้ายทองเหลืองสมัยเก่า กับประวัติเนื้อเงินกับทองเเดง ทองเเดงกะไหล่เงิน ทองเเดงกะไหล่ทองประวัติไม่ชัดเจนเเต่ถ้านอกจากเนื้อฝาบาตรเเล้วเนื้ออย่างอื่นประวัติไม่ชัดเเละไม่มีประวัติเเน่นอนว่ามีหรือไม่มี รุ่นนี้ออกปี 2500 มีสองบล๊อคคือข้างบนคำว่าท่านจะมีไม้เอกสองตัวหรือจุดอยู่บนคำว่าท่าน บล๊อคนี้เป็นบล๊อคที่ปั๊มครั้งเเรกไม่มีความสวยงามมากนักจุดต่างๆไม่ค่อยมีความคมชัดเท่าที่ควรเเละขอบด้านหลังก็ไม่มีความสวยงาม กับข้างบนคำว่าท่านมีไม้เอกตัวเดียวเนื้อหาเหมือนกันเหรียญที่มีไม้เอกตัวเดียวหรือไม่มีจุดบนคำว่าท่านจะเป็นบล๊อกเเรกเหมือนกันที่เกิดจากการตกเเต่งบล๊อคโดยช่างสมัยนั้นเเล้วที่มีการปั้มสวยงามกว่าเพราะเกิดจากการตกเเต่งพิมพ์ในบล๊อกเพราะลูกศิษย์เห็นว่าบล๊อคเเรกทำออกมาเเล้วไม่สวยงามเเละไม่พอเเจกเเละต่อผู้คนนับถือหลวงพ่อในสมัยนั้นด้วย ลูกศิษย์จึงขออนุญาติหลวงพ่อทองสุขตกเเต่งบล๊อคใหม่อายุเนื้อหาเหมือนกันทุกประการเเละบล๊อคเเรกจะเกิดตำหนิที่ข้างคำว่าท่านจะมีเหมือนไม้เอกสองตัวหรือจุดอยู่บนไม้เอกกับคำว่าท่านมีไม้เอกตัวเดียวหรือไม่มีจุดอยู่&amp;nbsp;&amp;nbsp;เหรียญชุดนี้ได้จัดสร้างโดยหลวงปู่ทองสุขในปี พ.ศ. 2500 ในปี พ.ศ. 2500 อันเป็นกึ่งพระพุทธกาลนั้น ได้มีวัดต่างๆสร้างวัตถุมงคลมากมายรวมทั้งหลวงปู่ทองสุขได้จัดสร้างเหรียญเสมารุ่นนี้เป็นครั้งเเรกอีกด้วยโดยก่อนหน้านี้ไม่มีการจัดสร้างจึงถือว่าเหรียญเสมารุ่นนี้เป็นเหรียญเสมารุ่นเรกเพื่อเป็นที่รำลึกถึงหลวงปู่เอี่ยมจึงเขียนคำว่าเจ้าอาวาสวัดสะพานสูง(องค์เก่า) เเละมีรูปหล่อหลวงปู่เอี่ยมเกือบเท่าองค์จริงที่อยู่ในวัดสะพานสูงจนถึงทุกวัน องค์รูปหล่อเกือบเท่าองค์จริงนี้หลวงปู่กลิ่นเป็นผู้จัดสร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 2480 รวมถึงรูปหล่อองค์เล็กๆเเต่ไม่มีหลักฐานเเน่ชัดว่าองค์เล็กๆนั้นมีพิมพ์อะไรบ้างเนื้ออะไรบ้างเเต่ก็ได้ยินคนเก่าๆเเถวนั้นว่ามีการสร้างองค์เล็กๆให้ลูกศิษย์บูชากันในวัดใครมาทำบุญศรัทธาก็บูชาไปเเละเเจกทำบุญในวัดก็มี&amp;nbsp;ทุกวันนี้ทั้งสองเหรียญรุ่นนี้หายากมากประวัติเหรียญก็ไม่มีเท่าที่ควรนอกจากคนพื้นที่ในสมัยก่อนเเต่ก็ตายกันไปมากที่รู้เเล้วคนรุ่นใหม่เห็นไม่ค่อยรู้จักเท่าไร เหรีญเสมารุ่นเเรกจึงมีนี้คำว่า&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red; font-size: x-large;"&gt;เอือม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;ไม่ไช่คำว่า&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: x-large;"&gt;เอี่ยม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="tx_3"&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;ตัวอย่างเหรียญเสมาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูงบล๊อคเเรกที่เกิดจากการตกเเต่งพิมพ์เเล้ว&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-vWXQ8ihmcf4/UDSScGjM44I/AAAAAAAAODM/d1Y2q2TJJDk/s1600/1.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" mda="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-vWXQ8ihmcf4/UDSScGjM44I/AAAAAAAAODM/d1Y2q2TJJDk/s320/1.jpg" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-XPwcaVQTYOw/UDSSdmG8n6I/AAAAAAAAODU/aY4mvIl5jxE/s1600/2.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" mda="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-XPwcaVQTYOw/UDSSdmG8n6I/AAAAAAAAODU/aY4mvIl5jxE/s320/2.jpg" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-pTM0t45YBXU/UDSSfuNNmcI/AAAAAAAAODc/0BAVzTZZKgU/s1600/3.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="256" mda="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-pTM0t45YBXU/UDSSfuNNmcI/AAAAAAAAODc/0BAVzTZZKgU/s320/3.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;เหรียญเสมารุ่นเเรกบล๊อคเเรกเหมือนกันสังเกตุว่าจะมีเหมือนไม้เอกสองตัวหรือจุดที่อยู่บนคำว่าท่านเป็นบล๊อคเเรกเหมือนกันที่ปั๊มครั้งเเรกเเต่ไม่มีความสวยงามก่อนการจะเกิดการตกเเต่งพิมพ์ให้ดูสวยงามมากขึ้น&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-mzKtwIXC3os/UDXU4z5UJnI/AAAAAAAAOE0/vbEWWuRu0ys/s1600/a.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-mzKtwIXC3os/UDXU4z5UJnI/AAAAAAAAOE0/vbEWWuRu0ys/s320/a.jpg" width="240" yda="true" /&gt;&lt;/a&gt;รูปหล่อหลวงปู่เอี่ยมเกือบเท่าองค์จริงสร้างเมื่อ 2480 โดยหลวงปู่กลิ่น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="tx_3"&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;ประวัติหลวงปู่ทองสุข วัดสะพานสูง นนทบุรี&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="tx_3"&gt;หลวงพ่อทองสุข วัดสะพานสูง หรือท่านพระครูนนทกิจโสภณ เดิมท่านชื่อ ทองสุข นามสกุล บุญมี เกิดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2446&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ้านเกิดอยู่ที่ ต. หนองขนาน อ.เมือง จ.เพชรบุรี บิดาชื่อนายคง บุญมี มารดาชื่อ นางแพ บุญมี ท่านมีพี่น้องรวมทั้งหมด 5 คนโดยท่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นน้องคนสุดท้อง เมื่อตอนเล็กท่านไปเรียนหนังสือในความอุปถัมภ์ของ อาจารย์ จ้อย เจ้าอาวาสวัดเพรียง เมื่อครั้นอายุได้ 13 ปีท่านก็เดินทางไปเรียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือที่วัดหนองหว้าจนถึงอายุ 18 ปีท่านก็เดินทางกลับมายังบ้านเกิดอยู่มาได้สักพักใหญ่ท่านก็ไปรับราชการเป็นตำรวจ จนเมื่อปี 2470 ท่านอายุได้ 24 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านจึงอุปสมบาทแล้วไปจำพรรษา 1 พรรษา ณ วัดหนองหว้า หลังจากนั้นท่านก็ออกธุดงค์จนพบสหายธรรมของท่าน ชื่ออาจารย์เพ็ง จากนั้นก็ชักชวนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไปจำพรรษาอยู่ที่ วัดท่าเกวียน อ.ปากเกร็ด จ. นนทบุรี ระหว่างนั้นหลวงพ่อทองสุขได้ยินกิตติศัพท์ของหลวงปู่กลิ่น วัดสะพานสูง จึงได้ไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ร่ำเรียนธรรมะและวิชาอาคม หลังจากที่หลวงปู่กลิ่นมรณะภาพ หลวงพ่อทองสุขได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสะพานสูง และได้รับการแต่งตั้งเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระครูนนทกิจโสภณ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2501 เครื่องรางของขลังของท่านที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือ พระปิดตาและตะกรุด&lt;br /&gt;หลวงพ่อทองสุขมรณะภาพเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2525 รวมอายุได้ 79 ปี ( 55 พรรษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;ประวัติหลวงปู่กลิ่นวัดสะพานสูง ปากเกร็ด นนทบุรี&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;พระครูโศภณศาสนกิจ นามเดิมว่า กลิ่น ท่านเกิด ณ วันอังคารขึ้น 13 ค่ำ เดือน 11 ปีฉลู สัปตศก 1227 เวลา 2.00 น.ลักขณาสถิตเตโชธาตุ ราศีสิงค์ ตรงกับวันที่ 4 ตุลาคม 2408 บิดาชื่อนายเปลี่ยน มารดาชื่อนางอิ่ม จันทร์เปลี่ยน ท่านเป็นพี่ชายใหญ่เเละมีน้องสาวอีกคน บ้านเดิมของบรรพบุรุษอยู่ที่ตำบลบ้านเเพรก อำเภอนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เมื่ออายุได้ 11 ปี ท่านได้ไปศึกษาอักษรวิธี ที่วัดท้ายเมือง ตำบลตลาดขวัญ จังหวัดนนทบุรี การศึกษาของท่านในครั้งนี้เป็นการศึกษาในอักษรไทย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นอายุได้ 17 ปี ท่านได้บรรพชา เเละได้ศึกษาอักษรขอมเเละบาลี ในสำนักท่านอาจารย์อิน วัดหงส์รัตนาราม จังหวัดธนบุรี เมื่ออายุได้ 19 ปี โยมผู้หญิงของท่านได้ถึงเเก่กรรม ท่านจึงได้ลาเพศบรรพชาเเล้วกลับมาอยู่บ้านเดิมของท่าน ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2426 ท่านได้ย้ายมาอยู่กับท่านอาจารย์เอี่ยม วัดสะพานสูง ตำบลบ้านเเหลมใหญ่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ในฐานะเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์เอี่ยม พ.ศ. 2428 ท่านอายุได้ 21 ปี จึงได้อุปสมบท ณ วันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 8 (เเปดหลัง) ปีระกา ตรงกับวันที่ 24 กรกฎาคม ณ พัทสีมา วัดสะพานสูง พระอาจารย์เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์รุ่ง วัดท้องคุ้ง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์น้อย วัดสัลเลข (วัดสาลีโข) เมื่อท่านอุปสมบทเเล้ว มีฉายาว่า จนฺทรงฺสี ท่านได้พำนักอยู่ที่วัดสะพานสูงตลอดมาท่านชอบศึกษาหนักไปทางวิปัสสนาธุระ พร้อมทั้งได้ศึกษาทางเวชศาสตร์จากพระอาจารย์เอี่ยม เป็นจำนวนมาก จนถึงเมื่อกาลพระอาจารย์เอี่ยมได้ถึงกาลมรณภาพไปเเล้ว การศึกษาเวชศาสตร์ของท่านจึงได้เบาบางลง&lt;br /&gt;พ.ศ. 2438 ท่านได้รับการเเต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสะพานสูง โดยความเห็นพร้อมกันเป็นเอกฉันท์ในทางฝ่ายประชาชนเเละท่างคณะสงฆ์ ซึ่งมีพระปรีชาเฉลิม(เเก้ว) วัดเฉลิมพระเกียรติ เป็นผู้อนุมัติ เมื่อท่านได้รับตำเเหน่งเจ้าอาวาสเเล้ว ปรากฎว่าท่านเป็นผู้มักน้อย ไม่ต้องการเเสวงหา หรือสะสมในสิ่งที่ไม่จำเป็น ถือสันโดษ ไม่มีโลภะเจตนา พร้อมทั้งได้วางหลักการปกครองวัดไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยยึดมั่นในสันติวิธีทุกประการท่านมีอุปนิสัยหนักไปทางข้อวัตรปฎิบัติ เเละ ปฎิสังขรวัดวาอาราม ฉะนั้นนับเเต่ท่านได้รับตำเเหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดสะพานสูงเเล้ว ท่านจึงเริ่มสถาปนาวัดให้เจริญขึ้นตามลำดับ อีกประการหนึ่งท่านเป็นผู้สนใจในทางคันถธุระ คือ การศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้อนุชนร่นหลังได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี เเม้ในทางปริยัติท่านได้จัดหาครูมาสอนเเละได้จัดหาสถานที่เรียน พร้อมทั้งท่านได้จัดหาหนังสือมาไว้มากมาย ยังความสะดวกเเก่ผู้ศึกษา อนึ่งท่านเป็นผู้ชำนาญในทางเวชกรรม ท่านจึงได้จัดพิมพ์ตัวยาที่ท่านเคยใช้ ไว้ข้างท้ายนี้ตามสมควร ในทางอิทธิเวช ท่านได้ศึกษามาได้อำนวยเเก่บรรดาศิษย์เเละบุคคลอื่นๆที่เจ็บป่วยมาให้หายจากโรคต่างๆ ในทางคาถาอาคม ท่านได้ปลุกเสกเลขยันต์ ย่อมเป็นที่ซาบซึ่งในอิทธิปาฎิหารย์ เเก่ศิษย์เป็นอย่างดี ท่านได้เข้าร่วมในพิธีปลุกเสกเเหวนมงคลเก้า เเละเสมารูปสมเด็จพระสังฆราช ของราชการหลายครั้งด้วยกัน นอกจากนี้ท่านเป็นผู้ชำนาญท่านโหราศาสตร์อีกด้วยโดยอาศัยวิชาความรู้เเละคุณธรรมของท่าน ท่านจึงเป็นที่เคารพนับถือของบรรดาศิษย์เป็นอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นต่อมาในปี 2447 ท่านได้รับตำเเหน่งเป็นเจ้าคณะหมวด ตำบลบ้านเเหลม ..เมื่อวันที่ 9 พฤษจิกายน 2467 ท่านได้รับตำเเหน่งเป็น พระครูโสภณศาสนกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปี 2479 ได้รับตำเเหน่งกรรมการศึกษาประจำอำเภอปากเกร็ด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปี 2482 ได้รับตำเเน่งเป็นพระอุปัชฌา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปี 2487 ท่านได้ตำเเหน่งเป็นกรรมการสงฆ์อำเภอ ในตำเเหน่งองค์การสาธารณปการณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นย่างขึ้นปี พ.ศ. 2490 ท่านย่างเข้า 82 ปี ท่านได้เริ่มป่วยด้วยโรคชราเล็กน้อย เเต่ยังไปไหนมาไหนได้เป็นปกติ ครั้นต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2490 เวลา 4.00 น.ท่านได้เริ่มป่วยเป็นลมหน้ามืด มีอาการเสียดเเทงขึ้นตามเส้นสูญของท้อง เมื่อฉันยาเเล้ว อาการก็หายปกติ ในวันรุ่งขึ้น วันที่ 7 ท่านมีอาการกำเริบอีก ในวันที่ 8 อาการท่านไม่ทุเลาลง เเต่รุนเเรงทวีขึ้นตามลำดับ นายเเพทย์ได้ฉีดยาเเละถวายยาให้ฉัน อาการก็ทรงอยู่เป็นพักๆ ตามความเห็นของเเพทย์ลงความเห็นว่า กระเพาะอาหารเเละลำไส้หยุดทำงาน ครั้นถึงเวลา 19.00 น. ไตได้หยุดทำงานไม่สามารถถ่ายปัสสาวะได้ อาการก็ทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว จนถึงเวลา 1.10 น. ของวันที่ 8 มกราคม 2490 ท่านจึงไดมรณภาพลงท่ามกลางพยาบาลที่รักษาเเละบรรดาศิษย์ สิริรวมอายุได้ 82 ปี โดยประมาณพรรษากาลได้ 61 พรรษา การมรณภาพของท่านได้นำพาวิปโยคมาสู่ศิษย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;ประวัติ หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม วัดสะพานสูง&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม ( อ่านว่า ปะถะมะนามะ หรือ ปถมนาม ) เกิดในรัชกาลที่ ๒ เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๓๕๙ เป็นบุตรนายนาค นางจันทร์ โดยมีพี่น้องท้องเดียวกัน รวมด้วยกัน ๔ คน คือ&lt;br /&gt;๑. หลวงปู่เอี่ยม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๒. นายฟัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๓. นายขำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๔. นางอิ่ม&lt;br /&gt;บ้านเกิดของหลวงปู่เอี่ยมอยู่ที่ตำบลบานแหลมใหญ่ ฝั่งใต้ ข้างวัดท้องคุ้ง อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๑ อายุท่านได้ ๒๒ ปี ได้อุปสมบท ที่วัดบ่อ ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด (วัดบ่อนี้อยู่คิดกับตลาดในท่าน้ำปากเกร็ด) ท่านอุปสมบท ได้ประมาณหนึ่งเดือน ท่านก็ได้ย้ายไปประจำพรรษาอยู่ที่วัดกัลยาณมิตร ธนบุรีซึ่งในขณะนั้นพระพิมลธรรมพร เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งย้ายมาจากวัดราชบูรณะ พระนคร หลวงปู่เอี่ยมท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรม และแปลพระธรรมบทอยู่ที่วัดนี้อยู่ได้ถึง ๗ พรรษาท่านจึงได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดประยูรวงศาวาส&lt;br /&gt;เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๘ อยู่วัดประยูรวงศาวาสได้ ๓ พรรษา ถึงปี พ.ศ. ๒๓๘๙๑ นายแขก สมุห์บัญชีได้นิมนต์หลวงปู่เอี่ยม ไปจำพรรษาเจริญพระกัมมัฏฐานเป็นเริ่มแรก และได้ศึกษาอยู่ ๕ พรรษา ถึงปี ๒๓๙๖ ญาติโยมพร้อมด้วยชาวบ้านภูมิลำเนาเดิมในคลองแหลมใหญ่ (ซึ่งปัจจุบันนี้ คือคลองพระอุดม) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้เดินทางมา อาราธนานิมนต์หลวงปู่เอี่ยม กลับไปปกครองวัดสว่างอารมณ์ หรือวัดสะพานสูง ในปัจจุบันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุที่เปลี่ยนชื่อวัดสว่างอารมณ์เดิมมาเป็นชื่อวัดสะพานสูงนั้น มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า ในสมัยนั้นสมเด็จกรมพระยาวชิญาณวโรรส ท่านได้เสร็จไปตรวจการคณะสงฆ์ได้เสด็จขึ้นที่วัดสว่างอารมณ์นี้ ได้ทอดพระเนตรเห็นสะพานสูงข้ามคลองวัด (คลองพระอุดมปัจจุบันนี้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งชาวบ้านมักจะเรียกวัดสว่างอารมณ์นี้ว่า วัดสะพานสูง จึงทำให้วัดนี้มีชื่อเรียกกัน ๒ ชื่อ ฉะนั้น สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงเห็นว่า สะพานสูงนี้ก็เป็นนิมิตดีประจำวัดประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งชาวบ้านก็นิยมเรียกกันติดปากว่าวัดสะพานสูง จึงได้ประทานเปลี่ยนชื่อวัดสว่างอารมณ์ มาเป็น "วัดสะพานสูง" จนตราบเท่าทุกวันนี้&lt;br /&gt;หลวงปู่เอี่ยม มาวัดสะพานสูงใหม่ๆ ที่วัดนี้มีพระประจำวันพรรษาอยู่เพียง ๒ รูปเท่านั้น&lt;br /&gt;ขณะที่ท่านหลวงปู่เอี่ยม ได้ย้ายมาอยู่วัดสะพานสูงได้ ๘ เดือน ก่อนวันเข้าพรรษาหลวงพิบูลย์สมบัติ บ้านท่านอยู่ปากคลองบางลำภู พระนคร ได้เดินทางมานมัสการหลวงปู่เอี่ยม หลวงปู่เอี่ยมได้ปรารภถึงความลำบาก ด้วยเรื่องการทำอุโบสถและสังฆกรรม&lt;br /&gt;เนื่องจากสถานที่เดิมได้ชำรุดทรุดโทรมมาก จึงอยากจะสร้างให้เป็นถาวรสถานแก่วัดให้เจริญรุ่งเรือง หลวงพิบูลยสมบัติ ท่านจึงได้บอกบุญเรี่ยไรหาเงินมา เพื่อก่อสร้างโบสถ์ และถาวรสถานขึ้น จึงเป็นที่เข้าใจกันว่าหลวงปู่เอี่ยม ได้เริ่มสร้างพระปิดตาและตะกรุดเป็นครั้งแรก&lt;br /&gt;เพื่อเป็นของชำร่วยแก่ผู้บริจาคทรัพย์และสิ่งของที่ใช้ในการก่อสร้างพระอุโบสถและถาวรสถาน ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๓๑ ได้สร้างศาลาการเปรียญ หลังจากนั้นอีกหลวงปู่เอี่ยมได้สร้างพระเจดีย์ฐาน ๓ ชั้นขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๙ ขณะที่ท่านหลวงปู่เอี่ยม ท่านได้มาอยู่วัดสะพานสูง ท่านได้ไปธุดงค์ไปทางแถบประเทศเขมร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยมีลูกวัดติดตามไปด้วยเสมอ แต่ท่านจะให้ลูกวัดออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ๖-๗ ชั่วโมง แล้วจะนัดกันไปพบที่แห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วท่านหลวงปู่เอี่ยม ได้ไปพบชีปะขาวชาวเขมรท่านหนึ่งชื่อว่าจันทร์หลวงปู่เอี่ยม จึงได้เรียนวิชาอิทธิเวทย์ จากท่านอาจารย์ผู้นี้อยู่หลายปี จนกระทั่งชาวบ้านแหลมใหญ่นึกว่าท่านออกธุดงค์ไปได้ถึงแก่มรณภาพไปแล้ว เนื่องจากหลวงปู่เอี่ยม ท่านไม่ได้กลับมาที่วัดหลายปี&lt;br /&gt;จึงได้ทำสังฆทานแผ่ส่วนกุศลไปให้ท่าน ทำให้ท่านหลวงปู่เอี่ยม ทราบในญาณของท่านเอง และท่านหลวงปู่เอี่ยม จึงได้เดินทางกลับมายังวัดสะพานสูง การไปธุดงค์ครั้งนี้ หลวงปู่เอี่ยม ได้ไปเป็นเวลานาน และอยู่ในป่าจึงปรากฏว่าท่านหลวงปู่เอี่ยม ท่านไม่ได้ปลงผม ผมจึงยาวถึงบั้นเอว จีวรก็ขาดรุ่งริ่ง หมวดท่านยาวเฟิ้มพร้อมมีสัตว์ป่าติดตามท่านหลวงปู่เอี่ยม มาด้วย อาทิเช่น หมี, เสือ, และงูจงอาง ฯลฯ&lt;br /&gt;จากการเจริญกรรมฐานนี้ จึงทำให้หลวงปู่เอี่ยมสำเร็จ "โสฬส" มีเรื่องเล่ากันว่ามีต้นตะเคียนต้นหนึ่งมีน้ำมันตกและดุมากเป็นที่เกรงกลัวแก่ชาวบ้านแถบนั้น หลวงปู่จึงช่วยยืนเพ่งอยู่ ๓ วันเท่านั้น ต้นตะเคียนก็เฉาและยืนต้นตาย หลวงปู่เป็นผู้มีอาคมฉมัง วาจาสิทธิ์ มักน้อยและสันโดษ ท่านเป็นต้นแบบในการพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองจนถึงปัจจุบันนี้ ท่านได้สร้างถาวรวัตถุที่ได้เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้คือพระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ พระเจดีย์ จึงเป็นที่มาของการสร้างพระปิดตา และตะกรุดโทนมหาโสฬสมงคลอันลือลั่นนั่นเอง&lt;br /&gt;ท่านหลวงปู่เอี่ยม เป็นพระผู้มีอาคมขลัง มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ มักน้อย ถือสันโดษ ด้วยเหตุนี้เองทำให้หลวงปู่เอี่ยม ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ทั้งชาวบ้านและเจ้านายผู้ใหญ่ในพระนครนับถือท่านมากจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ก่อนที่หลวงปู่เอี่ยมจะมรณภาพด้วยโรคชรา นายหรุ่น แจ้งมา ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดคอยอยู่ปรนนิบัติท่านหลวงปู่เอี่ยมได้ขอร้องท่านว่า “ท่านอาจารย์มีอาการเต็มที่แล้ว ถ้าท่านมีอะไรก็กรุณาได้สั่ง และให้ศิษย์เป็นครั้งสุดท้าย” ซึ่งท่านหลวงปู่เอี่ยมก็ตอบว่า “ถ้ามีเหตุทุกข์เกิดขึ้นให้ระลึกถึงท่านและเอ่ยชื่อท่านก็แล้วกัน”หลวงปู่เอี่ยมท่านได้มรณภาพ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๙ รวมอายุได้ ๘๐ ปี บวชได้ ๕๙ พรรษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนที่ท่านจะมรณภาพได้มีศิษย์ผู้ใกล้ชิดเป็นตัวแทนของชาวบ้าน และผู้เคารพนับถือศรัทธา ที่มีและไม่มีของมงคลท่านไว้บูชา กราบเรียนถามหากว่าเมื่อหลวงปู่เอี่ยม ได้มรณภาพแล้วจักทำประการใด ท่านจึงได้มีปัจฉิมวาจาว่า " มีเหตุสุข ทุกข์ เกิดนั้น ให้ระลึกถึงชื่อของเรา"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงเป็นที่ทราบและรู้กันว่า หากผู้ใดต้องการมอบตัวเป็นศิษย์หรือต้องการให้ท่านช่วยแล้วด้วยความศรัทธายิ่ง ก็ให้เอ่ยระลึกถึงชื่อของท่าน ท่านจะมาโปรดและคุ้มครองและหากเป็นเรื่องหนักหนาก็บนตัวบวชให้ท่าน&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt; รูปหล่อเท่าองค์จริงของหลวงปู่เอี่ยม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;strong&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;ท่านประดิษฐานอยู่หน้าพระอุโบสถ สร้าง(หล่อ) ขึ้นเมื่อพ.ศ. ๒๔๘๐ ในสมัยหลวงปู่กลิ่น ผู้ปกครองวัดต่อจากท่าน &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;เพื่อการสักการะบูชา ต่อมาจนทุกๆวันจะมีผู้ศรัทธาจากทุกสารทิศมากราบไหว้และบนบานฯ ตลอดเวลาตราบแสงอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้า ท่านชอบกระทงใส่ดอกไม้เจ็ดสี จะมีผู้นำมาถวายและแก้บนแทบทุกวันโดยเฉพาะในวันพระแม้แต่ผงขี้ธูปและน้ำในคลองหน้าวัดก็ยังมีความ"ขลัง" อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง&lt;br /&gt;และหลังจากที่ท่านมรณภาพล่วงไปเนิ่นนานแล้วก็ตามที ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ผลปรากฏว่าฐานที่ท่าน เคยถ่ายทุกข์เอาไว้และปิดตาย คราวที่เกิดไฟไหม้ป่าช้า ฐานของหลวงปู่เอี่ยม เพียงหลังเดียวเท่านั้นที่ไม่ไหม้ไฟ&lt;br /&gt;เมื่อความอัศจรรย์ปรากฏขึ้นเช่นนั้น ผู้คนจึงค่อยมาตัดเอาแผ่นสังกะสีไปม้วนเป็นตะกรุดจนหมดสิ้น นอกจากนั้นแล้ว ยังมารื้อเอาตัวไม้ไปบูชาจนไม่เหลือหรอ ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ไม่ได้อะไรเลยก็มาขุดเอาอุจจาระของท่านไปบูชา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/5880560107714550019/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/08/blog-post_23.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/5880560107714550019'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/5880560107714550019'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/08/blog-post_23.html' title='ประวัติการสร้างเหรียญเสมาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง นนทบุรี'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-vWXQ8ihmcf4/UDSScGjM44I/AAAAAAAAODM/d1Y2q2TJJDk/s72-c/1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-9013785454964354059</id><published>2012-08-19T02:35:00.000-07:00</published><updated>2012-08-19T07:21:05.609-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประวัดิการสร้างพระสมเด็จหลวงปู่หิน วัดระฆัง'/><title type='text'>ประวัดิการสร้างพระสมเด็จหลวงปู่หิน วัดระฆัง</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;ประวัดิการสร้างพระสมเด็จหลวงปู่หิน วัดระฆังเเละประวัติหลวงปู่หิน วัดระฆัง&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-ztD36Ep__ds/UDCw_oJC6PI/AAAAAAAAOB4/ztKN5Tdq2SY/s1600/666.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" mda="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-ztD36Ep__ds/UDCw_oJC6PI/AAAAAAAAOB4/ztKN5Tdq2SY/s320/666.jpg" width="255" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;พระสมเด็จหลวงปู่หิน วัดระฆัง หลวงปู่หินเป็นพระเถราจารย์ผู้กล้าวิทยาคม ที่หลวงปู่นาค วัดระฆัง เจ้าอาวาสก็ยังให้ความนับถือ ในธรรมปฎิบัติเเละวิทยาคมดังที่ทราบกันว่าในปี พ.ศ 2500 อันเป็นกึ่งพระพุทธกาลนั้น ได้มีวัดต่างๆสร้างวัตถุมงคลมากมายในพระนครนั้น วัดระฆัง ธนบุรี หลวงปู่หินได้สร้างพระพิมพ์สมเด็จออกเเจกครั้งเเรกตามประวัติที่ได้บันทึกไว้เป็นที่ชัดเจนของนักสะสมรุ่นเก่านับตั้งเเต่ พ.ศ 2482-2515&amp;nbsp;มีนับสิบๆพิมพ์เป็นพระสมเด็จที่ปรากฎมีอภินิหารมาตลอดเพราะมีผงเก่าท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ลงคุลีผสมอยู่ด้วย วัดระฆัง ธนบุรี เป็นวัดที่ชุมนุมพระเถระกล้าวิทยาคมมากรูปเมื่อราว 50กว่าปีที่ผ่านมาทุกท่านยังอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาเเต่ปัจจุบันมรณภาพไปหมดเเล้ว อาทิ หลวงปู่นาค ท่านเจ้าอาวาส หลวงปู่ขวัญ หลวงปู่พ่อเเช่ม หลวงพ่อช้อย หลวงพ่อหนู หลวงพ่อบุญ พระครูปลัดพักตร์ พระครูวินัยธรจุ้ย พระอาจารย์โชติ ธรรมจริยะ เเละหลวงปู่หิน วัดระฆัง ในบรรดาพระอาจารย์เหล่านี้ หลวงปู่นาคเเละหลวงปู่หินเป็นที่กล่าวขวัญถึงมากที่สุด เเม้กระทั่งพระอาจารย์ต่างๆก็ให้ความเคารพนับถือ มีสังฆกิจอะไรมักจะมาปรึกษาหารือทั้งสองท่านเสมอ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;ประวัติหลวงปู่หิน วัดระฆัง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตามประวัติที่บันทึกไว้ที่วัดระฆังเเละประวัติเเจกในงานศพของท่านเมื่อปีพ.ศ. 2521 เเล้ว หลวงปู่หิน วัดระฆัง ท่านเกิดที่ประเทศเขมร เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2442 ตรงกับวันพฤหัสบดีขึ้น 7 ค่ำ เดือน 12 ปีกุน ที่ตำบลจาง อำเภอตะเเบก จังหวัดเปรเเวง ประเทศกัมพูชาโยมบิดาท่านชื่อคิม โยมมารดาท่านชื่ออินทร์ อาชีพของโยมบิดามารดาคือทำนา เมื่ออายุได้ 15 ปี ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร ภายหลังได้ลาสิกขาบท มาช่วยโยมบิดามารดาท่านขยันขันเเข็งจนอายุครบ 21 ปี จึงได้อุปสมบทวัดธนาคันในละเเวกใกล้บ้านนั้นเอง โดยมีพระนพรัตนวงศา เป็นพระอุปชฒาย์ พระอาจารย์เเรมเป็นพระกรรมาจารย์ เเละมีพระมงคลเถระเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ภายหลังอุปสมบทเเล้ว หลวงปู่หิน ก็ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาพระธรรมวินัยเเละวิทยาคมควบคู่กันไป ในพรรษาเเรกท่านได้เรียนทีวัดธนาคันอันเป็นวัดที่ท่านบวช ครั้นภายหลังวิชาเเก่กล้าพอสมควรเเล้วท่านก็ได้เเสวงหาพระอาจารย์เพื่อต่อวิชาที่พระตะบอง จนเชี่ยวชาญในพระธรรมพระอาคมไสยเวทย์พุทธเวทย์เเล้วก็เดินธุดงค์มายังประเทศไทย โดยเริ่มต้นมาจากเมืองเสียมราฐ เข้ามาทางด้นอรัญประเทศ เดินเรื่อยมาจนถึงกบินทร์บุรี นครนายก สระบุรี เเละได้ เเวะมนัสการพระพุทธบาท จากนั้นได้ธุดงค์กลับไปวัดธนาคัน ประเทศเขมร อีกไม่นานต่อมาท่านธุดงค์เข้ามาไทยอีกคราวนี้ขึ้นทางเหนือ เข้าจังหวัดตากเเละมุ่งหน้าไปเชียงใหม่ จากนั้นธุดงค์ล่องใต้ลงมาที่สุโขทัย พักทีวัดพุทธปางค์ เเล้วล่องลงมาเรื่อยจนถึง จังหวัดอยุธยา ได้พบพระอุปัชฌาย์เทพ เจ้าอาวาส วัดทางหลวง ตำบลปลายกัด อำเภอบางซ้าย ซึ่งรู้จักกันในคราวที่หลวงปู่ธุดงค์เข้าไทยครั้งเเรก ดังนั้นพระอุปัฌาย์เทพจึงได้ชวนหลวงปู่พักที่วัดทางหลวงเมื่อหลวงปู่หินมาอยู่เเล้ว ท่านก็มิได้อยู่นิ่งเฉยช่วยก่อสร้างเสนาสนะสงฆ์ วิหาร ศาลาฟังธรรม ขนาดใหญ่ รวมเวลาที่ท่านอยู่วัดทางหลวง เป็นเวลา 11 พรรษา ความจริงหลวงปู่หินท่านได้ตั้งใจจะอยู่วัดทางหลวงเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ก็จะธุดงค์มาวัดระฆัง ธนบุรี เพราะศรัทธาในกิตติศัพท์ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตตั้งเเต่อยู่ประเทศเขมรเเล้ว เเต่เผอิญพระอุปัชฌาย์เทพ ได้ขอร้องขอให้ท่านอยู่ช่วยวัดทางหลวงไปก่อน หลวงปู่ก็อนุโลมตามเพราะพิจารณาเห็นว่าอยุ่ช่วยวัดทางหลวง ก็เป็นการค้ำจุนพระศาสนาให้เเข็งเเกร่งเเละถวายเป็นพระพุทธบูชาได้เช่นกัน ครั้นเมื่อหลวงปู่หินเห็นว่าวัดทางหลวง มีความเจริญตามสมควรเเล้ว ท่านจึงได้อำลาพระอุปัชาฌย์เทพตรงไปยังวัดระฆัง ทันที หลังจากเก็บความประสงค์ส่วนตัวของท่านเองไว้ถึง 11 ปีเต็ม&amp;nbsp;เพราะระยะเวลาผ่านมา ท่านมีความตั้งใจมาวัดระฆังโดยตลอด เเต่เพื่อช่วยวัดทางหลวงท่านจึงรั้งรออยู่จนกระทั่งได้โอกาส ในปีที่หลวงปู่หินมาวัดระฆังนั้นตรงกับปี พ.ศ. 2478 เมื่อถึงวัดระฆังเเล้ว ท่านได้ตรงไปกราบนมัสการหลวงปู่นาค ขณะนั้นมีสมณศักดิ์เป็นพระราชโมฬี&amp;nbsp; เจ้าอาวาสปรากฎว่าทั้งหลวงปู่หินเเละหลวงปู่นาคต่างสนทนาธรรมกันอย่างออกรสเเละถูกอัธยาศัยกันเนื่องจากเป็นพระสุปฎืปัณโณด้วยกันหลวงปู่นาคจึงชวนหลวงปู่หินให้อยู่เสียที่นี้หรือวัดระฆังโดยพักอยู่คณะ 3 ซึงอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัด ปัจจุบันเป็นโรงเรียนโฆษิตสโมสร โดยเหตุที่หลวงปู่หินที่มีความศรัทธาในกิตติศัพท์ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตมากตั้งเเต่เเรกเเละศรัทธานั้นเเรงกล้ามาก เมื่อมีโอกาสอยู่วัดระฆังอันเป็นวัดที่เคยสถิตย์ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จเเล้ว ท่านจึงเสียสละทุกอย่างโดยไม่เห็นเเก่เหนื่อยยากในอันที่จะช่วยหลวงปู่นาคสร้างวัดระฆังให้เจริญรุ่งเรือง เเละหลวงปู่นาคก็เห็นว่าหลวงปู่หินมีธรรมปฎิวัติสูง มีศีลาจริยวัตรทีงดงามมีการปฎิบัติที่เคร่งครัด จึงได้เเต่งตั้งหลวงปู่หินเป็นผู้ช่วยในการสอนกรรมฐานเเก่พระภิกษุสามเณรในวัดเเละต่อมาได้เเต่งตั้งท่านเป็นเจ้าคณะ 7 มีหน้าที่ปกครองดูเเลสงฆ์ในคณะอีกด้วย ปี พ.ศ.2495 ทางวัดมีดำริได้ย้ายกุฎิสงฆ์ทางด้านทิศเหนือของพระอุโบสถลงมาไว้ด้านทิศใต้ติดชายคลอง หลวงปู่นาคเล็งเห็นว่าหลวงปู่หินมีความสามารถในการพัฒนาเเละก่อสร้าง จึงได้เเต่งตั้งให้หลวงปู่หินเป็นเจ้าคณะ 7 มีหน้าที่ดำเนิน&lt;br /&gt;การก่อสร้างเเละปกครองพระภิกษุสงฆ์ ในการก่อสร้างสมัยนั้นต้องอาศัยเเรงงานพระภิกษุเป็นสำคัญหลวงปู่หินต้องเป็นช่างควบคุมการก่อสร้างทุกอย่าง ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5 เดือนเศษ กุฎิทั้ง 5หลัง ก็เรียบร้อยสิ้นเงินไปเพียง 5000 บาทเศษเท่านั้น เพราะท่านใช้ไม้เก่ามาประกอบเข้าใหม่ทั้งสิ้น นอกจากจะช่วยพัฒนาบูรณะวัดระฆังเป็นการใหญ่เเล้ว หลวงปู่หินยังได้พัฒนาวัดทางหลวงเป็นวัดที่ท่านอยู่รวมทั้งวัดหนองครก อำเภอเเม่จัน จังหวัดเชียงราย สำนักวิปัสสนาวิเวกอาศรม อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เป็นต้น กล่าวได้ว่าหลวงปู่หินเป็นพระนักพัฒนาที่สำคัญรูปหนึ่งของเมืองไทยทีเดียว เคยมีลูกศิษย์บอกว่าหลวงปู่อายุมากเเล้วอย่าทำอะไรที่เป็นภาระหนักประเดี่ยวจะเจ็บป่วย หลวงปู่ตอบว่า การมาบวชในพระพุทธศาสนานั้นคิดเสมอว่าได้สละชีวิตเป็นพุทธูชา การใดก็ตามเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลพระศาสนาของพระบรมศสาดาเเล้ว ถือเป็นกิจของสงฆ์ที่ต้องกระทำเมื่อตายเเล้วก็หมดหน้าที่ หมดภาระ เพราะพระท่านมอบหมายมาเพียงเท่านี้ ไม่ต้องทำกันเเล้ว คำพูดของท่านถือว่าเป็นพระอริยสงฆ์ที่สำเร็จธรรมขั้นสูงเเละท่านมักกล่าวคำคมให้เป็นปริศนาธรรมชวนให้คิดเสมอถือว่าเป็นพระอริยะสงฆ์ที่ควรเเก่เคารพ กราบไหว้เป็นอย่างมาก หลวงปู่หินเป็นพระมีเมตตาบารมีสูงสังเกตุได้จากผู้คนไปหาท่าน ท่านจะต้อนรับทุกคนโดยไม่เลือกว่าเป็นใคร พร้อมกับการสั่งสอนให้เป็นคนมีศีล มีธรรม ประพฤติตนไม่ให้อยู่ในความไม่ประมาทในตอนที่มีชีวิตอยู่ เเม้กระทั่งหลวงปู่นาคยังชื่นชมหลวงปู่หินอยู่บ่อยๆซ้ำได้ห้ามปรามสาธุชนที่ไปรบกวนหลวงปู่หินบ่อยๆว่า อย่าไปขออะไรท่านนักเลย ท่านเป็นพระไม่มีอะไรเเล้ว ท่านเป็นพระหินทั้งองค์จะขออะไรท่านให้หมดบางอย่างคนที่ไม่รู้เท่าถึงการณ์ขอไปเเล้วจะบาปจะกรรมเปล่าๆ หลวงปู่หินนอกจากสำเร็จธรรมขั้นสูงเเล้ว มีอะไรท่านมักถามพระเเละท่านมักจะนั่งเข้าฌานโดยอยู่ในกุฎินานๆที่อยู่ส่วนตัวเสมอๆเคยมีคนบอกว่หลวงปู่เคยนั่งเข้าฌานสมาบัติไปหาประคุณสมเด็จโตในทางสมาธิเสมอๆเพราะมีคนเคยถามท่านจึงพูดติดตลกว่าบางครั้งก็ไปปรึกษาธรรมะกับประคุณสมเด็จโตทุกคนที่ถามก็เเปลกใจเเต่ไม่มีใครกล้าถามอะไรต่อเพราะท่านมักจะพูดปริศนาให้คิดเสมอๆ หลวงปู่หินท่านมีวิทยาคมสูงเเก่กล้า ก่อนที่ท่านจะเริ่มทำพระพิมพ์เเจกออกจ่ายครั้งเเรกในปี 2482&amp;nbsp; นั้นหลวงปู่สำเร็จวิชาทำสูตรลบผงวิเศษทั้ง 5 อย่าง คือผงพระพุทธคุณ มหาราช ปถมัง ตรีนิสิเห อิทธเจ วิชาทำสูตรลบผงตรีนิสิงเห ท่านสำเร็จก่อน ต่อมาท่านได้สำเร็จวิชาทำผงวิเศษทั้ง 4 ชนิด พระพิมพ์สมเด็จของหลวงปู่นอกเหนือจากจะมีผงพระสมเด็จ วัดระฆัง ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตลงผสมด้วยเเล้วยังมีผงวิเศษทั้ง 5 ของหลวงปู่ผสมอีกด้วยเวลาปลุกเสกดังกล่าวเเล้วท่านมักจะปลุกเสกด้วยพระคาถาชินบัญชรอันศักดิ์ศิทธิ์เเละขลังยิ่งของประคุณสมเด็จโต ลูกศิษย์ใกล้ชิดของท่านเล่าให้ฟังว่าในยามหลวงปู่หินปลุกเสกพระพิมพ์ สมเด็จ ในพระอุโบสถ์วัดระฆังนั้น หลวงปู่จะเอาบาตรตั้งไว้ด้วย ขณะบริกรรมพระคาถาอยู่นั้นคุณไสยต่างๆที่ลอยมากลางอากาศจะตกลงในบาตรน้ำมนต์นั้นเป็นฟองเดือดฟู่พร้อมทั้งมีเสียงดังของวัตถุกระทบบาตรให้ได้ยินเนืองๆลูกศิษย์เคยสอบถามหลวงปู่ว่าเสียงดังนั้นเป็นอะไร หลวงปู่ตอบว่าเป็นพวกตาปู ก้อนหิน หรือของเเข็งที่เป็นคุณไสย์เเต่เป็นที่น่าประหลาดใจว่าเมื่อมาดูที่ก้นบาตรที่วางอยู่ก็ไม่เห็นมีอะไรอยู่มีเเต่น้ำมนต์เปล่าๆเท่านั้น ถามหลวงปู่ว่าคุณไสยเหล่านั้นหายไปไหน หลวงปู่ตอบว่าถูกทำลายหมดโดยพระคาถาชินบัญชร พระพิมพ์ที่หลวงปู่หินมีการสร้างมวลสารข้างในดี มีการปลุกเสกดีสมัยก่อนลูกศิษย์ประสบการณ์อภินิหารปาฎิหาริย์มากมายสุดที่จะกล่าวบรรยาย&amp;nbsp;มีพุทธคุณในด้านเมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ เเคล้วคลาด คงกระพัน ในบรรดาพระผงของเกจิด้วยกันเเม้หลวงปู่หินจะสร้างพระพิมพ์สมเด็จมาหลายครั้ง &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;เเต่ปีที่ท่านสร้างเป็นทางการคือปี พ.ศ 2500 อันเป็นปีกึ่งพุทธกาล ตามวัดวาทั่วประเทศมีการฉลองสมโภชใหญ่ รวมทั้งหลวงปู่หินก็ได้ทำพระสมเด็จขึ้นเช่นพระพิมพ์สมเด็จขนาดเล็กมากๆหรือขนาดจิ๋ว ขนาดกระทัดรัดราวๆปลายนิ้วก้อยเเล้วยังมีพระพิมพ์สมเด็จปรกโพธิ์ขนาดเล็กหรือขนาดจิ๋วขนาดกว้าง 1 ซ.ม ยาว 1.35 ซ.ม&amp;nbsp; เเละยังมีเป็นสิบๆพิมพ์เเต่จะเป็นพิมพ์ไหนก็ตามใช้ได้ทั้งสิ้น &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;หลวงปู่หินมรณภาพเมื่อ พ.ศ. 2521 ซึ่งมีพระเถระหลั่งไหลเข้าร่วมงานพิธีศพหลวงปู่มากมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลเพิ่มเติม &lt;a href="http://bermudathai.blogspot.com/2012/06/blog-post_07.html"&gt;http://bermudathai.blogspot.com/2012/06/blog-post_07.html&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/9013785454964354059/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/08/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/9013785454964354059'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/9013785454964354059'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/08/blog-post.html' title='ประวัดิการสร้างพระสมเด็จหลวงปู่หิน วัดระฆัง'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-ztD36Ep__ds/UDCw_oJC6PI/AAAAAAAAOB4/ztKN5Tdq2SY/s72-c/666.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-4350156938770565263</id><published>2012-08-12T06:50:00.000-07:00</published><updated>2012-08-15T09:23:35.551-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลักษณะเนื้อว่านรุ่นเเรก 2497 หลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวด'/><title type='text'>ลักษณะเนื้อว่านรุ่นเเรก 2497 หลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวด</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;ลักษณะเนื้อว่านรุ่นเเรก 2497 หลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวดโดยอนันต์ คณานุรักษ์ข้อมูลเก่าบางส่วนเเละจากผู้ชำนาญผู้รู้จากหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวดโดยเฉพาะ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-J63yBewRs9I/UCez9UEhCBI/AAAAAAAAOAU/y-DoKMTFWB8/s1600/55.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" kda="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-J63yBewRs9I/UCez9UEhCBI/AAAAAAAAOAU/y-DoKMTFWB8/s320/55.jpg" width="230" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;เนื่องจากพระพิมพ์หลวงปู่ทวดเนื้อว่านรุ่นเเรกปี พ.ศ 2497 นั้นมีความนิยมสูงเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นพระพิมพ์หลวงปู่ทวดจึงมีผู้ทำปลอมเลียนเเบบออกมามากที่สุด ของปลอมมีด้วยกันทุกเเบบทุกพิมพ์ ฝีมือเก๊เฉียบขาดนั้นผู้มีประสบการณ์ในการเช่าหลวงปู่ทวดระบุว่า ทำเนื้อได้เหมือน 85 % ทำพิมพ์ได้เหมือน 95 % โดยเฉพาะขนาดนั้นทำได้ใกล้เคียงของเเท้ด้วยจึงทำให้การเช่าบูชาหลวงปุ่ทวดเนื้อว่านต้องพึ่งผู้รู้ผู้ชำนาญโดยเฉพาะ ก่อนที่จะเขียนเรื่องนี้ผู้จัดเองมีความวิตกกังวล ว่าหากเขียนเรื่องหลวงปู่เเล้ว จะเอาความรู้จากไหนที่จะมาให้เป็นข้อสังเกต เอามาเป็นหลักการดูพระศึกษาพระพิมพ์ หลวงปุ่ทวดว่าน เเก่ท่านผู้อื่นได้บ้างหากจะให้เขียนชี้ระบุเสียเองทำได้ครับ เเต่ไม่เข้าขั้นภาษามวยเขาว่าชื่อ ชั้น ยังไม่ถึง มีเพลงเพลงหนึ่งเขาว่า อยู่ห่างไกล คนละทิศ คือ คนละทิศทาง พานจะพาหลงทางเข้ารกเข้าป่าไปเสียเปล่าๆ ก็เลยลองเลียบเคียงถามว่าผู้รู้ผู้ชำนาญเเละหาตำราเก่าข้อมูลบางส่วนของท่านอนันต์ คณานุรักษ์ที่พอหาได้&amp;nbsp;&lt;/div&gt;ก็ได้&lt;span style="color: blue; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;ลักษณะทั่วไปของพระเครื่องเนื้อว่านของหลวงพ่อทวดรุ่นเเรกได้ดังต่อไปนี้&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.พระเครื่องหลวงปู่ทวดทั้ง&lt;span style="font-size: large;"&gt;3 พิมพ์นี้มีเบ้าพิมพ์ถึง 16 เบ้าพิมพ์&lt;/span&gt;องค์พระเหมือนๆกันคือ หลวงพ่อทวดนั่งขัดสมาธิพระบนฐานบัว&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-OL4XrZjjUi0/UCez-UdxFPI/AAAAAAAAOAc/DyLxoh3UePM/s1600/66.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" kda="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-OL4XrZjjUi0/UCez-UdxFPI/AAAAAAAAOAc/DyLxoh3UePM/s320/66.jpg" width="222" /&gt;&lt;/a&gt;คว่ำบัวหงาย จะต่างกันเเต่เพียงขนาดใหญ่ กลาง เล็ก เท่านั้น เเต่ละองค์จะมีความชัดเจน ที่สำคัญคือ ควรจะจดจำพิมพ์ทรงให้เเม่นยำ &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;2.ผิวพระเครื่องหลวงพ่อทวดรุ่นเเรกนี้ถ้ายังไม่ได้ผ่านการใช้หรือสัมผัสเหงื่อมาเลย ที่เรียกกันตามภาษานักนิยมพระเครื่องว่าผิวเดิมจะออกสีดำ หรืออมน้ำตาล บางองค์จะปรากฎว่ายางว่านของมวลสารเป็นไขขาวปูดขึ้นมาจากเนื้อในคล้ายกับยางลูกมังคุด เเละยังมีฝ้าขาวเหมือนเเป้งทาบางๆขึ้นคลุมทั่วไป&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;3.มวลสารผสมของพระเครื่องหลวงพ่อทวดรุ่นนี้ประกอบด้วยพระธาตุ ว่าน108 เเละผงขาวใสบางองค์จะมีความละเอียดจับตัวเเน่น บางองค์จะหยาบไม่เป็นที่ยุติเนื้อในของพระจะมีสีดำหม่อนเเถมเทาเเก่ปรากฎเเร่ดินดำหรือที่เรียกว่ากันว่ากากยักษ์ผุดตามอยู่ทั่วองค์พระ ทั้งยังมีผงขาวใสเป็นจุดประใหญ่เล็กบ้างสัณฐานไม่เเน่นอนปรากฎเห็นโดยง่ายโปรดสังเกตให้ดีจะมองเห็นว่าสีเเดงมีลักษณะคล้ายคลึงดอกพิกุลซอกซอนอยู่ตามเนื้อพระ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.สำหรับด้านหลังหรือตามองค์พระบางส่วนจะมีเเร่ชนิดหนึ่งที่นำมาเเตะไว้ มีประกายดำวาวอย่างกากเพชร เเต่ไม่ปรากฎทุกองค์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.บางองค์ที่มีรูเสียบไม้ส่วนล่างใต้ฐานจะมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.ขอบข้างองค์พระจะห่อเข้ามาหากันน้อยๆพอสังเกตุได้ บางองค์จะบิดอย่างเป็นธรรมชาติไม่สู้เรียบร้อยนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7.จะปรากฎรอยนิ้วมือคีบจับขึ้นจากเบ้าพิมพ์บริเวณขอบองค์พระระดับฐานในบางองค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8.ด้านหลังองค์พระมีทั้งที่อูมนูนเล็กน้อยเเละเรียบเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9.เนื้อพระจะต้องเเห้งตามกาลเวลาไม่ใหม่สดใสอย่างของที่เพิ่งสร้างขึ้นหรือเรียกว่าไม่ทันยุค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10.พระองค์ที่มีความงามสมบูรณ์มากๆไม่ได้ผ่านการใช้มาก่อน ผู้ที่ไม่สันทัดจัดเจนอาจจะไม่ค่อยสามารถมองเห็นมวลสารที่กล่าวไว้ข้างต้นเพราะฉะนั้นจึงต้องศึกษาเรื่องพิมพ์อย่างถี่ถ้วน่ทำความเข้าใจกับผิวพระให้ละเอียดลึกซึ้ง ปัจจุบันของเทียมเเละเลียนเเบบนี้อยู่ดาษดื่นจะเช่าหามาบูชามาสมควรดูให้รอบคอบสักหน่อย พุทธคุณของพระเครื่องเนื้อว่านรุ่นเเรกนี้ หลังจากจำหน่ายเเละเเจกจ่ายออกไปก็ปรากฎเกียรติคุณกระฉ่อนไปทั่วประเทศสำหรับผู้ที่นำมาใช้บูชาเเละประพฤติตนอยู่ในทำนองคลองธรรมต่างก็ประสบในปาฎิหาริย์หลากหลายประการ ทั้งเมตตา มหานิยม โชคลาภ คงกระพันเเคล้วคลาดจากเภทภัยอันตรายต่างๆ ทั้งยังใช้อธิษฐานขอความเป็นสิริมงคลประสบความสำเร็จในการต่างๆได้เป็นอย่างดีทั้งนี้ต้องควบคู่กับทำความดีด้วยจึงจะประสบความสำเร็จ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บ &lt;a href="http://www.kananurak.com/mcontents/marticle.php?headtitle=mcontents&amp;amp;id=73885&amp;amp;Ntype=1"&gt;http://www.kananurak.com/mcontents/marticle.php?headtitle=mcontents&amp;amp;id=73885&amp;amp;Ntype=1&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/4350156938770565263/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/08/2497_12.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/4350156938770565263'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/4350156938770565263'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/08/2497_12.html' title='ลักษณะเนื้อว่านรุ่นเเรก 2497 หลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวด'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-J63yBewRs9I/UCez9UEhCBI/AAAAAAAAOAU/y-DoKMTFWB8/s72-c/55.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-5632427764280443601</id><published>2012-08-06T19:25:00.001-07:00</published><updated>2012-08-07T00:24:03.776-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประวัติการสร้างวัตถุมงคลเนื้อผงรุ่นเเรกหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ 2497'/><title type='text'>ประวัติการสร้างวัตถุมงคลเนื้อผงหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวด รุ่นเเรก วัดช้างให้ 2497</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;span style="color: red; font-family: Verdana, sans-serif; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;ประวัติการสร้างวัตถุมงคลเนื้อผงรุ่นเเรกของหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ 2497โดย&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;อนันต์ คณานุรักษ์&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-MyVxWy-kWA0/UCB8WEwiM8I/AAAAAAAAN-w/-bHxybGN_2w/s1600/kk.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" kda="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-MyVxWy-kWA0/UCB8WEwiM8I/AAAAAAAAN-w/-bHxybGN_2w/s320/kk.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีผู้คนเป็นจำนวนมากที่ต้องการอยากรู้เรื่องของหลวงปู่ทวดหรือหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด วัดช้างให้ ปัตตานี โดยเฉพาะพระเครื่องที่พระครูวิสัยโสภณ หรือท่านอาจารย์ทิมสร้างก่อนที่จะได้กล่างถึงพระเครื่องประเภทต่างๆที่พระครูวิสัยโสภณสร้าง &lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue; font-family: Verdana, sans-serif; font-size: large;"&gt;จะได้นำเอาข้อเขียนของ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span style="font-family: Verdana, sans-serif; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;นายอนันต์ คณานุรักษ์ ผู้ให้ความอุปถัมถ์ ในการสร้างพระเครื่องมาตีพิมพ์ไว้ ณ ที่นี้จึงมีข้อความดังต่อไปนี้&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;พระเครื่องสมเด็จหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวด ที่ปรากฎองค์ของท่านขึ้นมาในยุคนี้ได้เพราะความฝัน คือคืนวันหนึ่งปลายเดือนพฤจิกายน พศ 2495 เวลาใกล้รุ่ง ข้าพเจ้าฝันว่าได้พบกับท่าน ณ ที่เเห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดช้างให้เท่าใดนัก ท่านได้มอบยาชนิดหนึ่งให้ข้าพเจ้ากิน เเล้วสวมมงคลรัดศรีษะให้อีกเเสดงว่าท่านได้รับข้าพเจ้าไว้เป็นศิษย์เเล้ว เพื่อจะให้ข้าพเจ้าได้รับใช้งานในโอกาสต่อไปเป็นสนองคุณพระอาจารย์ เสร็จเเล้วท่านเดินจากข้าพเจ้าไปทางทิศที่ตั้งของวัดช้างให้ รุ่งเช้าข้าพเจ้าคิดว่าสถูปศักดิ์สิทธิ์ หน้าวัดช้างให้นี้คงจะเป็นที่บรรจุอัฐิของท่านหรือสมเด็จพระเจ้าพะโคะ เมื่อสมัยหลายร้อยปีมาเเล้ว ข้าพเจ้าปราถนาจะไปทีวัดเพื่อสืบถามดูเเต่ในระยะนั้น ข้าพเจ้ามีธุรกิจจำเป็นบางประการไม่สามารถไปตามความตั้งใจได้จึ่งได้ไปในโอกาสต่อมาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์&amp;nbsp; 2497 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 3 ข้าพเจ้าจึงได้มีโอกาสไปหาท่านที่วัด เมื่อได้ทำความเคารพท่านอาจารย์ทิม เจ้าอาวาสวัดช้างให้เเล้ว ก็ได้สนทนาปราศัยกันว่า วันนี้เป็นวันเเรกที่ข้าพเจ้าได้มาเยียมวัดช้างให้เเละรู้จักอาจารย์ทิม เจ้าอาวาสในการสนทนาในตอนหนึ่งข้าพเจ้าได้เรียนถามอาจารย์ทิมว่า โบสถ์ที่สร้างอยู่นี้ท่านไม่สร้างพระเเจกเเก่ผู้ที่มาสละทรัพย์มาอนุโมทนาผู้ที่ร่วมสร้างโบสถ์บ้างหรือ ท่านอาจารย์ทิมตอบว่าเคยคิดมา 2 ปี เเล้วเเต่ยังไม่สำเร็จ ข้าพเจ้าจึ่งรับว่า ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าขอรับอุปถัมภ์ในการจัดสร้างอาจารย์ทิมก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งข้าพเจ้าให้อาจารย์ทิมเลือกเเบบพระว่าจะเอาเเม่เเบบไหนเเต่ข้าพเจ้าขอเลือกสีพระเป็นสีดินเเดงทันใดนั้นเองข้าพเจ้ารู้สึกขนลุกมาทันทีทุกคนในที่นั้นได้เห็นประจักษ์ เหมือนกับว่าหลวงปู่ทวดหรือหลวงพ่อทวดได้ปิติยินดีกับการสร้างวัตถุมงคลในครั้งนี้ด้วยเเละทันใดนั้นข้าพเจ้าก็ได้เกิดนิมิตได้เห็นพระเครื่องลอยเด่นอยู่ตรงหน้าเป็นรูปพระภิกษุชรานั่งขัดสมาธิอยู่บนดอกบัวมีสีพระองค์เป็นสีดำ ปรากฎการณ์มหัศจรรย์ในครั้งนี้ โดยหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวดบันดาลให้ข้าพเจ้าได้เห็นมโนภาพได้อย่างชัดเจนยิ่งนักข้าพเจ้าได้ดูนาฬิกาในขณะนั้นเป็นเวลา 13.25 น ข้าพเจ้าจึงได้ปรึกษาอาจารย์ทิมให้อาจารย์ทิมเป็นสื่อติดต่อกับวิญญานของหลวงพ่อทวดหรือหลวงปูทวดในการจะสร้างพระเครื่องทุกๆระยะโดยใกล้ชิดซึ่งจะต้องปฎิบัติตามในนิมิต เมื่อพระครูวิสัยโสภณตกลงจะสร้าง&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;พระรูปเหมือนหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวดด้วยเนื้อว่านผสมดินดำ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;เเล้ว&amp;nbsp;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;พระครูธรรมกิจโกศลเจ้าอาวาสวัดทรายขาว ได้นำพระเณรจัดหาว่านชนิดต่างๆตามภูขา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;เเละให้การจัดหาว่านนี้ได้อาศัย&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;ท่านอาจารย์เเสง วัดวงกตบรรพต เป็นผู้นำทางเเละคัดเลือกว่าน&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; เพราะท่านอาจารย์เเสงเข้าใจสรรพคุณของว่านนานาชนิดเป็นอย่างดี &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;นายดำรงค์ผู้ใหญ้บ้านเหมืองบน ตำบลลำพยา เป็นผู้จัดหาดินดำมาให้ ดินดำนี้เรียกว่าดินว่านดำอยู่ตามเชิงเขาเป็นดินดำตามธรรมชาติอยู่เป็นทางๆเข้าไปตามใต้ภูเขา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; เมื่อได้ว่านมาครบตามที่ต้องการเเล้ว ก็เริ่มลงมือตำว่านผสมดินดำโดยเริ่มกดพระพิมพ์เข้าเบ้าพิมพ์เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ2497 ขี้น 15 ค่ำ เดือน 4 ทำไปจนถึงวันที่ 15 เมษายน 2497 ได้พระเครื่องทั้งหมด 64,000 องค์ ความตั้งใจจะสร้างให้ครบ 84,000 องค์ เเต่เนื่องจากเวลาจำกัด เพราะได้กำหนดวันปลุกเสกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 วันที่ 18 เมษายน พ.ศ 2497&amp;nbsp; ได้ประกอบพิธีปลุกเสกในอุโบสถเก่า โดยมีพระครูวิสัยโสภณ เป็นประธานในพิธีกรรม ได้อาราธนาอัญเชิญวิญญาณหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด วิญญาณหลวงพ่อสี วิญญาณหลวงพ่อทอง วิญญาณหลวงพ่อจันทร์ ซึ่งหลวงพ่อทั้ง 3 องค์นี้ สิงสถิตย์อยุ่ร่วมกัน ณ สถูปวัดช้างให้ คณะพระคณาจารย์ที่ประจำโรงพิธีเท่าที่จำได้มีพระครูวิสัยโสภณหรืออาจารย์ทิม พระครูธรรมกิจโกศล วัดทรายขาว หลวงพ่อสง เจ้าอาวาสวัดพะโคะ พระอุปัชฌาย์ดำ วัดศิลาลอย ได้ทำการปลุกเสกพระเครื่องเสร็จในวันเดียวกันเเละพอเสร็จพิธีเเล้วก็เริ่มเเจกจ่ายให้กับท่านที่มาคอยอยู่รับพระเครื่องไปสักการะบูชาคนละหนึ่งองค์ พระเครื่องเนื้อว่านรุ่นเเรกมี 3 ขนาดหรือ 3 พิมพ์คือ 1.พิมพ์ใหญ่หรือขนาดใหญ่&lt;br /&gt;2.พิมพ์กลางหรือขนาดกลาง&lt;br /&gt;3.พิมพ์เล็กหรือขนาดเล็ก&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;พระเครื่องทั้ง 3 พิมพ์นี้มีเบ้าพิมพ์ถึง 16 เบ้าพิมพ์ เบ้าพิมพ์ทำด้วยเนื้อครั่งทั้งหมด&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; เเละ&amp;nbsp;พระภิกษุร่วมกับบุคคลอื่นๆที่จะเข้าโรงพิธีกดเบ้าพิมพ์พระเครื่อง จะต้องขึ้นครูกับพระครูวิสัยโสภณเสียก่อนทุกๆท่าน ในการกดเนื้อว่านเข้าพิมพ์ก็ดี การหยิบยกพระออกจากเบ้าพิมพ์วางกับที่ก็ดี บางคนละเอียดละออทำเรียบร้อย ได้พระสวยงาม บางคนไม่ค่อยพิถีพิถันเท่าไหร่นัก วิธีเอาพระออกจากเบ้าพิมพ์ใช้ก้านไม้ไผ่จิ้มก้นของพระเเล้วยกขี้นจากเบ้าพิมพ์ เอานิ้วเเตะที่เเร่ธาตุเเล้วเเตะลงด้านหลังของพระอีกที บางองค์ก็มีรูที่ก้นของพระ บางองค์ก็ไม่มีรูเเละบางองค์ก็มีเเร่ธาตุ บางองค์ก็ไม่มี อันนี้ขึ้นอยู่กับการทำพระเพราะทำกันหลายคน พระเครื่องหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวดจึงมีลักษณะต่างๆกันไม่ค่อยจะสม่ำเสมอกันผู้ที่ทำพระเครื่องโดยมากก็เป็นพระวัดช้างให้เเละวัดนาประดู่ นอกจากนี้เกี่ยวกับเนื้อหยาบเนื้อละเอียดคือในการทำขั้นเเรกๆทำด้วยความปราณีตเเละเรียบร้อย ดินดำเเละว่านก็บดละเอียดละออ ครั้นไปหลายๆวันเเละใกล้วันเวลาที่จะทำปลุกเสกจึงให้เร่งมือในการทำ บางทีดินดำเเละว่านก็บดเอาหยายๆพอใช้ได้ ฉะนั้นพระบางองค์เนื้อละเอียดบ้าง องค์เนื้อหยาบบ้าง เเต่ถึงอย่างไรก็ตามหากได้เห็นของจริงมามากก็พอจะจับเค้าได้ว่านี่เป็นของวัดช้างให้หรือไม่ไช่&amp;nbsp; เพราะเบ้าพิมพ์ เหล่านั้นจะไม่เเตกต่างกันเท่าไหร่นัก อีกประการหนึ่ง เกี่ยวกับหน้าตาของพระชัดหรือไม่ชัดอันนี้เนื่องจากเบ้าพิมพ์ที่ทำด้วยครั่งไม่มาตรฐาน เมื่อกดเนื้อว่านเข้าเบ้าพิมพ์ทำไปนานๆเบ้าพิมพ์เกิดสีกหรอ ทำให้หน้าตาของพระที่พิมพ์ไม่ชัดก็ต้องจัดการเเก้ไขตบเเต่งเบ้าพิมพ์ใหม่เเล้วลงมือทำต่อไป นี้เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้หน้าตาของพระบางองค์ก็ชัด บางองค์ก็ไม่ชัด พระเครื่องของหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวด ทั้ง 3 พิมพ์องค์พระเหมือนกันทุกๆพิมพ์ คือนั่งสมาธิเพ็ชรบนบัวคว่ำบัวหงาย พิมพ์ใหญ่เเละพิมพ์กลางคล้ายคลึงกันเพียงเเต่ว่าองค์ใหญ่องค์เล็กเท่านั้น ส่วนพิมพ์เล็กดูง่ายเพราะไม่ค่อยจะเเตกต่างกันเท่าไหร่นัก บางคนเข้าใจว่าพิมพ์ใหญ่เเละที่เนื้อละเอียดนั้นเป็นพิมพ์กรรมการ เเท้จริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่เป็นการกระทำในขั้นเเรกๆคือ ทำด้วยความตั้งใจปราณีตเเละเรียบร้อย ครั้นทำไปนานๆใกล้วันปลุกเสกพระก็ยังได้น้อย จึงได้รีบเร่งในการทำ เลยทำให้พระรุ่นหลังๆมาไม่เรียบร้อยเท่าที่ควรดังกล่าวเเล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;ประวัติเนื้อว่านรุ่นพิเศษหรือรุ่นพินัยกรรมของหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวด&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;เนื่องจากจะประกอบพิธีปลุกเสกพระเครื่องเนื้อโลหะเป็นครั้งเเรก เป็นการจัดพิธีใหญ่ ครั้งสำคัญซึ่งมีพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เฉลิมพลฑีฆัมพร เป็นผู้อุปถัมภ์ในวันที่&amp;nbsp; 19 พฤษภาคม พ.ศ 2505&amp;nbsp; พระครูวิสัยโสภณได้จัดสร้างพระเครื่องเนื้อว่านประมาณ 2000 องค์ เข้าในพีธีนี้ด้วยเเละเสร็จพีธีการปลุกเสกเเล้วก็เก็บไว้มิได้เเจกให้ใครครั้งกาลต่อมาเมื่อเดือนพฤจิกยน พ.ศ 2512 พระครูวิสัยโสภณได้อาพาธลง พระครูวิสัยโสภณจึงได้เขียนไว้ในพินัยกรรมมอบให้วัดนาประดู่ เพื่อสมนาคุณเเก่ผุ้บริจาคทรัพย์สร้างกำเเพงวัดนาประดู่ นอกจากมอบให้วัดนาประดุ่เเล้วยังมอบให้เเก่วัดเอี่ยมวรนุช บางขุนพรหม กรุงเทพฯ เเละเเจกให้ผู้ที่พยาบาลไข้ท่านในคราอาพาธพระเครื่องดังกล่าวนี้ได้สมนาคุณไปหมดเเล้วตั้งเเต่ต้นปี พ.ศ 2513&amp;nbsp;ลักษณะพระเครื่องเนื้อว่านรุ่นเเรก เเต่การทำละเอียดกว่า เเละมีเเร่ธาตุน้อยกว่ารุ่นเเรก ว่านเเละดินดำตลอดถึงผงผสมใช้สูตรเดียวกัน กับรุ่นเเรก อนึ่ง พระเครื่องหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวดที่พระครูวิสัยโสภณปลุกเสกไว้ ยังมีอีกหลายอย่างเเต่ไม่ได้นำมาเขียนไว้ใน ณ ที่นี้ เท่าที่นำมาเขียนไว้นี้มิได้มีเจตนาโฆษณาเเต่ประการใด เเต่เนื่องจากมีผู้สนใจมากเเละอยากรู้เรื่องความเป็นมาในการสร้างพระเครื่องหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด จึงได้นำมาลงไว้เท่าที่ได้รู้จัก ได้เห็น เเละจำได้หวังว่าจะคงจะเป็นเครื่องประดับความรู้พอสมควร พระเครื่องเป็นเพียงวัตถุเตือนสติ&amp;nbsp;การปฎิบัติดีปฎิบัติชอบเป็นของท่านเอง&lt;br /&gt;โปรดติดตามตอนต่อไปลักษณะเนื้อผงพระรุ่นเเรกหลวงพ่อทวดโดย&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue; font-family: Verdana; font-size: large;"&gt;นายอนันต์ คณานุรักษ์ ผู้ให้ความอุปถัมถ์ ในการสร้างพระเครื่องหลวงปู่ทวดหรือหลวงพ่อทวด&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/5632427764280443601/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/08/2497.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/5632427764280443601'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/5632427764280443601'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/08/2497.html' title='ประวัติการสร้างวัตถุมงคลเนื้อผงหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวด รุ่นเเรก วัดช้างให้ 2497'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-MyVxWy-kWA0/UCB8WEwiM8I/AAAAAAAAN-w/-bHxybGN_2w/s72-c/kk.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-305395364864029243</id><published>2012-07-31T20:06:00.000-07:00</published><updated>2012-07-31T20:06:18.217-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประวัติวัดบ้านค่ายหรือวัดชัยชมภูพล ระยอง'/><title type='text'>ประวัติวัดบ้านค่ายหรือวัดชัยชมภูพล ระยอง</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;ประวัติวัดบ้านค่ายหรือวัดชัยชมภูพล ตำบลบ้านค่าย อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-AAjXbYMAvR0/UBic0QEmGcI/AAAAAAAAN9Y/9_ecWJfOInY/s1600/kkk.bmp" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="176" src="http://1.bp.blogspot.com/-AAjXbYMAvR0/UBic0QEmGcI/AAAAAAAAN9Y/9_ecWJfOInY/s320/kkk.bmp" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;ประวัติวัดบ้านค่ายหรือวัดชัยชมภูพล ระยอง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชื่อวัดโดยทางราชการวัดบ้านค่าย ชื่อที่ชาวบ้านเรียกหรือชื่อเดิม วัดบ้านค่ายสังกัด มหานิกาย อยู่ในเขตปกครองสงฆ์ ตำบลบ้านค่าย ชากบก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ภาค 13 &lt;br /&gt;ตำเเหน่งที่ตั้งวัด เลขที่ 145 ถนนสาย บ้านค่าย หนองคอกหมู หมูที่ 5 ตำบลบ้านค่าย อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง &lt;br /&gt;ลักษณะพื้นที่โดยทั่วไปของบริเวณที่ตั้งวัด&lt;br /&gt;วัดบ้านค่ายมีลักษณะพื้นที่ตั้งอยู่ในที่ราบลุ่ม ด้านทิศตะวันออกของเเม่น้ำระยองล้อมรอบการตั้งวัด เเต่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 24 มกราคมพศ 2506 มีขนาดเนื้อที่ กว้าง15 เมตร ยาว 30เมตร เเละได้ประกอบพิธีผูกธสีมาเมื่อปี พศ 2509 &lt;br /&gt;ประวัติความเป็นมาของวัดบ้านค่ายคัดลอกมาจากหนังสือประวัติวัดในจังหวัดระยอง&lt;br /&gt;วัดบ้านค่ายนี้ตามคำเล่า ที่เล่าสืบต่อกันมาสร้างในกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี สมัยนั้นขอมยังปกครองดินเเดนเเถบนี้อยู่ ได้สร้างวัดเเละโบสถ์ ชาวบ้านเรียกว่า โบสถ์ขอม ขณะนี้ปรักหักพังไปหมดเเล้ว ยังคงเหลืออยู่เต่ซากอิฐพอเป็นเค้าให้เห็นอยู่บ้าง พร้อมทั้งเค้าถนนรอบค่าย ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นค่ายของขอม ภายหลังขอมเสื่อมอำนาจลงต้องอพยพไปจากที่นี้ จุงทำให้วัดร้างไปด้วย &lt;br /&gt;ต่อมา นายตาลซึ่งเป็นชาวระยองได้มาตั้งบ้านเรือน ได้ชักชวนชาวบ้านสร้างกุฎิขึ้นใหม่ พอที่พระภิกษุสงฆ์อาศัยอยู่ได้ เเละอาราธนาหลวองพ่อเเป้นหรืออุปัชฌาย์เเป้น จากวัดวงเวียนตะเคียน 7 ต้น มาอยู่ทีวัดนี้ สำหรับอุโบสถได้ปรักพักไปหมดเเล้วยังมิได้สร้างขี้นมาใหม่ กล่าวกันว่า ครั้งหนึ่งสงฆ์ในวัดได้เเตกเเยกกัน เพราะไม่มีอุโบสถที่จะประกอบสังฆกรรม เพื่อให้สงฆ์สามัคคีกันได้จึงคิดสร้างอุโบสถขึ้นใหม่เเต่พิจารณาเห็นว่า วัดนี้ไม่เหมาะสมเนื่องจากอยู่ใกล้เเม่น้ำ เเม่น้ำระยอง ถูกสายน้ำเเทงมายังวัด จึงย้ายที่สร้างวัดลงมาตอนล่าง หลวงพ่อเเป้นพร้อมด้วยนายตาลเเละประชาชนในเเถบนั้นไปดูสถานที่นายเรืองเเจ้งว่าจะถวายให้สร้างวัด มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 40 ไร่เศษ สถานทึ่นี้มีเสาตลุงช้างอยู่ 4 ต้น ไม่ทราบว่าเป็นที่ผูกช้างหรือโรงน้ำชาของผู้ใด ซึงภายหลังนายเรืองได้จับจองไว้ เเต่ยังมิได้ทำประโยชน์อย่างไรเพราะเป็นที่ป่ารกชัฎ เล่ากันว่า มีเสือเเม่ลูกอ่อนอยู่ ณ ที่นั่นเอง เมื่อพิจารณาดูเเล้วเห็นว่าเป็นที่เหมาะสม หลวงพ่อเเป้นจึงย้ายกุฎิมาปลูกสร้างใหม่ในเนื้อที่ของนายเรือง ประชาชน นิยมเรียกว่า วัดล่าง เเละวัดเติมเรียกว่า วัดบน ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นวัดบ้านค่าย ตามลักษณะที่มีค่ายของขอมปรากฎอยู่ จากหลักฐานทั้ง 2 พอจะอนุมานได้ว่า วัดบนทำเลไม่เหมาะสม เพราะมีกระเเสน้ำไหลเซาะตลิ่งในฤดูน้ำหลาก จึงย้ายมาอยู่ในที่ปัจจุบันได้ประมาณ 200 ปีล่วงมาเเล้ว &lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/305395364864029243/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/07/blog-post_31.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/305395364864029243'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/305395364864029243'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/07/blog-post_31.html' title='ประวัติวัดบ้านค่ายหรือวัดชัยชมภูพล ระยอง'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-AAjXbYMAvR0/UBic0QEmGcI/AAAAAAAAN9Y/9_ecWJfOInY/s72-c/kkk.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-6183453063946259930</id><published>2012-07-28T20:52:00.000-07:00</published><updated>2012-07-31T08:57:37.636-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน'/><title type='text'>หลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;หลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-DpGRp_37UMc/UBSZJzjHF8I/AAAAAAAANsg/yC9PQPUgayU/s1600/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%AA.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-DpGRp_37UMc/UBSZJzjHF8I/AAAAAAAANsg/yC9PQPUgayU/s320/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%AA.jpg" width="210" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;องค์ข้างบนนี้เป็นของอาจารย์กิติ ธรรมจรัสสังเกตุดูเนื้อหาเเละรักเก่าอายุ 100 กว่าปีเเบบมาตรฐานดูครับ ซึ่งเป็นพิมพ์นิยมที่มีทั้งหน้าตาเเละไม่มีหน้าตาที่เห็นในภาพเป็นพระปิดตามีหน้าตานิดๆของหลวงพ่อพิมพ์ วัด&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;หนองแหน พิมพ์ปางซ่อนหา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;span style="color: black;"&gt;ประวัติของหลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน เป็นพระเกจิอาจารย์ที่หาตัวจับยากท่านหนึ่ง ท่านอยู่ในยุคเดียวกันกับหลวงปู่จีน วัดท่าลาด แต่ชื่อของหลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันกว้างขวางมากนัก เนื่องจากพระปิดตาของท่านสร้างไว้น้อยและหายากการดูต้องที่พิมพ์ต้องเห็นเส้นสายพอคมชัดในองค์พระอย่างเป็นธรรมชาติ มวลสาร ความธรรมชาติของเนื้อพระเเละรักเเดงที่องค์พระต้องเเห้งสนิทเข้ากับเนื้อพระอย่างธรรมชาติเป็นเวลา 100กว่าปี &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน ท่านได้สร้าง พระปิดตา ไว้พิมพ์หนึ่งคือพระปิดตาปางซ่อนหา เนื้อพระเป็นผงพุทธคุณ ต้องจุ่มรักแดงมีทั้งมีหน้าตาเเละไม่มีหน้าตาก็มีซึ่งอยู่ที่การกดพิมพ์ด้วยมือพระในสมัยนั้น และ ไม่จุ่มรักเเดงเลยก็มี พระปิดตาหลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน มีอายุเกิน ๑๐๐ ปี ท่านสร้างพระปิดตาก่อนหลวงปู่จีน วัดท่าลาด&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-8wOHPeh5BVc/UBSlOivHyAI/AAAAAAAANwQ/2l57zPAXkcs/s1600/11.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; cssfloat: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-8wOHPeh5BVc/UBSlOivHyAI/AAAAAAAANwQ/2l57zPAXkcs/s320/11.jpg" width="254" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-wbq6VFFQoZk/UBSlJKncElI/AAAAAAAANwI/a_JX80GmEsk/s1600/21.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-wbq6VFFQoZk/UBSlJKncElI/AAAAAAAANwI/a_JX80GmEsk/s320/21.jpg" width="239" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;องค์บนเป็นพระของหลวงปู่จีนวัด ท่าลาดพิมพ์พระพุทธ&lt;/span&gt; ทั้งด้านหน้าเเละด้านหลัง สังเกตุดูเนื้อหาเเละรักเเดงเเบบธรรมชาติ ที่อยู่บนเนื้อองค์พระดูครับ&lt;br /&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;ลองเปรียบเทียบองค์พระต่างๆของพระปิดตาหลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน พิมพ์ปางซ่อนหาซึ่งเป็นพิมพ์นิยม ต่อไปนี้&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-7Or2B-hHk1U/UBSe_m4nWcI/AAAAAAAANt0/yLMpOMSL_k8/s1600/13.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; cssfloat: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-7Or2B-hHk1U/UBSe_m4nWcI/AAAAAAAANt0/yLMpOMSL_k8/s320/13.jpg" width="218" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-29q90a5dNIU/UBSe-vQIfqI/AAAAAAAANts/7SkvXSwD-RU/s1600/12.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-29q90a5dNIU/UBSe-vQIfqI/AAAAAAAANts/7SkvXSwD-RU/s320/12.jpg" width="215" /&gt;&lt;/a&gt;องค์นี้เป็นพิมพ์นิยมไม่มีหน้าตาเป็นพระปิดตาของหลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน พิมพ์ปางซ่อนหา &lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-STKr2YOcc8w/UBShpn3p5_I/AAAAAAAANvI/ghIF_0Fsv-0/s1600/123.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; cssfloat: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-STKr2YOcc8w/UBShpn3p5_I/AAAAAAAANvI/ghIF_0Fsv-0/s320/123.jpg" width="188" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-q3TNSr7qwOg/UBShoB_P0JI/AAAAAAAANvA/fdeqxrtpo5I/s1600/111.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-q3TNSr7qwOg/UBShoB_P0JI/AAAAAAAANvA/fdeqxrtpo5I/s320/111.jpg" width="222" /&gt;&lt;/a&gt;องค์นี้พิมพ์นิยมเป็นพระปิดตาของหลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน พิมพ์ปางซ่อนหา&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;เนื้อหาดูง่ายสภาพใช้เเละมีการลอกรักเเบบฝีมือไม่ไช่มืออาชีพ&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-YtfuLA9fbXw/UBShq0ctAlI/AAAAAAAANvQ/iSi0AmbzslU/s1600/1234.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-YtfuLA9fbXw/UBShq0ctAlI/AAAAAAAANvQ/iSi0AmbzslU/s320/1234.jpg" width="215" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;ด้านหลังดูง่ายพระปิดตาของหลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน พิมพ์ปางซ่อนหาเนื้อหาเเบบนี้ดูง่ายมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-WZpwVd8kNTM/UBSjUJEGjvI/AAAAAAAANvw/-T4ySMII_J4/s1600/01.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; cssfloat: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-WZpwVd8kNTM/UBSjUJEGjvI/AAAAAAAANvw/-T4ySMII_J4/s320/01.jpg" width="208" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-At2M_1k-ngs/UBSjPU1KuyI/AAAAAAAANvY/PzugC0zw7e8/s1600/03.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-At2M_1k-ngs/UBSjPU1KuyI/AAAAAAAANvY/PzugC0zw7e8/s320/03.jpg" width="207" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-z2VPEE_bCCc/UBSjS456sxI/AAAAAAAANvo/vrJmGeykvUM/s1600/02.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; cssfloat: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-z2VPEE_bCCc/UBSjS456sxI/AAAAAAAANvo/vrJmGeykvUM/s320/02.jpg" width="204" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-XsTvdEEuHAM/UBSjRvIKx5I/AAAAAAAANvg/OR5QzQNiT4k/s1600/04.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-XsTvdEEuHAM/UBSjRvIKx5I/AAAAAAAANvg/OR5QzQNiT4k/s320/04.jpg" width="209" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;พระสององค์บนเป็นพระปิดตาพิมพ์นิยมที่มีหน้าตานิดๆของหลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน พิมพ์ปางซ่อนหา&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-D41fUm2YLjk/UBSoPyvAy8I/AAAAAAAANxI/tQCi32H6hrA/s1600/22.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; cssfloat: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-D41fUm2YLjk/UBSoPyvAy8I/AAAAAAAANxI/tQCi32H6hrA/s320/22.jpg" width="214" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-cy9TxU5VoSM/UBSoQ_u-p6I/AAAAAAAANxQ/dyl74sbkwuw/s1600/23.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-cy9TxU5VoSM/UBSoQ_u-p6I/AAAAAAAANxQ/dyl74sbkwuw/s320/23.jpg" width="214" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;พระปิดตาพิมพ์นิยมที่ไม่มีหน้าตาของหลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน พิมพ์ปางซ่อนหา&amp;nbsp;&amp;nbsp;เนื้อหาเเบบนี้ดูง่ายมาก&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-74cDMxOCD00/UBSpluTGI7I/AAAAAAAANxo/C12WUYKhyqA/s1600/25.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; cssfloat: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-74cDMxOCD00/UBSpluTGI7I/AAAAAAAANxo/C12WUYKhyqA/s320/25.jpg" width="214" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-ZetfsbCtbCw/UBSpkh54aLI/AAAAAAAANxg/vDcg_BXAJaY/s1600/24.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-ZetfsbCtbCw/UBSpkh54aLI/AAAAAAAANxg/vDcg_BXAJaY/s320/24.jpg" width="214" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp;องค์นี้เป็นของคุณนิว เมืองชลซึ่งเป็นพระปิดตาพิมพ์นิยมที่ไม่มีหน้าตาของหลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน พิมพ์ปางซ่อนหา&amp;nbsp;&amp;nbsp;เนื้อหาเเบบนี้ดูง่ายมาก&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;พระที่โชว์ข้างบนทั้งหมดนี้เป็นพิมพ์นิยมที่ทันท่านเเละนิยมเล่นหากันเพราะทุกวันนี้ไม่ค่อยมีให้เห็นกันมากนักพบเห็นน้อยมาก &lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: large;"&gt;พระปิดตาของหลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน &lt;span style="color: red; font-size: small;"&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: large;"&gt;พิมพ์ปางซ่อนหา&lt;/span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;เนื้อหาที่สร้างยุคหลังเเละเลียนเเบบ ดังต่อไปนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-l-PFuF06AIY/UBSnk9pG4dI/AAAAAAAANwo/tvrkjZwUfXI/s1600/07.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; cssfloat: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-l-PFuF06AIY/UBSnk9pG4dI/AAAAAAAANwo/tvrkjZwUfXI/s320/07.jpg" width="256" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-PMNTKdm05XA/UBSjWQjw6cI/AAAAAAAANwA/FtDmsttAd_M/s1600/06.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-PMNTKdm05XA/UBSjWQjw6cI/AAAAAAAANwA/FtDmsttAd_M/s320/06.jpg" width="256" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-Nf79Etv-SqE/UBSnmA7dhGI/AAAAAAAANww/5s86R02xU1M/s1600/08.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-Nf79Etv-SqE/UBSnmA7dhGI/AAAAAAAANww/5s86R02xU1M/s320/08.jpg" width="256" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-y1hBj-cg058/UBSjVajyFhI/AAAAAAAANv4/Ps8QkD97uG0/s1600/05.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="259" sda="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-y1hBj-cg058/UBSjVajyFhI/AAAAAAAANv4/Ps8QkD97uG0/s320/05.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-NA1Ij8hpyUM/UBSnm9-d_xI/AAAAAAAANw4/pnYuroQCi98/s1600/09.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-NA1Ij8hpyUM/UBSnm9-d_xI/AAAAAAAANw4/pnYuroQCi98/s320/09.jpg" width="214" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-Jh8zxnlpMjg/UBSnn8Bw_rI/AAAAAAAANxA/4-nmGUOf6d8/s1600/10.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-Jh8zxnlpMjg/UBSnn8Bw_rI/AAAAAAAANxA/4-nmGUOf6d8/s320/10.jpg" width="214" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-Ha3rA5GPzXA/UBSsc-FJ8EI/AAAAAAAANzA/sBCpEAZ8LmM/s1600/26.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-Ha3rA5GPzXA/UBSsc-FJ8EI/AAAAAAAANzA/sBCpEAZ8LmM/s320/26.jpg" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-w5ZGgg2b_TU/UBSseEKcaSI/AAAAAAAANzI/4-Fz4m5L0tk/s1600/27.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-w5ZGgg2b_TU/UBSseEKcaSI/AAAAAAAANzI/4-Fz4m5L0tk/s320/27.jpg" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-68ybpLCN2uU/UBTt7k4QxdI/AAAAAAAAN0w/k2-uvqPmlvM/s1600/09-08-08-11-23-20-1.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-68ybpLCN2uU/UBTt7k4QxdI/AAAAAAAAN0w/k2-uvqPmlvM/s320/09-08-08-11-23-20-1.jpg" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-gUm9dFdq4s4/UBTt81WODrI/AAAAAAAAN04/td088S-lYDU/s1600/09-08-08-11-23-20-2.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sda="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-gUm9dFdq4s4/UBTt81WODrI/AAAAAAAAN04/td088S-lYDU/s320/09-08-08-11-23-20-2.jpg" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-DqzEvuDNmz0/UBf_O-gSSzI/AAAAAAAAN2k/Ke_03WovNwk/s1600/%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%A1.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-DqzEvuDNmz0/UBf_O-gSSzI/AAAAAAAAN2k/Ke_03WovNwk/s320/%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%A1.jpg" width="166" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-jBc-xSrKI0w/UBf_PcteSSI/AAAAAAAAN2s/3UUXPPW3QLc/s1600/%E0%B9%83%E0%B9%83%E0%B9%83%E0%B9%83.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-jBc-xSrKI0w/UBf_PcteSSI/AAAAAAAAN2s/3UUXPPW3QLc/s320/%E0%B9%83%E0%B9%83%E0%B9%83%E0%B9%83.jpg" width="166" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-giDfz48CfdI/UBf_Yq8RNxI/AAAAAAAAN20/TlNQD3toVO0/s1600/bbbb.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-giDfz48CfdI/UBf_Yq8RNxI/AAAAAAAAN20/TlNQD3toVO0/s320/bbbb.bmp" width="237" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;ถ้าเจอเนื้อหาพระเเละรักเเบบนี้ก็พยายามออกห่างๆเเต่ถ้าเป็นพระที่สร้างยุคหลังที่ออกโดยทางวัดให้บูชาทำบุญจริงๆก็เเล้วเเต่ผู้ที่ศรัธาครับ&amp;nbsp;ทั้งหมดนี้เป็น&lt;span style="color: blue;"&gt;พระปิดตาของหลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน &lt;span style="color: red;"&gt;พิมพ์ปางซ่อนหา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;เนื้อหาที่สร้างยุคหลังเเละเลียนเเบบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;ข้อมูลบางส่วนอ้างอิงจากเว็บสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทยเเละขอขอบคุณภาพเจ้าของพระทุกองค์ที่ให้โชว์เพื่อการศึกษาครับ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/6183453063946259930/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/07/blog-post_28.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/6183453063946259930'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/6183453063946259930'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/07/blog-post_28.html' title='หลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-DpGRp_37UMc/UBSZJzjHF8I/AAAAAAAANsg/yC9PQPUgayU/s72-c/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%AA.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-1284995515728069310</id><published>2012-07-19T00:28:00.001-07:00</published><updated>2012-07-19T00:28:41.144-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาจารย์ต้อย เมืองนนท์เปิดสอนพระเบญจภาคีวันอาทิตย์ที่ 5 ส.ค.2555'/><title type='text'>อาจารย์ต้อย เมืองนนท์เปิดสอนพระเบญจภาคีวันอาทิตย์ที่ 5 ส.ค.2555</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;อาจารย์ต้อย เมืองนนท์เปิดสอนพระเบญจภาคีวันอาทิตย์ที่ 5 ส.ค.2555 เวลา 09.00-16.00 น. ณ หอประชุมข่าวสด หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 เขตจตุจักร กรุงเทพฯ&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-88TBHumW4TA/UAe2k3tLzSI/AAAAAAAANrg/jiBchDxPIis/s1600/888.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" hda="true" height="320" src="http://3.bp.blogspot.com/-88TBHumW4TA/UAe2k3tLzSI/AAAAAAAANrg/jiBchDxPIis/s320/888.jpg" width="236" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จัดโดยศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน โดย นายสุรพล พิทยาสกุล ผอ.ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) ร่วมกับสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย มี นายพยัพ คำพันธุ์ เป็นนายกสมาคม จัดเปิดอบรมหลักสูตรพื้นฐานในการพิจารณา ชุดพระเครื่องเบญจภาคี พระสมเด็จวัดระฆังฯ, พระนางพญา กรุวัดนางพญา พิษณุโลก โดย นายพิศาล เตชะวิภาค หรือ ต้อย เมืองนนท์ เป็นวิทยากรบรรยายความรู้&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;พิศาล เตชะวิภาค′ หรือ ′ต้อย เมืองนนท์′ ปัจจุบันเป็นอุปนายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย และประธานชมรมพระเครื่องมรดกไทย เจ้าของศูนย์พระเครื่องชาวนนท์ ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าพันธุ์ทิพย์พลาซ่า งามวงศ์วาน จ.นนทบุรี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-6FneI-oZy60/UAe2mNq81nI/AAAAAAAANro/K_hkRbnGnNM/s1600/9999.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" hda="true" height="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-6FneI-oZy60/UAe2mNq81nI/AAAAAAAANro/K_hkRbnGnNM/s320/9999.jpg" width="233" /&gt;&lt;/a&gt;′ต้อย เมืองนนท์′ เป็นเซียนพระใหญ่ที่คนในวงการพระและนักสะสมส่วนใหญ่ยอมรับ มีความเชี่ยวชาญพระกรุพระเก่า รวมไปถึงพระบูชาทุกยุคสมัยแบบหาตัวจับยาก &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;นอกจากเป็นเซียนพระชื่อดังแล้ว ยังมีผลงานด้านงานเขียนเรื่องประวัติพระเครื่อง ถ่ายทอดความรู้ความชำนาญและประสบการณ์เกี่ยวกับพระเครื่อง เป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมนำภาพพระแท้ จัดทำเป็นหนังสือเล่มใหญ่หนา ให้ผู้ที่นิยมชมชอบวัตถุมงคลเก่า พร้อมศึกษาก่อนที่จะสะสม&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;ทั้งนี้ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน โดย นายสุรพล พิทยาสกุล ผอ.ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) ร่วมกับสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย มี นายพยัพ คำพันธุ์ เป็นนายกสมาคม จัดเปิดอบรมหลักสูตรพื้นฐานในการพิจารณา ชุดพระเครื่องเบญจภาคี พระสมเด็จวัดระฆังฯ, พระนางพญา กรุวัดนางพญา พิษณุโลก โดย นายพิศาล เตชะวิภาค หรือ ต้อย เมืองนนท์ เป็นวิทยากรบรรยายความรู้ ในวันอาทิตย์ที่ 5 ส.ค.2555 เวลา 09.00-16.00 น. ณ หอประชุมข่าวสด หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 เขตจตุจักร กรุงเทพฯ&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;ในภาคเช้า เวลา 09.00 น. เป็นการบรรยายเนื้อหาการสร้างพระเครื่องของสมเด็จพระ พุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) พิมพ์ใหญ่-พิมพ์ทรงเจดีย์, พระนางพญา พิมพ์เข่าโค้ง-พิมพ์เข่าตรง เวลา 12.00-13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากนั้นในภาคบ่าย เวลา 13.00 น. บรรยายเนื้อหา พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์เกศบัวตูม-พิมพ์ฐานแซม, พระนางพญา พิมพ์อกนูนใหญ่-พิมพ์สังฆาฏิ-พิมพ์อกแฟบ หรือพิมพ์เทวดา-พิมพ์อกนูนเล็ก และพิมพ์พิเศษ &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;นอกจากนี้ ยังเปิดให้ผู้เข้าอบรมได้ซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับพระสมเด็จฯ-พระนางพญา จากวิทยากร &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;เซียนต้อยกล่าวถึงการอบรมหลักสูตรพื้นฐานพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังฯ และพระนางพญาว่า เป็นการแนะแนวทางการศึกษาพระอย่างถูกต้อง ให้คนที่สนใจพระเครื่องหรือต้องการศึกษาได้มาฟัง เพื่อหาจุดที่สามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น ยืนยันว่า จะเปิดข้อมูลอย่างละเอียด ไม่มีปิดบัง แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ฟังจะรับทราบข้อมูลได้มากเพียงใด ด้วยการศึกษาพระเครื่อง เป็นเรื่องความสามารถเฉพาะตัว บางคนรับได้เร็ว บางคนรับได้ช้า &lt;/div&gt;′คนเล่นพระมานาน 30 ปี ไม่ได้หมายความว่าจะเก่ง อาจจะสู้คนเล่นพระเพียง 5 ปี ไม่ได้ เพราะจับจุดไม่ถูก บางคนเล่นพระ 30-40 ปี ไม่เคยเห็นพระสมเด็จองค์แท้สักองค์ เลยไม่รู้ว่าพระสมเด็จองค์แท้ต้องดูตรงไหน′&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ′สมัยก่อน ผมรู้เรื่องพระ ก็พยายามหาคนที่รู้ แต่ผมได้เปรียบเพราะคุณพ่อเล่นพระ มีพระแท้เยอะ เพราะคุณพ่อทำงานป่าไม้ สมัยก่อนการขุดกรุพระต้องขออนุญาตป่าไม้ เพราะสมัยก่อนวัดเก่าอยู่ในเขตป่า จึงได้รู้เรื่องพระกรุ ส่วนการสังเกตพระแท้ อะไรก็สู้ได้เห็นของจริงเป็นดีที่สุด ได้มีคนอธิบายอย่างถูกต้อง จะเป็นรวดเร็ว ดังนั้น การดูพระต้องมีผู้คอยชี้แนะ ว่าของแท้ต้องดูตรงไหน ดูมวลสารอย่างไร′&lt;br /&gt;สำหรับการอบรมครั้งนี้ ควรจับจุดสำคัญของพระสมเด็จวัดระฆังฯ หรือพระนางพญา ด้วยพระเครื่องดังกล่าว เป็นพระมีราคาสูง เป็นพระในฝันของคนเล่นพระทั่วไปที่ต้องการมีไว้ครอบครอง &lt;br /&gt;สำหรับสมเด็จวัดระฆังฯ จะมีพิมพ์นิยมทั้งหมด 4 พิมพ์ ประกอบด้วย พิมพ์ใหญ่ ทรงเจดีย์ เกศบัวตูม ฐานแซม &lt;br /&gt;ส่วนพระนางพญา พิมพ์ที่นิยมที่สุด คือ พิมพ์เข่าโค้ง รองลงมา พิมพ์เข่าตรง, พิมพ์อกนูนใหญ่, พิมพ์สังฆาฏิ, พิมพ์เทวดาหรือพิมพ์อกแฟบ และพิมพ์อกนูนเล็ก ยังไม่นับรวมพิมพ์พิเศษอีกด้วย&lt;br /&gt;สนใจเข้าร่วมอบรม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red;"&gt; โทร.0-2954-3977-84 ต่อ 2115, 2116, 2123, 2124 ชำระด้วยการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาย่อยประชานิเวศน์ เลขบัญชี 737-2-13905-0 บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;ค่าเข้าร่วมการอบรมท่านละ 2,500 บาท &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/1284995515728069310/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/07/5-2555.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/1284995515728069310'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/1284995515728069310'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/07/5-2555.html' title='อาจารย์ต้อย เมืองนนท์เปิดสอนพระเบญจภาคีวันอาทิตย์ที่ 5 ส.ค.2555'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-88TBHumW4TA/UAe2k3tLzSI/AAAAAAAANrg/jiBchDxPIis/s72-c/888.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-249406324879679741</id><published>2012-07-13T17:55:00.001-07:00</published><updated>2012-07-13T18:23:37.500-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เนื้อพระทางวิทยาศาตร์ผสมเนื้อเรซินให้เหมือนพระสมเด็จวัดระฆัง'/><title type='text'>เนื้อพระทางวิทยาศาตร์ผสมเนื้อเรซินให้เหมือนพระสมเด็จวัดระฆัง</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;การทำเนื้อพระทางวิทยาศาตร์เลียนเเบบผสมเนื้อเรซินให้เหมือนเนื้อพระสมเด็จวัดระฆัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-rmXjmC6Dhxk/UAC9rC-Lk0I/AAAAAAAANoY/8pfXOqsD3Mk/s1600/Copy+of+tt.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; cssfloat: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img $ca="true" border="0" height="320" src="http://2.bp.blogspot.com/-rmXjmC6Dhxk/UAC9rC-Lk0I/AAAAAAAANoY/8pfXOqsD3Mk/s320/Copy+of+tt.jpg" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-KvYNRvqRJMs/UAC9TigIbpI/AAAAAAAANoQ/8RjRk6WM1b4/s1600/Copy+of+hh.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img $ca="true" border="0" height="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-KvYNRvqRJMs/UAC9TigIbpI/AAAAAAAANoQ/8RjRk6WM1b4/s320/Copy+of+hh.jpg" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-DKUNFcYf9EQ/UAC_4VeoSOI/AAAAAAAANok/146aHwlyyE4/s1600/3.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img $ca="true" border="0" height="320" src="http://1.bp.blogspot.com/-DKUNFcYf9EQ/UAC_4VeoSOI/AAAAAAAANok/146aHwlyyE4/s320/3.bmp" width="236" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/--ENLsGpETeM/UAC_7UEh-0I/AAAAAAAANos/JFXSVZwIpYI/s1600/4.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img $ca="true" border="0" height="320" src="http://4.bp.blogspot.com/--ENLsGpETeM/UAC_7UEh-0I/AAAAAAAANos/JFXSVZwIpYI/s320/4.bmp" width="246" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ทำไหมผู้จัดได้เน้นการผสมเนื้อเรซินสาเหตุเพราะถ้าพวกมืออาชีพรู้จักผสมกับเนื้ออย่างอื่นให้ถูก รู้หลักการผสมเเล้วขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของพวกมืออาชีพ เนื้อพวกนี้สามารถตกเเต่งได้ง่ายให้เก่าเเละทำเลียนเเบบธรรมชาติได้ เเต่ขาดความธรรมชาติบนเนื้อหาซึ่งผู้ที่มีประสบการณ์ด้านนี้บ่อยๆจะเเยกเเยะออก ดูองค์ข้างบนครับซึ่งเนื้อหาเเบบนี้พบบ่อยๆเเถวๆประมูลพระกับเเผงพระสังเกตุง่ายๆครับเอาหลักการธรรมชาติมาพิจารณาเนื้อพระเรียบเนียนตึงกับพระบางองค์มันวาวตลอดไม่มีความยุบย่น มวลสารในเนื้อพระไม่มีการย่อยสะลาย เนื้อพระไม่มีการย่อยสะลายทั้งด้านหน้าเเละด้านหลัง การตัดขอบข้างด้านหลังจะทำให้เหมือนเเต่ก็ยังทำไม่ได้ผิดสังเกตุเยอะๆมากเเละรอยปาดจงใจทำให้เกิดร่องรอยผิดสังเกตุมากนั่นคือการจงใจทำให้เกิดร่องอย่างน่าเกลียด เส้นซุ้มเเละตัวองค์พระจะทำให้เกิดการยุบย่นเเต่ก็ทำไม่ได้จึงทำให้ผิดพิมพ์ไปลองเทียบกับเนื้อพระที่มาตรฐานดูครับว่าเเตกต่างกันอย่างไรบ้าง อย่าสับสนกับเนื้อหามาตรฐานที่วงการยอมรับน่ะครับ &lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;องค์นี้พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์เกศบัวตูมกับพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์เจดีย์ของวงการมาตรฐานการย่อยสะลายของมวลสารเเละเนื้อพระกับพระที่ผสมเนื้อเรซินเเตกต่างกันมาก &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-7cuSrOB11L4/UADBpjHB_JI/AAAAAAAANo0/CNQfXgEcYSE/s1600/Copy+of+spd_20120101160041_b%5B1%5D.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img $ca="true" border="0" height="320" src="http://1.bp.blogspot.com/-7cuSrOB11L4/UADBpjHB_JI/AAAAAAAANo0/CNQfXgEcYSE/s320/Copy+of+spd_20120101160041_b%5B1%5D.jpg" width="232" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-Xa9BQZF47Qs/UADBrE48XzI/AAAAAAAANo8/0P_BtJe4q5g/s1600/spd_20120101160041_b%5B1%5D.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; cssfloat: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img $ca="true" border="0" height="320" src="http://2.bp.blogspot.com/-Xa9BQZF47Qs/UADBrE48XzI/AAAAAAAANo8/0P_BtJe4q5g/s320/spd_20120101160041_b%5B1%5D.jpg" width="200" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-LzbohOY5SbU/UADC-etaDGI/AAAAAAAANpE/86ko8Hw3jcE/s1600/01.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img $ca="true" border="0" height="320" src="http://2.bp.blogspot.com/-LzbohOY5SbU/UADC-etaDGI/AAAAAAAANpE/86ko8Hw3jcE/s320/01.jpg" width="204" /&gt;&lt;/a&gt;พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์เจดีย์&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-Wzpf-s4rld4/UADIDZkiHkI/AAAAAAAANpU/sm3TD5ypDyM/s1600/1.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img $ca="true" border="0" height="206" src="http://1.bp.blogspot.com/-Wzpf-s4rld4/UADIDZkiHkI/AAAAAAAANpU/sm3TD5ypDyM/s320/1.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;ลองเปรียบเนื้อหาพระสมเด็จวัดระฆังกับเนื้อหาองค์นี้ของหลวงปู่ปั้น วัดสะพานสูง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-dMQdmeVm0jo/UADIFkZnJFI/AAAAAAAANpc/2tUUwW04lNE/s1600/2.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img $ca="true" border="0" height="226" src="http://3.bp.blogspot.com/-dMQdmeVm0jo/UADIFkZnJFI/AAAAAAAANpc/2tUUwW04lNE/s320/2.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;ลองเปรียบเนื้อหาพระสมเด็จวัดระฆังกับเนื้อหาเเบบนี้เนื้อหาหลวงปู่ภู&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-lh7z4uz76EA/UADIHLI_5iI/AAAAAAAANpk/7BhS1M9EFHg/s1600/3.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img $ca="true" border="0" height="320" src="http://2.bp.blogspot.com/-lh7z4uz76EA/UADIHLI_5iI/AAAAAAAANpk/7BhS1M9EFHg/s320/3.jpg" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;ลองเปรียบเนื้อหาพระสมเด็จวัดระฆังกับเนื้อหาเเบบนี้พระครูสังฆ์&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-9A5Slcv_Y_w/UADIIs-aN1I/AAAAAAAANps/eC6h0XDwdKg/s1600/4.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img $ca="true" border="0" height="320" src="http://3.bp.blogspot.com/-9A5Slcv_Y_w/UADIIs-aN1I/AAAAAAAANps/eC6h0XDwdKg/s320/4.jpg" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/249406324879679741/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/07/blog-post_13.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/249406324879679741'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/249406324879679741'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/07/blog-post_13.html' title='เนื้อพระทางวิทยาศาตร์ผสมเนื้อเรซินให้เหมือนพระสมเด็จวัดระฆัง'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-rmXjmC6Dhxk/UAC9rC-Lk0I/AAAAAAAANoY/8pfXOqsD3Mk/s72-c/Copy+of+tt.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-7732868796105374731</id><published>2012-07-12T00:04:00.000-07:00</published><updated>2012-07-12T04:12:59.368-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประวัติเทวรูป พระพุทธรูปสมัยต่างๆ นิกายมนตรายาน ศิลปะสมัยลพบุรี'/><title type='text'>ประวัติเทวรูป พระพุทธรูปสมัยต่างๆ นิกายมนตรายาน ศิลปะสมัยลพบุรี</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;ประวัติเทวรูป พระพุทธรูปสมัยต่างๆเเละพุทธรูป นิกายมนตรายาน ศิลปะสมัยลพบุรี&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;องค์นี้พระบูชาสมัยลพบุรี นั่งหน้าตัก4นิ้ว สนิมเขียว&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-Fy5XOirvpHc/T_5tjmNgZ2I/AAAAAAAANmc/2ZzfbRJ6C60/s1600/%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B5.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img $ca="true" border="0" height="320" src="http://1.bp.blogspot.com/-Fy5XOirvpHc/T_5tjmNgZ2I/AAAAAAAANmc/2ZzfbRJ6C60/s320/%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B5.jpg" width="217" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-KW1MTwdYwbo/T_5tk8KrquI/AAAAAAAANmk/OnEU_KMZFn0/s1600/%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%99.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img $ca="true" border="0" height="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-KW1MTwdYwbo/T_5tk8KrquI/AAAAAAAANmk/OnEU_KMZFn0/s320/%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%99.jpg" width="219" /&gt;&lt;/a&gt;นักคิดนักเขียนรุ่นเก่าท่านหนึ่งได้ค้นคว้าไว้เเล้ว่า โบราณวัตถุจำนวนหนึ่งที่ค้นพบจากเทวลัยขอมหรือบริเวณรอบพระปรางค์ขอม รวมทั้งตามเมืองเก่าบริเวณลุ่มเเม่น้ำท่าจีนเเละอื่นๆเเถบลุ่มเเม่น้ำเจ้าพระยาก็คือรูปเคารพ เเสดงอาการผสมคตินิยมความเชื่อระหว่างพราหมณ์กับพระพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน นิกายมนตรายาน ที่ถือกำเนิดขึ้นในประเทศอินเดียในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 10-12โดยประมาณซึ่งเผยเเพร่เข้าสู่สุวรรณภูมิประเทศ ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ต่อสู้กับศาสนาพราหมณ์ฮินดูขณะนั้น กำลังทำลายล้างศาสนาพุทธชนิดตาต่อตาฟันต่อฟัน โดยปรากฎหลักฐานในศิลาจารึกสดกก๊กธม เเละอื่นๆซึ่งมีข้อความทำให้สันนิษฐานว่าระหว่างรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่1 ที่ 2 นั้นได้ขี้นฝั่งที่เขมรขยายอำนาจเข้าครอบครองดินเเดนทางตอนใต้ของลุ่มเเม่น้ำโขงเเละรอบๆทะเลสาปเขมรโบราณเเทนที่อาณาจักร เจนละ ที่เคยเรืองอำนาจเหนือประเทศลาว ตั้งเเต่พุทธศตวรรษที่ 11-14 โดยมีพระเจ้าอิสาณวรมันเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ทรงอำนาจยิ่งใหญ่เเละมีกิตติศัพท์โดดเด่นเเละโด่งดังมาก เพราะเหตุว่าทรงขยายอาณาจักรออกไปอย่างกว้างขวาง เเล้วสถาปนาเป็นเมืองราชธานีเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักประวัติศาสตร์ว่า อิสาณปุระ ราชธานีดังกล่าวนี้ยังมีซากหลงเหลืออยู่ถึงปัจจุบันคือ กัมปงธม เเต่ศิลปะสมัยลพบุรี เเบบที่คนรุ่นเก่าเรียกกันมานั้น มิได้ขี้นฝั่งดินเดนขอมโบราณเท่านั้น ปรากฎหลักฐานทั้งเทวรูปหรือพระพุทธรูปรวมทั้งศาสนาสถานที่เหลือเเต่ซากสลักหักปรังไปเสียเเล้ว ท่วงทีทางศิลปะเเละเชิงช่างบ่งบอกชัดเจนว่าเเสดงศิลปะพุทธมหายานทีมีศูนย์กลางที่เมืองปาเล็มบังระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12 โดยเเผ่ขยายอำนาจขึ้นมาจนถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานีเเละนครศรีธรรมราชก่อนพ่ายเเพ้เเก่กองทัพพวกเเขกทมิฬจากอินเดียใต้ ได้มีการค้นพบจารึกวัดเสมาเมืองกล่าวถึงพระโพธิสัตว์เเละเทวรูปหรือพระพุทธรูป พุทธมหายานจำนวนไม่น้อยบริเวณเมืองเก่าเเก่สมัยโบราณระหว่างสองเมืองนี้เเละในข้อเขียนนี้มีภาพประกอบ พระวัชระศักดิ์ สมัยศรีวิชัย ไห้ท่านชมเเละศีกษาพิจารณาหนึ่งภาพเเต่ภาพประกอบส่วนใหญ่ เป็นเทวรูปหรือพระพุทธรูปเเบบพุทธมหายาน คือทรงเครื่องราชาภรณ์เทวราช ซึ่งก็คือเเบบพุทธาตาร ของพุทธมหายานอีกนิกายหนึ่งของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู บางครั้งในข้อเขียนนี้เเละข้อเขียนชิ้นอื่นๆผู้เขียนก็เคยใช้ทั้งคำว่าเทวรูปเเละพระพุทธรูป โดยเฉพาะของฝ่ายมหายาน ที่มีความเกี่ยวข้องกับกรุงละโว้หรือลพบุรี อันเชื่อกันในหมู่นักโบราณคดีว่าเคยเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาฝ่ายหินยานในสมัยทวารวดีเเล้วเเปรเปลียนมานับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งมีนิกายมหายาน อันอยู่ในลักษณะผสมระหว่างพระพุทธศาสนากับศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในเเง่คตินิยมความเชื่ออาณาจักรขอมโบราณที่เกี่ยวข้องกับกรุงละโว้ดังกล่าวนี้ก็คืออาณาจักรนครวัด ซึ่งได้รับศิลปะเเละวัฒนธรรมอันสืบเนื่องมาจากอาณาจักรฟูนัน ที่นักโบราณคดีหลายท่านเชื่อว่าก็คือเมืองโบราณที่ค้นพบเเล้ว ณ อำเภอเมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยเข้าใจกันเอาเองว่าเป็นเมืองราชธานี ศุนย์กลางของอาณาจักรฟูนัน ประชาชาวเมืองนครวัดนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีการสร้างศิวลึงค์ตั้งขึ้นบูชาเป็นหัวใจสำคัญของราชสำนัก อีกทั้งยังบูชากษัตริย์ดั่งสมมุติเทพหรือเทวราชา&amp;nbsp; ที่มหายานว่า อวตารลงมาเป็นพระพุทธเจ้าเรียกว่า พุทธาวตาร พระมหากษัตริย์ทีสำคัญของอาณาจักรนครวัดดังกล่าวนี้มีหลายพระองค์ เเต่ที่เป็นที่รู้จักกันดีนั้นได้เเก่ พระเจ้าชัยวรมันที่ 1 เเละที่ 2 พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1-2 รวมทั้งพระเจ้าชัยวรมันที่ 7เป็นต้น ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 จากการค้นคว้าของนักวิชาการหลายรุ่น พบว่าเป็นสมัยที่งานสถาปัตยกรรมรุ่งโรจน์ทีสุด หรือถือว่าเจริญถึงขั้นสุดยอด เนื่องจากพระองค์ทรงสร้างเทวสถานสำคัญหลายเเห่ง คุณผู้อ่านก็รู้จักเเล้วเป็นส่วนใหญ่นั่นคือ นครวัด นครธม เเละบันทายศรี ได้ทรงทำพิธีประกาศอิสรภาพเเบบฮินดู ทรงให้พราหมณ์ประกอบพิธีเทวราชเป็นครั้งเเรก ได้เเก่ อินทปุระ หริหราลัยเเละเมืองบนเขาพนมกุเลน เป็นต้น ศิลปะวัฒนธรรมขอมดังกล่าว ปรากฎในรูปของงานสถาปัตยกรรมประติมากรรม เทวรูปหรือพระพุทธรูปในภาพประกอบส่วนใหญ่ของบทความนี้ เป็นการสร้างอุทิศหรือสืบเนื่องพระศาสนา โดยเฉพาะในประเทศกัมพูชา ปัจจุบันก็มีปรากฎ ได้เเก่ ปราสาทหิน ประติมากรรมเทวรูป เเละยังปรากฎในประเทศไทยในฐานะเป็นเมืองขึ้นขอมมาก่อน บางท่านว่าเขมรหรือขอมโบราณเป็นบรรพบุรุษของคนไทย เเต่งานพุทธศิลป์ที่เเสดงเป็นภาพประกอบในบทความหรือข้อเขียนนี้ส่วนใหญ่เป็นงานศิลปะสมัยลพบุรี ซึ่งคงจะต้องเเปลว่าศิลปะขอมสมัยลพบุรี หมายความว่ามิได้เเปลว่า เป็นศิลปะขอมบายน ขอมนครวัด-นครธมหรือขอมปาปวน อย่างใดอย่างหนึ่งน่าจะหมายถึงศิลปะขอมโดยรวม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เเละที่เกี่ยวกับที่เรียกว่าศิลปะสมัยลพบุรีนี้เชื่อกันว่าได้มีการสร้างขึ้นในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 16-19คือตั้งเเต่สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ซึ่งเป็นกษัตริย์ผู้มีอำนาจขยายอาณาเขตเข้ามาถึงลุ่มเเม่น้ำเจ้าพระยาเเละเเผ่ลงไปถึงอาณาจักรตามพรลิงค์ทางเหนือไปถึงหลวงพระบางส่วนพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ก็เช่นกัน ได้เเผ่ขยายอิทธิพลไปทางฝั่งตะวันตกยึดครองละโว้เเละทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือได้ยึดเมืองหริภุญไชยด้วย นอกจากนั้นยังได้ปฎิรูปพระศาสนาโดยเปลี่ยนจากการนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดูนิกาย ไศวนิกาย ที่นับถือพระศิวะหรือพระปรเมศวรเจ้า เป็นพระเจ้าสูงสุดมาเป็น ไวษณพนิกาย ซึ่งนับถือพระวิษณุกรรมหรือพระนารายณ์เป็นพระผู้เป็นเจ้าสูงสุดเเทนสามารถสู้รบชนะอาณาจักรจามปาของพวกเเขมจามเเละส่งทูตไปเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับประเทศจีน สำหรับขอมในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระองค์ก็ทรงขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวางรับเอาศาสนาพุทธ ลัทธิหินยานมาจากมอญทรงสร้างนครธมเเละถนนหลายสายจากนครธมไปยังเมืองต่างๆอันเป็นเมืองบริวารคือเมืองจามปา เมืองเเถบลุ่มเเม่น้ำเจ้าพระยา เมืองทางใต้เเละทางเหนือนครธม เป็นต้น ดังกล่าวเเล้วว่าพระพุทธศาสนาลัทธิมหายานนิกายมนตรายาน ซึ่งเเท้จริงก็คือนิกายหนึ่งของพราหมณ์-ฮินดูเกิดขึ้นระหว่างพุทธศตวรรษที่10ทั้งนี้เพื่อต่อสู้กับศาสนาพราหมณ์-ฮินดูนั้นเอง เเละขอมรับเอามาจากอินเดียผ่านทางกษัตริย์อาณาจักรศรีวิชัยอย่างเต็มภาคภูมิ เเละเมื่อมีอำนาจครอบครองดินเเดนต่างๆลุ่มเเม่น้ำเจ้าพระยาเเล้ว นอกจากจะเเพร่ลัทธิมหายานยังได้สร้างเทวรูปหรือพระพุทธรูปให้เป็นรูปเคารพเเก่ ประชาชนในเมืองราชธานีเเละเมืองบริวารของตนอีกด้วยโดยเฉพาะนิกายมนตรายาน นักคิดนักเขียนรุ่นอาวุโสได้ค้นเอาไว้เเล้วว่า นิกายมนตรายาน นั้นเป็นเสมือนกิ่งไม้อีกกิ่งหนึ่งที่เเตกก้านกอสาขา มาจากลัทธิมหายาน นิกายตันตระหรือวัชรยาน กล่าวกันมาว่านิกายมนตรายานเเตกต่างเเละเเหวกเเนวออกไปจากหลักของลัทธิมหายานนิกายวัชรยาน ถ้าใครหาคัมภีร์มหายานของเนปาล ธิเบตเเละจีน ซึ่งยังคงมีนับถือกันอยู่ ก็จะเข้าใจในหลักนิกายมนตรายานมากยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันหลักคตินิยมความเชื่อถือเเบบนี้ เเทบจะหาร่อยรอยไม่ได้นับตั้งเเต่การล่มสลายของอาณาจักรขอมโบราณใปปลายรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่7 ซึ่งได้มีการรบพุ่งกับอยู่ กลายเป็นสงครามกลางเมืองนอกจากนั้นก็ได้มีการกะเกณฑ์ไพร่ฟ้าประชาชนไปสร้างพระราชวังใหญ่โตไม่หยุดหย่อน ต่อมาถูกชาติไทยซึ่งเป็นชนชาติที่ใหญ่กว่ากับญวนรุกรานเอาจนสูญเสียอาณาจักร หลักคตินิยมความเชื่อของนิกายมนตรายาน ก็พลอยสาปสูญไปเเล้วก็ว่าได้เพราะหลงเหลือเเต่เพียงร่องรอยเเฝงเร้นอยู่ในงานสถาปัตยกรรมหรือศาสนสถานต่างๆในพระพุทธรูป พระพิมพ์พระเครื่องเทวรูปทั้งขนาดใหญ่เป็นองค์ประธานในเทวาลัยหรือพระปรางค์ขนาดบูชาเเละขนาดเล็ก ภาพเเกะสลักนูนต่ำเเละสูงที่สลักบนขอบกรอบประตู พระปรางค์ต่างๆอาทิ ภาพหินสลักที่กรอบประตูด้านทิศตะวันออกของปราสาทหินพิมายเป็นต้น นอกจากนี้ในงานประติมากรรมเนื่องในพระศาสนาเเบบลอยตัวได้เเก่ พระนาคปรก พระอวโลกิเตศวร เเละพระพุทธรูปทรงเครื่องหลายๆพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นพระเเผงเเบบปางมหาปาฎิหาริย์ พระนารายณ์ทรงปืน พระตรีกาย ประกอบกับศิลาจารึกปราสาทพระขรร่ค์ จารึกที่เขาป้อมนาง จังหวัดมงคลบุรี เเละอื่นๆล้วนเเต่มีร่องรอยเเฝงเร้นด้วยหลักปรัชญาของนิกายมนตรายานให้เราได้ศึกษาพิจารณาสืบสาวคตินิยมความเชื่อโบราณเหล่านี้ เเต่ที่จะไปหาคัมภีร์มนตรายานโดยตรงนั้น คงลำบาก เข้าใจว่า&amp;nbsp; หลายร้อยปีที่ผ่านมาหลังล่มสลายของกรุงละโว้ คัมภีร์เหล่านี้คงสาปสูญไปเเล้วชั่วนิรันดร์ เเต่ในทัศนะผู้เขียน เข้าใจความหมายของชื่อนิกายมนตรายานว่าหมายถึง พาหะ ที่จะนำผู้ที่นับถือลัทธิมหายาน นิกายมนตรายานขึ้นสวรรค์ ด้วยการสวดมนต์ หรือท่อ่งบ่นคาถา เท่าที่ค้นได้คำว่า คาถาหมายถึง คำอ้อนวอน คำสรรรเสริญ พระผู้เป็นเจ้า ก็เเบบคตินิยมความเชื่ออย่างพราหมณ์ยุคต้นนั้นเเหละ ไม่เช่นั้นคงไม่ตั้งชื่อนิกายว่า มนตรายาน เเต่จริงๆเเล้ว จะเป็นอย่างที่ผู้เขียนเข้าใจหรือเปล่า เพราะว่าพุทธมหายาน นิกายมนตรายานบังเกิดขึ้นได้มาเพื่อรณรงค์ต่อสู้กับศาสนาพราหมณ์ซึ่งเสื่อมลง ที่นำเมาหลักปรัชญาของพระพุทธศาสนาเเละหลักของลัทธิคตินิยมความเชื่ออื่นๆอันเป็นที่นับถือกันในหมู่ชาวอินเดียเข้าผสมผสานกับหลักปรัชญาดั้งเดิมของพราหมณ์เข้าวิวิฒน์เป็น พราหมณ์-ฮินดู ดังนั้นได้มีการสร้างเทพเเละมหาเทพของฮินดูให้ดูดุดัน ฝ่ายสาวกนิกายมนตรายานจึงได้สร้างพระพุทธรูปที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะเรียกว่าเทวรูปให้ดูดุดันกว่าเเบบวิธีที่เรียกว่าหนามอกเอาหนามบ่งคือก็ยังมีกฤษดาภินิหาร&amp;nbsp; สูงกว่า เท่าที่เคยเห็นองค์หนึ่งพระพุทธมหายานใช้พระบาทเหยียบลงทั้งพระศิวะเเละพระอุมาของฮินดู โดยถือว่าเทพเจ้าของฮินดูมีความหมายเป็นฝ่ายอวิชาในพระพุทธศาสนาเท่านั้น เเละยังได้สร้างพระอาทิพุทธะเเสดงปางนาคปรก เป็นพระเจ้าสูงสุดมีพระอวโลกิเตศวรซึ่งเท่ากับเป็นปางหนึ่งของพระศิวะเป็นผู้ปกป้องมวลมนุษยชาติกับนางปรัชญา ปารมิตา เทวีเป็นเสมือนเทพสตรีเช่นเดียวกันกับศาสนาพราหมณ์ซึ่งมีเทพสตรีเป็นใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งคือนางอุมาเทวี ก่อนจะสรุปขอให้ผู้อ่านศึกษาพิจารณากำเนิดพระผู้เป็นเจ้าเเละเทพ มหาเทพต่างๆของศาสนาพราหมณ์เล็กน้อยจากคัมภีร์พราหมณ์ดังนี้ เมื่อเพลิงบัลลัยกัลป์สังหารโลกสิ้นเเล้ว ก็เป็นอากาศว่างเปล่าอยู่ ครั้งนั้นพระธรรมพระเวทย์ทั้งหลายก็มาประชุมกันเข้า ก็บังเกิดขึ้นซึ่งพระผู้เป็นเจ้า องค์หนึ่ง อันทรงพระนามว่าพระปรเมศวรเจ้า จึ่งเอาพระหัตถ์ลูบพระอุระเข้าเเล้วก็สะบัดออกไป เบื้องพระพักตร์ก็บัเกิดพระเป็นเจ้าขึ้นอีกพระองค์หนึ่ง พระนามว่าอุมาภควดีจึงปรึกษาพระอุมาภควดีว่า เราจะสร้างฉกามาพจรสวรรค์เเละเขาพระสุเมรุราชพระอุมาภควดี จึงกราบทูลว่า เเต่พระองค์กับข้าพเจ้านี้จะสร้างเเผ่นดินเห็นจะขัดสนนักขอพระองค์จงให้บังเกิดพระเป็นเจ้าเกิดขึ้นอีกก็จะได้ ฝ่ายพระอิศวรหรือพระปรเมศวรเจ้า เห็นชอบด้วยเเล้วจึงเอาพระหัตถ์ซ้ายลูบพระหัตถ์ขวา จึงบังเกิดพระนารายณ์เป็นเจ้าเเละพระเป็นเจ้าเอาพระหัตถ์ขวามาลูบพระหัตถฺซ้ายก็บังเกิดพระพรหมธาดาเป็นเจ้า เเละจากหนังสือนารายณ์ 10ปางของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 มีสาระน่าสนใจว่า พระปรเมศวรเจ้าทรงสำรอกมังสะในพระอุระออก บันดาลให้เป็นเเผ่นดิน เอาพระจุฑามณีปักลงบนเเผ่นดินสร้างเป็นเขาพระสุเมรุ เเล้วจึ่งสร้างเทวดาทั้งหลายเเล้วเอาพระสังวาลสร้างเป็นอนันตนาคราช พระอิศวรทรงสร้างโลกทั้งสามจนสำเร็จ เเล้วจึ่งมีเทวโองการให้พระเป็นเจ้าเเละเทวดาสร้างพาหนะต่างๆเเละพระพรหมธาดาเป็นผู้สอนพระเวทย์พระนารายณ์สอนศิลปศาสตร์ให้เเก่กษัตริย์เเละในที่อยู่จึงเเบ่งที่อยู่กัน คือพระอิศวรทรงสร้างเขาไกรลาส ขึ้นเป็นที่ประทับอยู่เองให้พระนารายณ์ไปเกษียรสมุทรเเละให้พระพรหมธาดาไปอยู่เป็นใหญ่ในพรหรมโลก ยอเอาพระศิวะเป็นพระอิศวร เพราะว่ารากฐานของพุทธมหายานหคือหลักปรัชญาของพราหมณ์คุณผู้อ่านจึงควรเข้าใจปรัชญาเเบบพราหมณ์โดยรวมดังกล่าวไว้ ว่านิกายมนตรายานหรือพุทธมหายานนิกายไหนก็ตามจะเเหวกเเนวอย่างไรก็คือ นิกายหนึ่งของพราหมณ์ไม่ไช่หืนยานที่เรานับถือ เเต่เราก็นับถือพระพุทธเจ้าซึ่งเคยอยู่ในศาสนาพราหมณ์มาก่อน ไม่ว่าพระพุทธเจ้าหรือพระมานุษีพุทธะจะปรากฎที่ไหน เราก็นับถือ ถ้าพบพระองค์หนอยู่ในรูปเเบบใดๆก็ตาม ย่อมไม่มีใครทำลายความศรัทธาของเราได้&lt;br /&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;พระพุทธรูปศิลปะบายน&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;พันธุ์แท้พระเครื่อง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;ราม วัชรประดิษฐ์&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-Cr51UPIPS70/T_5sNaI6TSI/AAAAAAAANmU/Rfu13HuifDc/s1600/ooo.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img $ca="true" border="0" height="240" src="http://3.bp.blogspot.com/-Cr51UPIPS70/T_5sNaI6TSI/AAAAAAAANmU/Rfu13HuifDc/s320/ooo.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;"พระพุทธรูปศิลปะบายน" เป็นพระพุทธรูปในสมัยลพบุรี ที่มีอายุใกล้เคียงกับพระพุทธรูปศิลปะอู่ทอง แต่มีพุทธศิลปะที่ผิดแผกแตกต่างกันออกไป ถือได้ว่าอยู่ในระยะความรุ่งเรืองสูงสุดของสมัยเมืองพระนคร มีอายุในราวพ.ศ.1780 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนการปรากฏของ "อาณาจักรสุโขทัย" ในบริบททางประวัติศาสตร์ไม่นานนัก โดยกษัตริย์พระนามว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงเป็นผู้ผลักดันให้เกิดศิลปะเฉพาะที่มีพัฒนาการสืบเนื่องมาจากศิลปะแบบบาปวนและศิลปะแบบนครวัด ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในหมู่นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีว่า "ศิลปะแบบ บายน" ขึ้น &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระองค์ทรงยึดเอาศูนย์กลางแห่งลักษณะเฉพาะดังกล่าวจากพุทธสถานที่สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระองค์คือ "ปราสาทบายน" มาเป็นชื่อเรียกรูปแบบศิลปะ นับเป็นการแสดงออกถึงพัฒนาการอย่างต่อเนื่องของพุทธศาสนาลัทธิมหายานจากบาปวน ในปีพ.ศ.1560-1630 และนครวัด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปีพ.ศ. 1650-1715 ฟิลิปป์ สแตร์น (Phillipe Starne) นักประวัติศาสตร์ศิลป์กล่าวไว้ว่า "เราอาจรู้จักศิลปะขอมแบบบายนได้ จากอาการแสดงความรู้สึกที่เร้นลับและใบหน้าที่อมยิ้ม" ซึ่งหมายถึงการใส่ความรู้สึกลงในประติมากรรม อันเป็นลักษณะเฉพาะที่สำคัญของศิลปะแบบบายน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พุทธรูปศิลปะบายนเข้าไปมีอิทธิพลในงานประติมากรรมของพระพุทธรูปสมัยลพบุรีอย่างสูง มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 17-18 (พ.ศ.1600 ถึง พ.ศ.1700) พระพุทธรูปสมัยนี้ได้รับอิทธิพลทั้งฝ่ายลัทธิหินยานและลัทธิมหายาน ซึ่งพวกขอมนำเข้ามาจากประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะศิลปะแบบนครวัดและบายน มีการนับถือพระพุทธศาสนาลัทธิหินยานและลัทธิมหายาน รวมทั้งศาสนาพราหมณ์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เรียกพระพุทธรูปแบบนี้ว่า "สมัยลพบุรี" นั้น ก็เพราะเมื่อพวกขอมเข้ามามีอำนาจในแหลมอินโดจีน และตั้งราชธานีอยู่ที่เขมร มีเมืองพระนครเป็นพระนครหลวง แล้วแผ่อำนาจเข้ามาถึงลุ่มเจ้าพระยา ตั้งเมืองของอุปราชแห่งหนึ่งอยู่ที่ "เมืองละโว้หรือลพบุรี" และตั้งเมืองหน้าด่านปกครองดินแดนแถบนอกอีกหลายเมือง ทางเหนือสุดมีเมืองศรีสัชนาลัยและสุโขทัย ทางใต้สุดมีเมืองเพชรบุรี ด้วยเหตุที่พบพระพุทธรูปฝีมือช่างขอมเป็นจำนวนมากในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักโบราณคดีจึงกำหนดพระพุทธรูปสกุลช่างแบบนี้ว่า "สมัยลพบุรี" ตามนามเมืองอุปราชของขอม ซึ่งจะมีพุทธลักษณะเฉพาะเพื่อการพิจารณา ดังนี้&lt;br /&gt;พระเกตุมาลา มีหลายลักษณะ อาทิ เป็นต่อมแบบก้นหอย แบบฝาชีครอบ แบบมงกุฎเทวรูป หรือเป็นแบบดอกบัวแลเห็นกลีบรวมๆ เป็นต้น เครื่องสิราภรณ์ (เครื่องสวมพระเศียร) เป็นแบบกะบังหน้า มีไรพระศกเสมอและเป็นเส้นใหญ่กว่าสมัยศรีวิชัย และแบบทรงเทริด หรือเรียกเป็นสามัญว่าแบบขนนก เส้นพระศกมีลักษณะเหมือนเส้นผมมนุษย์ เรียกเป็นสามัญว่าแบบผมหวี หรือเป็นขมวดละเอียดบ้าง หยาบบ้าง พระพักตร์กว้าง พระโอษฐ์แบะ พระหนุป้าน องค์พระที่ประทับยืน นุ่งห่มแบบห่มคลุม ส่วนองค์พระที่ประทับนั่ง จะนุ่งห่มแบบห่มคลุมและห่มดอง ชายสังฆาฏิยาวลงไปจรดพระนาภี ขอบอันตรวาสก (สบง) ข้างบนจะเผยออกเป็นเส้น ส่วนใหญ่พระกรรณจะยาวย้อยลงมาจนจรดพระอังสะ พระทรงเครื่องมีฉลองพระศก กำไลแขน และประคด บัวรองฐาน มีทั้งแบบบัวหงายบัวคว่ำ แบบบัวหงายอย่างเดียว และแบบบัวคว่ำอย่างเดียว&lt;br /&gt;ในช่วงสมัยเมืองพระนคร "พระพุทธรูปปางนาคปรก" จะได้รับความนิยมอย่างสูง ตั้งแต่ช่วงศิลปะแบบคลัง แบบบาปวน แบบนครวัด มาจนถึงแบบบายน โดยเฉพาะในช่วงศิลปะแบบบาปวนและนครวัดนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องนาคปรก ดังที่ปรากฏเป็นภาพสลักบนทับหลังปรางค์องค์กลางที่ปราสาทหินพิมาย และพระพุทธรูป นาคปรกสัมฤทธิ์ที่ขุดค้นพบในดินแดนแถบนี้จะเป็น "ศิลปะแบบนครวัด" ในขณะที่พระ พุทธรูปนาคปรก วัดพระศรีรัตนมหา ธาตุ ลพบุรี ได้รับอิทธิพลมาจาก "ศิลปะแบบบาปวน"&lt;br /&gt;"พระพุทธรูปปางนาคปรก ศิลปะบายน" มีทั้งหล่อด้วยสัมฤทธิ์และทำจากหินทราย ค้นพบขนาดต่างๆ กันไป ในปีพ.ศ.2476 มีการขุดค้นพบ พระพุทธรูปนาคปรกขนาดใหญ่ในปราสาทหลังกลางที่ "ปราสาทบายน" นอกจากนี้ พุทธศิลปะองค์พระที่หล่อด้วยสัมฤทธิ์ก็มีขนาดต่างๆ กันตั้งแต่เล็กมากจนถึงขนาดใหญ่ แต่จะมีพุทธศิลปะแบบเดียว กันคือ พระเนตรใหญ่กลม ลืมพระเนตร ลำพระองค์เปลือยเปล่า มีลักษณะยิ้มบนพระพักตร์ อันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะยุคนี้ และจัดเป็นประติมากรรมลอยตัวที่ยังคงได้รับความนิยมสูงสุดต่อเนื่องจากยุคก่อน&lt;br /&gt;แต่ "ศิลปะแบบบายน" จะมีทั้งเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องและไม่ทรงเครื่อง เครื่องสิราภรณ์ประกอบด้วยกะบังหน้า มงกุฎรูปกรวยสูงสวมอยู่เหนือพระเกศาถัก กรองพระศอมีอุบะเล็กๆ ประดับโดยรอบ บางองค์มีพาหุรัด ทองกร (กำไลข้อมือ) ทองพระบาท (กำไลเท้า) และกุณฑล (ตุ้มหู) ประดับอยู่ด้วย&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;งานศิลปะที่แสดงออกโดยกรรมวิธี การปั้น การแกะสลัก การหล่อ &lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;หรือการประกอบเข้าเป็นรูปทรง 3 มิติ ซึ่งมีแบบอย่างเป็นของไทยโดยเฉพาะ วัสดุที่ใช้ในการสร้างมักจะเป็น ดิน ปูน หิน อิฐ โลหะ ไม้ งาช้าง เขาสัตว์ กระดูก ฯลฯ ผลงานประติมากรรมไทย มีทั้งแบบ นูนต่ำ นูนสูง และลอยตัว งานประติมากรรมนูนต่ำ และนูนสูงมักทำ เป็นลวดลายประกอบกับสถาปัตยกรรม เช่นลวดลายปูนปั้น ลวดลายแกะ สลักประดับตามอาคารบ้านเรือนโบสถ์ วิหาร พระราชวัง ฯลฯ นอกจาก นี้ยังอาจเป็นลวดลายตกแต่งงานประติมากรรมแบบลอยตัวด้วย สำหรับ งานประติมากรรมแบบลอยตัว มักทำเป็นพระพุทธรูป เทวรูป รูปเคารพ ต่าง ๆ ตุ๊กตา ภาชนะดินเผา ตลอดจนถึงเครื่องใช้ต่าง ๆ ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตามสกุลช่างของแต่ละท้องถิ่น หรือแตกต่างกันไป ตามคตินิยมในแต่ละยุคสมัย โดยทั่วไปแล้วเรามักศึกษาลักษณะของสกุล ช่างที่เป็นรูปแบบของศิลปะสมัยต่าง ๆ ในประเทศไทยจากลักษณะของ พระพุทธรูป เนื่องจาก เป็นงานที่มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จัดสร้างอย่างปราณีตบรรจง ผู้สร้างมักเป็นช่างฝีมือที่เชี่ยวชาญที่สุดใน ท้องถิ่นหรือยุคสมัยนั้น และเป็นประติมากรรมที่มีวิธีการจัดสร้างอย่าง ศักดิ์สิทธิ์เปี่ยมศรัทธา ลักษณะของประติมากรรมของไทยในสมัยต่าง ๆ สามารถลำดับได้ดังนี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: x-small;"&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;ศิลปะสุโขทัย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พุทธศตวรรษที่ 17 - 20&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-6Q6USihtPJU/T_5yzAhz6fI/AAAAAAAANnQ/LxsXwYcuSk4/s1600/15.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img $ca="true" border="0" height="320" src="http://2.bp.blogspot.com/-6Q6USihtPJU/T_5yzAhz6fI/AAAAAAAANnQ/LxsXwYcuSk4/s320/15.jpg" width="259" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: large;"&gt;อาณาจักรสุโขทัย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; นับเป็นอาณาจักรแรกของคนไทย ศิลปะสุโขทัยจึง นับเป็นสกุลศิลปะแบบแรกของชนชาติไทย ที่ผ่านการคิดค้น สร้างสรรค์ คลี่คลาย สังเคราะห์ในแผ่นดินที่เป็นปึกแผ่น มั่นคงจนได้รูปแบบที่งดงามพระพุทธรูปสุโขทัย ถือว่ามีความงามตามอุดมคติไทยอย่างแท้จริง ลักษณะ สำคัญของพระพุทธรูปสุโขทัย คือ พระวรกายโปร่ง เส้นรอบนอกโค้งงาม ได้จังหวะ พระพักตร์รูปไข่ยาวสมส่วน ยิ้มพองาม พระขนงโก่ง รับกับพระนาสิกที่งุ้มเล็กน้อย พระโอษฐ์แย้มอิ่ม ดูสำรวม มีเมตตา พระเกตุมาลารูปเปลวเพลิง พระสังฆาฏิยาวจรดพระนาภี พระศกแบบก้นหอย ไม่มีไร พระศก พระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยมีความงดงามมาก ที่มีชื่อเสียงมากได้แก่ พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห ์ พระศาสดา พระพุทธไตรรัตนายก และ พระพุทธรูปปางลีลา นอกจากพระพุทธรูปแล้ว ในสมัยสุโขทัยยังมีงานประติมากรรมที่มีชื่อเสียงอีกอย่างหนึ่งคือ เครื่องสังคโลก ซึ่งเป็นเครื่อง ปั้นดินเผาสมัยสุโขทัยที่มีลักษณะเฉพาะ มีชื่อเสียงไปทั่วโลก เครื่องปั้น ดินเผาสังคโลก เป็นเครื่องปั้นดินเผาเคลือบ สีเขียวไข่กา สีน้ำตาล สีใส &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขียนทับลายเขียนรูปต่าง ๆ มี ผิวเคลือบแตกราน สังคโลกเป็นสินค้าออก ที่สำคัญของอาณาจักรสุโขทัยที่ ส่งไปจำหน่ายนอกอาณาเขต จนถึงฟิลิปินส์ อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น&lt;br /&gt;ศูนย์กลางของอาณาจักรทวาราวดีของชนชาติมอญ ละว้า อยู่แถบ นครปฐม ราชบุรี อู่ทอง และกินพื้นที่ไปจนถึงภาคตะวันออก และภาค ตะวันออกเฉียงหนือ แถบ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี และขึ้นมาทางเหนือแถบ ลำพูน ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูปสมัยทวาราวดี คือ พระเกตุมาลา เป็นต่อมนูน และสั้น พระพักตร์แบนกว้าง พระหนุป้าน พระนาฏแคบพระนาสิกป้านใหญ่ พระโอษฐ์หนา พระหัตถ์และพระบาทใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: large;"&gt;ศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ 11 - 16&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-uW0OIJ2aSCA/T_5xH-rMeqI/AAAAAAAANnA/92H_wdOwclE/s1600/13.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img $ca="true" border="0" height="320" src="http://1.bp.blogspot.com/-uW0OIJ2aSCA/T_5xH-rMeqI/AAAAAAAANnA/92H_wdOwclE/s320/13.jpg" width="218" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: large;"&gt;ศูนย์กลางของอาณาจักรทวาราวดี&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;ของชนชาติมอญ ละว้า อยู่แถบ นครปฐม ราชบุรี อู่ทอง และกินพื้นที่ไปจนถึงภาคตะวันออก และภาค ตะวันออกเฉียงหนือ แถบ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี และขึ้นมาทางเหนือแถบ ลำพูน ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูปสมัยทวาราวดี คือ พระเกตุมาลา เป็นต่อมนูน และสั้น พระพักตร์แบนกว้าง พระหนุป้าน พระนาฏแคบพระนาสิกป้านใหญ่ พระโอษฐ์หนา พระหัตถ์และพระบาทใหญ่&lt;br /&gt;ศิลปะอู่ทอง พุทธศตวรรษที่ 17 - 20 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-ZisMO9luwFk/T_5w_B3mRlI/AAAAAAAANm4/Z1dxrrSq66c/s1600/12.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img $ca="true" border="0" height="320" src="http://2.bp.blogspot.com/-ZisMO9luwFk/T_5w_B3mRlI/AAAAAAAANm4/Z1dxrrSq66c/s320/12.jpg" width="261" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;อาณาจักรอู่ทอง&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; เป็นอาณาจักรเก่าแก่ก่อนอาณาจักรอยุธยา ซึ่งมีความสัมพันธ์กับอาณาจักรต่าง ๆ ได้แก่ ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี รวมทั้งสุโขทัย ดังนั้นรูปแบบศิลปะจึงได้รับอิทธิพลของสกุลช่างต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูปอู่ทอง คือ พระวรกายดูสง่า พระพักตร์ขรึม ดูเป็นรูปเหลี่ยม คิ้วต่อกันไม่โก่งอย่างสุโขทัยหรือเชียงแสน พระศกนิยมทำเป็นแบบหนามขนุน มีไรพระศก สังฆาฏิยาวจรดพระนาภี ปลายตัดตรง พระเกตุมาลาทำเป็นทรงแบบฝาชี รับอิทธิพลศิลปะลพบุรี แต่ยุคต่อมาเป็น แบบเปลวเพลิงตามแบบศิลปะสุโขทัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: large;"&gt;ศิลปะศรีวิชัย พุทธศตวรรษที่ 13 - 18 &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-ZaC1Sq3V0SU/T_5wxmu_XxI/AAAAAAAANmw/3Cu3NiJ8ZLw/s1600/11.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img $ca="true" border="0" height="320" src="http://1.bp.blogspot.com/-ZaC1Sq3V0SU/T_5wxmu_XxI/AAAAAAAANmw/3Cu3NiJ8ZLw/s320/11.jpg" width="131" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: large;"&gt;อาณาจักรศรีวิชัย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;อยู่ทางภาคใต้ มีศูนย์กลางอยู่ที่ชวาภาคกลางและมีอาณาเขตมาถึงทางภาคใต้ของไทย มีการขุดค้นพบโบราณวัตถุ สมัยศรีวิชัยอยุ่มากมายทั่วไป โดยเฉพาะที่เมืองชยา จ.สุราษฎร์ธานี นิยมสร้างรูปพระโพธิสัตว์มากกว่าพระพุทธรูป เนื่องจากสร้างตาม ลัทธิมหายาน พระพุทธรูปสมัยศรีวิชัยมีลักษณะสำคัญ คือ พระวรกาย อวบอ้วนได้ส่วนสัด พระโอษฐ์เล็กได้สัดส่วน พระพักตร์คล้ายพระ พุทธรูปเชียงแสน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: large;"&gt;ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ 16 - 18 &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-FE3gBHjA0IU/T_5zOH36cjI/AAAAAAAANnY/ItV6GFxgF4E/s1600/16.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img $ca="true" border="0" height="320" src="http://1.bp.blogspot.com/-FE3gBHjA0IU/T_5zOH36cjI/AAAAAAAANnY/ItV6GFxgF4E/s320/16.jpg" width="173" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: large;"&gt;ศิลปะลพบุรี&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;พบที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียง เหนือ ตลอดจนในประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นของชนชาติขอม แต่เดิมเป็นศิลปะขอม แต่เมื่อชนชาติไทยเข้ามาครอบดินแดนแถบนี้ และมีการผสมผสานศิลปะขอมกับศิลปะไทย จึงเรียกว่า ศิลปะลพบุรี ลักษณะที่สำคัญของพระพุทธรูปแบบลพบุรีคือ พระพักตร์สั้นออกเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีพระเนตรโปน พระโอษฐ์แบะกว้าง พระเกตุมาลาทำเป็นต่อมพูน บางองค์ เป็นแบบฝาชีครอบ พระนาสิกใหญ่ พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา พระกรรณยาวย้อยลงมาและมีกุณฑลประดับด้วยเสมอ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: large;"&gt;ศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ 19 - 24 &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-0Gtr4_gqvJk/T_51nkDmjPI/AAAAAAAANn4/z7ziMY0t-sQ/s1600/20.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img $ca="true" border="0" height="320" src="http://3.bp.blogspot.com/-0Gtr4_gqvJk/T_51nkDmjPI/AAAAAAAANn4/z7ziMY0t-sQ/s320/20.jpg" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;อาณาจักรอยุธยา&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ และมีอายุยาวนานถึง 417 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 1893 - 2310 ศิลปะอยุธยาที่เจริญรุ่งเรืองมีหลายแขนง ได้แก่ การประดับมุก การเขียนลายรดน้ำ ลวดลายปูนปั้น การแกะสลักไม้ และเครื่องปั้นดินเผาลายเบญจรงค์ ฯลฯ ศิลปะการสร้างพระพุทธรูปในสมัย อยุธยาไม่ค่อยรุ่งเรืองนัก ไม่มีลักษณะเฉพาะที่เด่นชัด ลักษณะทั่วไปจะเป็น การผสมผสานศิลปะแบบอื่น ๆ มีพระวรกายคล้ายกับพระพุทธรูปอู่ทองพระพักตร์ยาวแบบสุโขทัย พระเกตุมาลาเป็นหยักแหลมสูงรูปเปลวเพลิง พระขนงโก่งแบบสุโขทัย สังฆาฏิใหญ่ปลายตัดตรง หรือสองแฉกแต่ไม่ เป็นเขี้ยวตะขาบ แบบเชียงแสน หรือสุโขทัย ตอนหลังนิยมสร้างพระพุทธ รูปทรงเครื่องแบบกษัตราธิราช &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: large;"&gt;ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ 16 - 21 &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-m3kaOHSPa44/T_50XloDMLI/AAAAAAAANno/8Z48duZ4qtk/s1600/18.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img $ca="true" border="0" height="320" src="http://3.bp.blogspot.com/-m3kaOHSPa44/T_50XloDMLI/AAAAAAAANno/8Z48duZ4qtk/s320/18.jpg" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: large;"&gt;ศิลปะล้านนา หรือ ศิลปะเชียงแสน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; อยู่ทางตอนเหนือของประเทศไทยและมีลักษณะเก่าแก่มาก คาดว่ามีการสืบทอดต่อเนื่องของศิลปะทวาราวดี และลพบุรี ในดินแดนแถบนี้มาตั้งแต่สมัยหริภุญชัย ศูนย์กลางของศิลปะ ล้านนาเดิมอยู่ที่เชียงแสน เรียกว่าอาณาจักรโยนก ต่อมาเมื่อ พญามังราย ได้ย้ายมาสร้างเมืองเชียงใหม่ ศูนย์กลางของของอาณาจักรล้านนาก็อยู่ที่ เมืองเชียงใหม่สืบต่อมาอีกเป็นเวลานาน ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูป ศิลปะล้านนา ซึ่งมักเรียกว่า แบบเชียงแสน คือ พระวรกายอวบอูม พระ พักตร์อิ่ม ยิ้มสำรวม กระเกตุมาลาเป็นรูปต่อมกลม และดอกบัวตูม ไม่มีไร พระศกพระศกเป็นแบบก้นหอย พระขนงโก่งรับพระนาสิกงุ้มเล็กน้อยชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระถัน พระอุระนูนดังราชสีห์ ท่านั่งขัดมาธิเพชร&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ 25 - ปัจจุบัน&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-nvrnAC-vjaU/T_51R9d6oaI/AAAAAAAANnw/UpGQ2bTkg_A/s1600/19.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img $ca="true" border="0" src="http://2.bp.blogspot.com/-nvrnAC-vjaU/T_51R9d6oaI/AAAAAAAANnw/UpGQ2bTkg_A/s1600/19.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: large;"&gt;ศิลปะรัตนโกสินทร์ในตอนต้น&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; เป็นการสืบทอดมาจากสกุลางอยุธยา &lt;br /&gt;ไม่ว่าจะเป็น การเขียนลายรดน้ำ ลวดลายปูนปั้น การแกะสลักไม้ เครื่อง เงิน เครื่องทอง การสร้างพระพุทธรูป ล้วนแต่สืบทอดความงามและวิธีการ ของศิลปะอยุธยาทั้งสิ้น ต่อมา ในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการติดต่อกับชาวต่างชาติ มากขึ้นโดยเฉพาะชาติตะวันตก ทำให้ลักษณะศิลปะตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่ ประเทศไทย และมีอิทธิพลต่อศิลปะไทยในสมัยต่อมา หลังจากการเสด็จประ พาสยุโรปทั้ง 2 ครั้งของ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ได้มีการนำเอาแบบอย่าง ของศิลปะตะวันตกเข้ามาผสมผสานกับศิลปะไทย ทำให้ศิลปะไทยแบบ ประเพณี ซึ่งเป็นแบบดั้งเดิม มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปเป็นศิลปะไทย แบบร่วมสมัย ในที่สุด ลักษณะของพระพุทธรูปเน้นความเหมือนจริงมากขึ้น เช่น พระศรีศากยทศพลญาณ ฯ พระประธานพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เป็นพระพุทธรูปปางลีลาโดยการผสมผสานความงามแบบสุโขทัยเข้ากับความ เหมือนจริง เกิดเป็นศิลปะการสร้างพระพุทธรูปในสมัยรัตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศึกษาเพิ่มเติมการเรียนรู้การตรวจพิสูจน์โบราณวัตถุว่าเป็นของแท้หรือของทำเลียนแบบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://antiqiesbiz.blogspot.com/"&gt;http://antiqiesbiz.blogspot.com/&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/7732868796105374731/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/07/blog-post_12.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/7732868796105374731'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/7732868796105374731'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/07/blog-post_12.html' title='ประวัติเทวรูป พระพุทธรูปสมัยต่างๆ นิกายมนตรายาน ศิลปะสมัยลพบุรี'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-Fy5XOirvpHc/T_5tjmNgZ2I/AAAAAAAANmc/2ZzfbRJ6C60/s72-c/%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B5.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-588052522384592493</id><published>2012-07-07T19:03:00.000-07:00</published><updated>2012-07-07T19:18:34.895-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เหรียญหลวงปู่มั่นเนื้อทองเเดง ปี 2514 หลวงพ่อวัดสิงคาว'/><title type='text'>เหรียญหลวงปู่มั่นเนื้อทองเเดง ปี 2514 หลวงพ่อวัดสิงคาว</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;u&gt;เหรียญหลวงปู่มั่น เนื้อทองเเดง ปี 2514 ด้านหลังหลวงพ่อวัดสิงคาว&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;เรื่องเล่าเล็กๆน้อยๆจากประสบการณ์จริงของผู้จัดหวังว่าเป็นอุทาหรณ์บนท้องถนน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-OTyPdSsgoes/T_jpMZuBLeI/AAAAAAAANl4/2kTHYge_bDM/s1600/11.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-OTyPdSsgoes/T_jpMZuBLeI/AAAAAAAANl4/2kTHYge_bDM/s320/11.jpg" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-zUYJFmEc4ik/T_jpN_iq1GI/AAAAAAAANmA/943D0Tv9-EU/s1600/12.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-zUYJFmEc4ik/T_jpN_iq1GI/AAAAAAAANmA/943D0Tv9-EU/s320/12.jpg" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&amp;nbsp;เหรียญหลวงปู่มั่น เนื้อทองเเดง ปี 2514 ด้านหลังหลวงพ่อวัดสิงคาวของดีราคาถูกเเต่พุทธคุณมากมายสมเป็นเหรียญสายกรรมฐานครับ ไม่ค่อยเห็น น่าสะสมเเละนำมาบูชาครับองค์นี้มีประสบการณ์ครับตอนผู้จัดได้ขับรถจักรยานยนต์ไปธุระมาขับประมาณ 100 กม/ชม ที่บ้านค่ายเหตุเกิดที่เเถวไผ่ล้อมเวลาประมาณ 08:40 นาฬิกา คนอยู่ในเหตุการณ์เยอะมากตอนนั้น เกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์วิ่งอยู่ข้างหน้าอยุ่ดีๆก็หักรถจะข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่งผู้จัดวิ่งตามหลังมาประมาณ 10 เมตร วิ่งตัดหน้ากลางถนนใหญ่เต่ผู้จัดได้สติหักหลบไม่ให้ชนคันหน้าเป็นผู้หญิงด้วยถ้าผู้จัดชนรถคันดังกล่าวผู้หญิงคนนั้นคงได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัสบนถนนใหญ่เเน่ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ใส่หมวกันน๊อกด้วยถึงขั้นกระเด็นหัวเเละร่างกายคงรับบาดเจ็บเเน่รถผู้จัดล้มลงทันทีในระยะห่างเเค่&amp;nbsp;2 เมตรนึกว่าขาหักเสียเเล้ว ไม่ก็ต้องได้รับบาดเจ็บอย่างเเรงตามร่ายกายเสียงดังมากจากรถลากไปเกือบไกลข้างทางเเละดีไม่มีรถตามหลังมาโชคดีจริงๆไม่งั้นคงโดนรถคันหลังเหยียบเเน่ปกติสายนี้จะมีรถ 10ล้อวิ่งเยอะมากคนเเถวนั้นตะโกนว่าขาหักหรือเปล่าเป็นอะไรหรือเปล่า เพราะเขาเห็นรถผู้จัดลากเเละโดนรถจักรยานยนต์ของผู้จัดทับขาเเละลากไปอย่างไกลเมื่อผู้จัดได้สติก็ลุกขึ้นเเต่ไม่ไหวรู้สึกเจ็บช่วงล่างตัวไปหมดคนเเถวนั้นก็มาช่วยพยุงไปอยู่ข้างทางพร้อมกับผู้หญิงคนนั้นมาขอโทษใหญ่เเต่ผู้จัดบอกว่าสะเดาะเคราะห์ไปเเต่สักพักร่างกายผู้จัดก็บรรเทาลงเรื่อยเเละดูตามร่างกายก็ไม่เป็นอะไรมากมายบริเวณขาที่เจ็บก็ค่อยๆหายเเละเป็นเเผลถลอกตามเเขนเเละขานิดหน่อยเท่านั้น ผู้จัดบอกว่าทีหลังจะขับรถข้ามถนนก็มองซ้ายมองขวาก่อนเเบบนี้อันตรายถ้าเกิดเป็นรถใหญ่คงไม่เหลือเขาบอกว่ามองหมดเเล้วเเต่ไม่เห็นมีรถมาเลยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงมองไม่เห็นรถผู้จัดรู้สึกว่าช่วงเขาเลี้ยวตัดหน้าเขาจะคุยโทรศัพท์ด้วยเเบบนี้อันตรายครับขับรถอยู่เเต่คุยโทรศัพท์ไม่สมควรอย่างยิ่งเห็นบ่อยครับทั้งรถเล็กรถใหญ่ที่คุยโทรศัพท์เเบบนี้ ผู้จัดเล่ามาเป็นเรื่องจริงทุกประการมีพยานอยู่ในเหตุการณ์บ้านติดถนนเเถวนั้นเกือบทุกหลังในบริเวณนั้น&amp;nbsp;องค์นี้ตอนั้นผู้จัดเเขวนไว้ตลอดเพราะชอบส่วนตัวพระอาจารย์มั่นมาก&amp;nbsp;ผู้จัดไม่ได้โปรโมทเหรียญน่ะครับเเต่เป็นประสบการณ์ในชีวิตครั้งหนึ่งเท่านั้นเป็นอุทาหรณ์ให้เเก่ผู้อ่านครับจะได้ระมัดระวังกันไว้สำหรับอุบัติเหตุในท้องถนนซึ่งพบเห็นบ่อยๆ เหรียญนี้จัดสร้างพิธีใหญ่ครับ ใน วาระรำลึกถึงหลวงปู่มั่น เป็นเหรียญที่ระลึก ลป.มั่น ท่านมรณะเมื่อเวลา ๐๒.๒๓ น. ของวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน 2492 อายุได้ 79 ปี 9 เดือน 21 วัน รวม 56 พรรษาระหว่างอยู่ในร่มกาสาวพักต์ อัฐิธาตุส่วนต่าง ๆ ในร่างกายของท่านได้แปรสภาพเป็นพระธาตุ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-SSu2mpHF6kE/T_jpOyvnxnI/AAAAAAAANmI/rFTVTtYvsbw/s1600/13.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="229" sca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-SSu2mpHF6kE/T_jpOyvnxnI/AAAAAAAANmI/rFTVTtYvsbw/s320/13.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;พระธาตุหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ชุดนี้ได้รับมาจากพระไทยวัฒน์ ปญฺญาธโร วัดป่าบ้านโพนแพง อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร (ปัจจุบันลาสิกขา) เป็นพระธาตุที่แปรสภาพมาจากอุจจาระ ของหลวงปู่มั่น ซึ่งพระไทยวัฒน์ท่านมียายเป็นแม่ชี บวชอยู่อุปัฏฐากหลวงปู่มั่น ที่วัดป่าบ้าน หนองผือ หลังจากหลวงปู่มั่นท่านมรณภาพแล้ว ได้มีการแจกแบ่งอัฐิธาตุ แม่ชีไม่ได้รับอัฐิธาตุ ของหลวงปู่ เพราะท่านจะแจกให้พระเถระที่เป็นตัวแทนของแต่ละจังหวัด ในเวลาต่อมาแม่ชีและ ลูกศิษย์ท่านอื่นๆ ได้ทำการขุดถานของหลวงปู่มั่น และนำเอาอุจจาระของท่านขึ้นมาสักการะบูชา ในระยะแรกนั้น มีลักษณะเป็นก้อนดินสีดำ เมื่อนำมาบูชาด้วยการปฏิบัติบูชาในเวลาหลายปีต่อมา จึงได้แปรสภาพดังที่ปรากฏในรูป ปัจจุบันพระธาตุนี้ประดิษฐานอยู่ ณ วัดสันติธรรม และจะนำขึ้นประดิษฐานบนมณฑปพิพิธภัณฑ์พระธาตุในเวลาต่อไป &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;มีหลายๆวัดได้จัดสร้างวัตถุมงคลที่ระลึกถึงองค์ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นจำนวนมาก นำเข้าพิธีเพื่อเป็นวัตถุมงคลที่ระลึก และในพิธีนั้นเป็นสุดยอดพิธีของสายกรรมฐานก็ว่าได้ครับ ในปี 2514 นี้มีพระสายกรรมฐาน มีชีวิตอยู่หลายท่านที่เดียว &lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/588052522384592493/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/07/2514.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/588052522384592493'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/588052522384592493'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/07/2514.html' title='เหรียญหลวงปู่มั่นเนื้อทองเเดง ปี 2514 หลวงพ่อวัดสิงคาว'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-OTyPdSsgoes/T_jpMZuBLeI/AAAAAAAANl4/2kTHYge_bDM/s72-c/11.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-804421002802986903</id><published>2012-07-05T03:53:00.000-07:00</published><updated>2012-07-05T04:01:47.209-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แสงซินโครตรอนกับงานวิจัยทางโบราณคดี'/><title type='text'>แสงซินโครตรอนกับงานวิจัยทางโบราณคดี</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;แสงซินโครตรอนกับงานวิจัยทางโบราณคดี&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปัจจุบันแสงซินโครตรอนได้ถูกนำไปใช้ในงานวิจัยในหลากหลายสาขาวิชา ทั้งงานวิจัยที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ในสาขาวิชาฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา และงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ เช่น วัสดุศาสตร์ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ธรณีวิทยา และอื่น ๆ นอกจากนี้ แสงซินโครตรอนยังได้ถูกนำไปใช้ในงานวิจัยทางเภสัชศาสตร์ และการออกแบบผลิตภัณฑ์ในเชิงอุตสาหกรรมอีกด้วย แสงซินโครตรอนนั้นมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าแสงที่ได้จากแหล่งกำเนิดแสงชนิดอื่นหลายประการ กล่าวคือ แสงซินโครตรอนเป็นแสงที่มีความเข้มสูง มีขนาดลำแสงเล็ก และเราสามารถเลือกใช้ความยาวคลื่นของแสงที่เราต้องการได้ คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้แสงซินโครตรอนเป็นแสงที่เหมาะสมสำหรับการทดลองในงานวิจัยในเกือบทุกสาขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เทคนิคการทดลองซึ่งใช้ประโยชน์จากแสงซินโครตรอนในย่านพลังงานรังสีเอ็กซ์ ทั้งรังสีเอ็กซ์พลังงานต่ำ (Soft x-rays) และรังสีเอ็กซ์พลังงานสูง (Hard x-rays) นั้นมีอยู่หลายเทคนิค เทคนิคแรกที่จะขอกล่าวถึงคือการวัดการเลี้ยวเบนของรังสีเอ็กซ์ (X-ray diffraction หรือ XRD) ซึ่งรวมไปถึงเทคนิคการวัดการเลี้ยวเบนของรังสีเอ็กซ์จากวัตถุผง (X-ray powder diffraction หรือ XPD) เทคนิคการทดลองนี้อาศัยหลักการการเลี้ยวเบนของรังสีเอ็กซ์จากโครงผลึกตามกฏของแบรกก์ (Bragg’s law) ซึ่งแสดงในรูปที่ 1 จุดประสงค์ของการทำการทดลอง XRD นั้นก็เพื่อตรวจสอบว่าสารตัวอย่างที่นำมาศึกษานั้นมีโครงสร้างผลึกเป็นอย่างไร สำหรับในกรณีของการทดลอง XPD นั้นจะเป็นการทดลองเพื่อหาว่าสารตัวอย่างนั้นๆ เป็นสารประกอบชนิดใดเนื่องจากผลึกของสารประกอบแต่ละชนิดจะมีรูปแบบที่วัดได้จากการทดลอง XPD ที่มีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งเมื่อเรานำรูปแบบ XPD ที่วัดได้ไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลของรูปแบบ XPD ที่เรามีอยู่แล้วก็จะสามารถทราบได้ว่าสารตัวอย่างที่เรานำมาวัดมีสารใดบ้างเป็นองค์ประกอบและมีสารเหล่านั้นอยู่ในอัตราส่วนเท่าใด อย่างไรก็ตาม เทคนิค XRDและ XPD นั้นจะมองเห็นเฉพาะองค์ประกอบในวัสดุที่มีโครงสร้างเป็นผลึกเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-fxx7aEKZDFU/T_VtKak51mI/AAAAAAAANj0/SCUp7cxUZMA/s1600/Picture1.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="208" sca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-fxx7aEKZDFU/T_VtKak51mI/AAAAAAAANj0/SCUp7cxUZMA/s320/Picture1.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;รูปที่ 1 หลักการการเลี้ยวเบนของรังสีเอ็กซ์ (XRD)&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-8qMWzYIo6FA/T_VtZElI7OI/AAAAAAAANj8/gs1oSNC2dAs/s1600/1.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="189" sca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-8qMWzYIo6FA/T_VtZElI7OI/AAAAAAAANj8/gs1oSNC2dAs/s320/1.bmp" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;รูปที่ 2 แผนภาพการทดลองการเลี้ยวเบนของรังสีเอ็กซ์&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างงานวิจัยทางโบราณคดีที่ใช้เทคนิคการทดลอง XRD ร่วมกับแสงซินโครตรอนได้แก่ การศึกษาวิจัยชนิดของสีเขียวในภาพวาดสมัยศตวรรษที่ 15 (ผลงานของศิลปินชื่อ Jaume Huguet แห่งเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน) ณ ศูนย์ซินโคร ตรอน Synchrotron Radiation Source (SRS) เมือง Daresbury ประเทศอังกฤษ [1] Huguet เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้นซึ่งทำให้เขาได้งานวาดสำคัญ ๆ หลายงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานวาดรูปที่เกี่ยวกับศาสนาสำหรับที่วางแท่นบูชา (Altarpiece) ในโบสถ์ งานศึกษาวิจัยโดยการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทดลองนี้นอกจากจะทำให้ทราบถึงเทคนิคการวาดภาพ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคนิคการเตรียมสี) ในสมัยโบราณแล้ว ยังบ่งบอกถึงการใช้องค์ประกอบสีที่แตกต่างกันในแต่ละยุคสมัยสำหรับแต่ละท้องที่อีกด้วย สำหรับงานวิจัยชิ้นนี้ เนื่องจากภาพที่นำมาศึกษามีคุณค่าทางโบราณคดีสูง การกะเทาะสีออกมาจากภาพเพื่อทำการศึกษาจึงต้องทำด้วยความระมัดระวังและกะเทาะสีออกมาในปริมาณที่น้อยมาก พื้นที่ของภาพที่ถูกกะเทาะออกมานั้นน้อยกว่า 1 ตารางมิลลิเมตรเสียอีก ด้วยเหตุนี้จึงเราไม่สามารถวิเคราะห์สีปริมาณน้อยนี้ได้ด้วยเทคนิคการทดลองที่นิยมใช้กัน เช่น การทดลองสเปกโตรสโคปีในย่านรังสีอินฟราเรดร่วมกับการแปลงแบบฟูเรียร์ (Fourier transform infrared spectroscopy หรือ FTIR) หรือ การใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ซึ่งการใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนที่มีตัวตรวจจับและแยกแยะพลังงานรังสีเอ็กซ์ (Energy-dispersive x-ray detector หรือ EDX) นั้นสามารถบอกได้เพียงว่าสีเขียวจากภาพวาดนี้เป็นสารประกอบที่มีส่วนผสมของทองแดงและคลอรีนอยู่เท่านั้น ในการวิเคราะห์องค์ประกอบของสีจึงต้องเปลี่ยนมาทำด้วยการทดลอง XRD โดยใช้แสงซินโครตรอนแทน แสงซินโครตรอนที่ใช้นี้มีความยาวคลื่นเท่ากับ 0.087 นาโนเมตร และมีขนาดลำแสงเล็กเพียง 100 ไมครอน (0.1 มิลลิเมตร) เท่านั้น ซึ่งจากการทดลองพบว่าสีเขียวในภาพนั้นเป็นสารประกอบของทองแดงสามชนิด ได้แก่ สารประกอบคาร์บอเนต สารประกอบอะซิเตท และสารประกอบคลอไรด์ของทองแดง ซึ่งข้อมูลที่ได้นอกจากจะบอกถึงวัตถุดิบที่นำมาใช้ทำสีแล้ว ยังบอกถึงกระบวนการที่ใช้ในการทำสีอีกด้วย เนื่องจากกระบวนการทำสีแต่ละกระบวนการจะให้สีที่มีอัตราส่วนของสารประกอบทั้งสามชนิดแตกต่างกันออกไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-9LwoR7zDiDw/T_VtqZc9WOI/AAAAAAAANkE/lC8QRzdYc_s/s1600/2.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-9LwoR7zDiDw/T_VtqZc9WOI/AAAAAAAANkE/lC8QRzdYc_s/s320/2.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-WWEWKHIgVIM/T_Vtrw-CVLI/AAAAAAAANkM/NI4hRMy6e_A/s1600/3.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" sca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-WWEWKHIgVIM/T_Vtrw-CVLI/AAAAAAAANkM/NI4hRMy6e_A/s1600/3.bmp" /&gt;&lt;/a&gt;รูปที่ 3(บน) หนึ่งในภาพวาดของ Jaume Huguetที่ถูกนำมาวิจัย ชื่อ Retaule del Conestable ซึ่งเป็นศิลปะแบบกอธิค (Gothic)&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;เครื่องหมายดอกจันสามแห่งในรูปแสดงบริเวณที่นำสีมาทำการทดลอง (ล่าง) รูปแบบการเลี้ยวเบนของรังสีเอ็กซ์ของผงสี วงต่างๆ&lt;br /&gt;ในรูปบอกถึงองค์ประกอบแต่ละชนิดของสารตัวอย่าง ตัวอย่างเช่นวงในสุดในรูปที่มีลูกศรชี้แสดงถึงยิปซัม&lt;br /&gt;ซึ่งเป็นส่วนประกอบของปูนปลาสเตอร์ที่ติดออกมาด้วยกับสีที่นำมาทำการทดลอง [1]&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างงานวิจัยที่ใช้เทคนิคการทดลองการเลี้ยวเบนรังสีเอ็กซ์ร่วมกับแสงซินโครตรอนอีกชิ้นหนึ่งได้แก่ การศึกษาวิจัยเส้นใยผ้าที่ขุดพบจากถ้ำในบริเวณใกล้เคียงกับหมู่บ้านโบราณของปาเลสไตน์ที่ชื่อ Khirbet Qumran [2] ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของทะเล Dead Sea ในเขตเวสต์แบงค์ทางตะวันออกของกรุงเยรูซาเล็ม งานวิจัยนี้ใช้แสงซินโครตรอนในประเทศฝรั่งเศส ณ ศูนย์ซินโครตรอน European Synchrotron Radiation Facility (ESRF) เมือง Grenoble และ ศูนย์ซินโครตรอน Synchrotron Radiation Source (SRS) จุดประสงค์หลักของงานวิจัยนี้มีสองประการ ประการแรกคือเพื่อวิเคราะห์ว่าเส้นใยผ้าที่พบนั้นทำมาจากวัสดุชนิดใด และประการที่สองคือเพื่อทราบถึงชนิดของสีที่ใช้ย้อมผ้านั้นว่าเป็นสีที่ถูกสกัดมาจากแร่ หรือถูกสกัดจากพืช หรือถูกสกัดจากสารอินทรีย์ชนิดอื่น ผลการวิเคราะห์เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเส้นใยผ้าที่พบจากแหล่งขุดค้นอื่นจะทำให้เราทราบว่าเส้นใยผ้านี้เป็นของคนที่เคยอาศัยอยู่ในบริเวณนี้หรือเป็นของชนเร่ร่อนเผ่าเบดูอินที่เคยเดินทางผ่านบริเวณถ้ำเหล่านี้ แสงซินโครตรอนที่ใช้สำหรับการทดลองในรูปที่ 4นั้นมีความยาวคลื่นเท่ากับ 0.087 นาโนเมตร และมีขนาดลำแสงเท่ากับ 200 ไมครอน (0.2 มิลลิเมตร) จากการทดลองพบว่า เส้นใยผ้าที่ขุดพบทั้งหมดสามารถแบ่งได้เป็นสามชนิด คือ เส้นใยเปลือกไม้ (Bast fiber) เส้นใยฝ้าย และเส้นใยขนสัตว์ โดยสรุปได้จากความแตกต่างขององค์ประกอบของเส้นใย คือ เส้นใยเปลือกไม้และเส้นใยฝ้ายจะมีเซลลูโลสเป็นองค์ประกอบในขณะที่เส้นใยขนสัตว์จะมีโปรตีนชื่อเคราติน (Keratin) เป็นองค์ประกอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-E1IbdBgpXtg/T_VuYETGU5I/AAAAAAAANkc/aXVXu4wRK9I/s1600/4.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="103" sca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-E1IbdBgpXtg/T_VuYETGU5I/AAAAAAAANkc/aXVXu4wRK9I/s320/4.bmp" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-D-ld6mNmZlo/T_VuEKQQguI/AAAAAAAANkU/ONhh7lvRzDE/s1600/4.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" sca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-D-ld6mNmZlo/T_VuEKQQguI/AAAAAAAANkU/ONhh7lvRzDE/s1600/4.bmp" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;รูปที่ 4(ซ้าย) รูปถ่ายของตัวอย่างเส้นใยผ้าที่ขุดพบจากหมู่บ้าน Khirbet Qumran(กลาง) ภาพขยายของเส้นใยผ้าจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (ขวา)&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;รูปแบบการเลี้ยวเบนของรังสีเอ็กซ์ซึ่งได้จากการทดลอง X-ray fibre diffraction [2]&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;ตัวอย่างสุดท้ายของงานวิจัยที่ใช้เทคนิคการทดลอง XRD ร่วมกับแสงซินโครตรอนได้แก่ การศึกษาวิจัยคุณสมบัติบริเวณผิวของเครื่องเผากำยาน (Incense burner) ของพิพิธภัณฑ์แมนเชสเตอร์ ซึ่งนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าถูกทำขึ้นโดยชาวกรีกทางตะวันออกเฉียงใต้ของอิตาลีเมื่อประมาณศตวรรษที่ 4 ก่อน คริสตศักราช งานวิจัยนี้ใช้แสงซินโครตรอนที่มีความยาวคลื่นเท่ากับ 0.052 นาโนเมตร ณ ศูนย์ซินโครตรอน Synchrotron Radiation Source [3] โดยนักวิจัยได้ทำการทดลองกับเครื่องเผากำยานนี้ ณ สองบริเวณ คือ บริเวณถ้วยเผาส่วนบน และ บริเวณก้านสำหรับถือ เพื่อศึกษาว่าทั้งสองส่วนนี้ถูกปั้นขึ้นจากดินเหนียวชนิดเดียวกันหรือไม่ เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าทั้งสองส่วนนี้อาจจะไม่ได้เป็นชิ้นเดียวกันตั้งแต่แรก แต่เป็นการนำถ้วยเผาปลอมมาติดบนก้านถือซึ่งเป็นของเก่าจริง ข้อสงสัยนี้เกิดขึ้นเนื่องจากลักษณะของลวดลายที่วาดอยู่บนทั้งสองส่วนนั้นมีความแตกต่างกันพอสมควร และเมื่อเคาะเบาๆ ทั้งสองส่วนก็ให้เสียงที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังไม่เคยมีการพบเครื่องปั้นดินเผาในยุคนั้นที่มีรูปร่างเช่นเดียวกันนี้เลย อย่างไรก็ตาม จากผลการทดลอง XPD พบว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ทั้งสองส่วนนั้นถูกทำขึ้นจากดินเหนียวชนิดเดียวกัน นั่นคือ ทั้งสองส่วนเป็นวัตถุโบราณชิ้นเดียวกันแต่ดั้งเดิมเนื่องจากสเปกตรัม XPD ที่ได้จากทั้งสองส่วนนั้นมีความคล้ายคลึงกันอย่างมากดังแสดงในรูปที่ 5&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-YzxSeUUcZF8/T_Vuq1wQ2jI/AAAAAAAANkk/HGqHFEfF-_I/s1600/5.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="187" sca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-YzxSeUUcZF8/T_Vuq1wQ2jI/AAAAAAAANkk/HGqHFEfF-_I/s320/5.bmp" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;รูปที่ 5 (ซ้าย) รูปถ่ายของเครื่องเผากำยาน Thymiaterion (ขวา) สเปกตรัมของระยะห่างระหว่างระนาบอะตอมของดินเผา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ได้จากบริเวณถ้วย (Bowl) และบริเวณก้าน (Stem) ของเครื่องเผา ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกันอย่างมาก [3]&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;นอกเหนือจากเทคนิคการทดลองการเลี้ยวเบนของรังสีเอ็กซ์ (X-ray diffraction หรือ XRD) แล้ว เทคนิคการทดลองที่เป็นที่นิยมใช้ในงานวิจัยทางโบราณคดีอีกเทคนิคหนึ่งคือการศึกษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;สเปกตรัมของการดูดกลืนรังสีเอ็กซ์ (X-ray absorption spectroscopy หรือ XAS) หลักการของการดูดกลืนรังสีเอ็กซ์ของอะตอมนั้นกล่าวได้โดยย่อดังนี้ เมื่ออะตอมของสสารได้รับรังสีเอ็กซ์ที่มีพลังงานมากกว่าค่าพลังงานยึดเหนี่ยวของอิเล็กตรอนในอะตอมนั้น อะตอมจะดูดกลืนรังสีเอ็กซ์ทำให้อิเล็กตรอนของอะตอมในชั้นพลังงานระดับลึกเปลี่ยนระดับชั้นพลังงานไปอยู่ในชั้นบนสุดที่ยังว่าง อยู่หากรังสีเอ็กซ์มีค่ามากกว่าพลังงานยึดเหนี่ยวเพียงเล็กน้อย หรือจนกระทั่งอิเล็กตรอนหลุดออกมาจากอะตอมหากพลังงานรังสีเอ็กซ์มีค่ามากขึ้น การดูดกลืนรังสีเอ็กซ์ของอะตอมที่เปลี่ยนแปลงไปกับพลังงานของรังสีเอ็กซ์นี้เองที่ปรากฎเป็นโครงสร้างที่เรียกว่า X-ray absorption near edge structure (XANES) และ Extended X-ray absorption fine structure (EXAFS) ที่นักทดลองสามารถวัดไว้ รูปที่ 6 แสดงถึงที่มาของโครงสร้างการดูดกลืนรังสีเอ็กซ์ที่เกิดจากการเปลี่ยนสถานะพลังงานของอิเล็กตรอนและพฤติกรรมการแทรกสอดของอิเล็กตรอนกับอะตอมรอบข้าง การวิเคราะห์โครงสร้าง XANES จะบอกถึงสถานะทางเคมีของอะตอม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานะออกซิเดชัน นอกจากนี้ยังมีรูปแบบของการดูดกลืนรังสีเอ็กซ์ที่เป็นเอกลักษณ์ตามองค์ประกอบทางเคมี จึงสามารถใช้จำแนกชนิดของโมเลกุลหรือสารประกอบได้ สำหรับโครงสร้าง EXAFS นั้นเกิดจากอิเล็กตรอนที่มีพลังงานจลน์สูงขึ้นซึ่งมีพฤติกรรมเป็นแบบคลื่นซึ่งจะถูกสะท้อนกลับโดยอะตอมตัวอื่นๆ ที่อยู่โดยรอบ ดังนั้นการวิเคราะห์โครงสร้าง EXAFS จึงบอกเราเกี่ยวกับการจัดเรียงตัวของอะตอมตัวอื่นๆ ที่อยู่ล้อมรอบอะตอมที่ดูดกลืนรังสีเอ็กซ์ เช่น ระยะห่างระหว่างอะตอม ชนิดของอะตอม และจำนวนของอะตอมที่อยู่ล้อมรอบ การทดลอง EXAFS จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งกับการวิเคราะห์โครงสร้างที่เป็นผลึกในระยะสั้น รวมทั้งโครงสร้างที่ไม่เป็นผลึกได้อีกด้วย&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-Lo_hcuEqwIk/T_Vu-D-SDOI/AAAAAAAANks/NFtyX8xhl7E/s1600/6.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="282" sca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-Lo_hcuEqwIk/T_Vu-D-SDOI/AAAAAAAANks/NFtyX8xhl7E/s320/6.bmp" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;รูปที่ 6 แสดงโครงสร้าง XANES และ EXAFS ที่เกิดจากการเปลี่ยนสถานะพลังงานของอิเล็กตรอน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการดูดกลืนรังสีเอ็กซ์และพฤติกรรมการแทรกสอดของอิเล็กตรอนกับอะตอมรอบข้าง [4]&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;เนื่องจากการทดลอง XAS นี้ต้องอาศัยการเปลี่ยนความยาวคลื่นของรังสีเอ็กซ์จึงสามารถกระทำได้โดยการใช้แสงซินโครตรอนเท่านั้น การใช้เทคนิค XAS เพื่อหาโครงสร้างอะตอมนี้เหมาะกับการนำไปใช้ในการวิเคราะห์วัตถุโบราณเนื่องจากเราสามารถทำการทดลองได้กับสารที่ไม่มีโครงสร้างผลึก ซึ่งเป็นข้อดี ที่เหนือกว่าการทดลอง XRD&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-qsEKnjRnsK0/T_VvOxt1-rI/AAAAAAAANk0/5XaXb5zLSZ8/s1600/7.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="186" sca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-qsEKnjRnsK0/T_VvOxt1-rI/AAAAAAAANk0/5XaXb5zLSZ8/s320/7.bmp" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;รูปที่ 7รูปแบบการทดลองสามชนิดของเทคนิคการทดลองการดูดกลืนรังสีเอ็กซ์(A) การวัดค่าการส่งผ่านรังสีเอ็กซ์ (B)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;การวัดค่ากระแสอิเล็กตรอน และ (C) การวัดความเข้มของรังสีเอ็กซ์ฟลูออเรสเซนส์&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;ตัวอย่างการนำเทคนิคการทดลอง XAS ไปใช้กับงานวิจัยทางโบราณคดี ได้แก่ การศึกษาเข็มสำหรับกลัดผ้าคลุม (Fibula) ที่ทำจากโลหะบรอนซ์ (ทองแดงผสมดีบุก) ในสมัยโบราณซึ่งขุดได้จากแหล่งโบราณคดี Tell Beydar ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศซีเรีย [5]แหล่งโบราณคดีแห่งนี้จัดเป็นแหล่งอารยธรรมเมโสโปเตเมียตอนเหนือที่มีผู้อาศัยอยู่ในสมัยสามพันปีก่อนคริสตศักราช งานศึกษาวิจัยชิ้นนี้ใช้เทคนิคการทดลอง XANES ร่วมกับเทคนิคการทดลองอื่นหลายชนิด เช่น การใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน-EDXการศึกษาสเปกตรัม FTIR การเลี้ยวเบนของรังสีเอ็กซ์ และอื่น ๆ โดยเฉพาะเทคนิคการทดลอง FTIR spectroscopy และ XRD นั้นเป็นการทำโดยใช้แสงซินโครตรอนอีกด้วย เนื่องจากการทดลอง XANES นั้นสามารถบอกถึงสถานะออกซิเดชันของสารตัวอย่างได้จึงเหมาะสมสำหรับการศึกษาการผุกร่อนของโลหะดังเช่นในตัวอย่างงานวิจัยชิ้นนี้ ผลจากการทดลอง XANES ในรูปที่ 8ทำให้เราทราบว่าอะตอมทองแดงที่ไม่เกิดการออกซิเดชันและอะตอมทองแดงที่มีสถานะออกซิเดชันเป็นบวกหนึ่งจะอยู่ในบริเวณใจกลางของเข็มกลัดและบริเวณรอบนอกสุด ในขณะที่อะตอมทองแดงที่มีสถานะออกซิเดชันเป็นบวกสองจะอยู่ในบริเวณรอบนอกสุดเท่านั้น การศึกษาสถานะออกซิเดชันนี้ยังบอกไปถึงชนิดของแร่ทองแดงที่นำมาใช้ทำเข็มกลัดโลหะชิ้นนี้อีกด้วย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-L3yOduujlic/T_VwKbdNFJI/AAAAAAAANlE/CzbQ5eMuaAk/s1600/8.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="271" sca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-L3yOduujlic/T_VwKbdNFJI/AAAAAAAANlE/CzbQ5eMuaAk/s320/8.bmp" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;รูปที่ 8 (บน) ภาพวาดและชิ้นส่วนสองชิ้นของเข็มสำหรับกลัดผ้าคลุมที่นำมาวิเคราะห์ (ล่าง) แผนภาพที่ได้จากการทดลอง XANES&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;แสดงบริเวณของอะตอมทองแดงที่มีค่าสถานะออกซิเดชันต่างกัน [5]&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;ตัวอย่างของงานวิจัยทางโบราณคดีที่อาศัยเทคนิคการทดลองการดูดกลืนรังสีเอ็กซ์อีกตัวอย่างหนึ่งได้แก่การศึกษาสารเคลือบเงาบนภาชนะเซรามิกในสมัยยุคกลางประมาณศตวรรษที่ 10 ถึง 12 และศตวรรษที่ 13 ถึง 15 [6, 7] ในกระบวนการการผลิตภาชนะเซรามิกประเภทนี้มีการเผาภาชนะถึงสามครั้ง โดยการเผาครั้งแรกเป็นการเผาให้เซรามิกแข็งตัว การเผาครั้งต่อมาเป็นการเผาเพื่อเคลือบชั้นดีบุกบนภาชนะ ส่วนการเผาครั้งสุดท้ายเป็นการเผาสำหรับชั้นเคลือบเงา ซึ่งจุดประสงค์ของการเผาครั้งนี้คือการทำให้สารประกอบเกลือของทองแดงและเงินในสารเคลือบเงาเกิดกระบวนการรีดักชัน (Reduction)เปลี่ยนเป็นโลหะทำให้เกิดความเป็นมันเงา นักโบราณคดีพบว่าภาชนะเซรามิกที่พบนั้นบางชิ้นไม่มีลักษณะเป็นเงาซึ่งนักวิจัยคาดว่าอาจเป็นผลที่เกิดขึ้นจากสาเหตุที่เป็นไปได้สองประการ สาเหตุแรกคือกระบวนการรีดักชันที่เกิดขึ้นนั้นไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนสารประกอบเกลือของทองแดงและเงินเป็นโลหะ กับอีกสาเหตุหนึ่งคือโลหะทองแดงและเงินที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นในลักษณะที่เป็นผลึกขนาดเล็กหรือไม่เป็นผลึกเลย จึงทำให้ไม่เกิดการสะท้อนแสงเป็นเงาวาว&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักวิจัยได้ทำการศึกษาสเปกตรัมการดูดกลืนรังสีเอ็กซ์โดยการวัดความเข้มของรังสีเอ็กซ์ฟลูออเรสเซนส์ (Fluorescence microXAS) เพื่อหาการกระจายตัวของอะตอมทองแดงที่มีสถานะออกซิเดชันต่าง ๆ กัน จากการทดลองพบว่าสเปกตรัมของการดูดกลืนรังสีเอ็กซ์ที่ได้จากบริเวณที่เป็นเงาจะสอดคล้องกับสเปกตรัมของโลหะทองแดงที่ใช้เป็นตัวเปรียบเทียบ นั่นก็คืออะตอมของโลหะทองแดงเป็นต้นเหตุของความเป็นมันเงาดังที่กล่าวไว้ในตอนต้น นอกจากนั้นในบางบริเวณพบว่ามีทั้งทองแดงที่เป็นโลหะและสารประกอบออกไซด์ปนกันอยู่ ซึ่งบ่งบอกถึงกระบวนการรีดักชันที่ไม่สมบูรณ์&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-vMgumsB9U9o/T_VwZ-QTgDI/AAAAAAAANlM/Zth9UkmbwWE/s1600/9.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="85" sca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-vMgumsB9U9o/T_VwZ-QTgDI/AAAAAAAANlM/Zth9UkmbwWE/s320/9.bmp" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;รูปที่ 9 สเปกตรัมการดูดกลืนรังสีเอ็กซ์ของสารเคลือบเงาบนภาชนะลงเงา (lusterware) ในสมัยยุคกลาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนภาพทางขวามือแสดงการกระจายตัวของอะตอมทองแดง (บริเวณที่มีสีอ่อนในภาพ) [7]&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;สำหรับงานวิจัยโบราณคดีในประเทศไทยนั้น ที่ผ่านมานักโบราณคดีส่วนใหญ่ยังไม่ได้นำแสงซินโครตรอนมาใช้วิเคราะห์ตัวอย่างวัตถุโบราณกันอย่างแพร่หลายนัก จนกระทั่งในปีปัจจุบัน มีการตีพิมพ์ผลงานวิจัยเรื่องการศึกษาธาตุทองแดงในลูกปัดแก้วโบราณอายุประมาณ 1300-2000 ปีโดยใช้แสงซินโคร-ตรอนในการทดลอง XASณ ห้องปฏิบัติการแสงสยาม สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน [8] ตัวอย่างในงานวิจัยเรื่องนี้เป็นลูกปัดแก้วสีแดงขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ซึ่งถูกค้นพบที่แหล่งโบราณคดีภูเขาทอง แหล่งโบราณคดีนางย่อน แหล่งโบราณคดีทุ่งตึก และแหล่งโบราณคลองท่อม จากการวิเคราะห์เบื้องต้นด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน-EDX พบว่ามีธาตุโลหะหนักหลายชนิดในปริมาณต่ำ หนึ่งในนั้นคือธาตุทองแดงซึ่งนักวิจัยคาดว่ามีบทบาทสำคัญในการให้สีแดงแต่ยังไม่ทราบว่าสถานะทางเคมีและโครงสร้างอะตอมของทองแดงนั้นเป็นแบบใด นักวิจัยจึงวัดสเปกตรัม XANES และ EXAFS และทำการวิเคราะห์ข้อมูล (รูปที่ 10) จึงพบว่าอะตอมของธาตุทองแดงส่วนหนึ่งจับตัวกันเป็นโลหะและมีโครงสร้างผลึกแบบ FCC ขนาดเล็ก อีกส่วนหนึ่งจับตัวกับอะตอมของออกซิเจนในเนื้อแก้วของลูกปัด ซึ่งมีโครงสร้างอะตอมที่แตกต่างจากผลึกของแร่ Cuprite หรือ Cu2O ซึ่งมีสีแดงตามธรรมชาติ และเป็นวัตถุดิบสามัญในการผลิตแก้วสีแดงในยุคโบราณ นอกจากนี้นักวิจัยยังพบว่าโครงสร้าง XANES ของลูกปัดไทยมีความคล้ายคลึงกันมากกับแก้วโบราณสีแดงจาก Messina ในประเทศอิตาลีอีกด้วย&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-nLyIE3Va6-4/T_VwsOQfdyI/AAAAAAAANlU/nkxej3GAT9U/s1600/10.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="242" sca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-nLyIE3Va6-4/T_VwsOQfdyI/AAAAAAAANlU/nkxej3GAT9U/s320/10.bmp" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;/div&gt;รูปที่ 10 (ซ้าย) สเปกตรัม XANES ของลูกปัดเปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน (ขวาบน) ลูกปัดจากทั้งสี่แหล่งโบราณคดี และ (ขวาล่าง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเปรียบเทียบข้อมูล EXAFS จากการทดลองและการคำนวณ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;เทคนิคการทดลองถัดไปที่จะกล่าวถึงได้แก่การศึกษาสเปกตรัม FTIRซึ่งเป็นการศึกษาการสั่นของอะตอมซึ่งอยู่ในย่านความถี่ของรังสีอินฟราเรด ข้อมูลความถี่ของการสั่นของกลุ่มอะตอมที่มีพันธะระหว่างกันนี้จะบอกให้เราทราบถึงองค์ประกอบทางเคมีของสารตัวอย่างได้จากการเปรียบเทียบกับสเปกตรัมของกลุ่มเคมี (Chemical group) ในฐานข้อมูลที่มีอยู่แล้ว และยังบอกถึงโครงสร้างทางอิเล็กทรอนิกส์ของสารตัวอย่างอีกด้วย รูปที่ 11 แสดงแผนภาพโครงสร้างและองค์ประกอบของอุปกรณ์การทดลอง (FTIR spectrometer) ในรูปแหล่งกำเนิดแสงอินฟราเรด (IR Source) ที่เรานิยมใช้สองชนิดคือ หลอดผลิตรังสีอินฟราเรดที่เรียกว่าหลอดซิลิกอนคาร์ไบด์หรือโกลบาร์ (Globar tube) และหลอดฮาโลเจน (Quartz-halogen lamp) ทำหน้าที่ผลิตรังสีอินฟราเรดเข้าสู่ Interferometer เพื่อสร้างรูปแบบของการแทรกสอด (Interferogram) รูปแบบการแทรกสอดนี้จะถูกฉายลงบนสารตัวอย่าง (Sample) ในขณะที่เครื่องวัดความเข้มรังสีอินฟราเรด (Detector)&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะบันทึกสัญญาณความเข้มของการแทรกสอดของรังสีอินฟราเรดที่เดินทางผ่านหรือสะท้อนออกจากสารตัวอย่าง อุปกรณ์บันทึกข้อมูลจะทำการบันทึกผลในขณะที่กระจกตัวหนึ่งใน Interferometer เปลี่ยนระยะทางไปเรื่อย ๆ ซึ่งก็คือการสร้างรูปแบบของการแทรกสอดที่จะตกลงบนสารตัวอย่างนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-eNY2dLcirUQ/T_VxDbCZEuI/AAAAAAAANlc/gz3DKGtcktc/s1600/14.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-eNY2dLcirUQ/T_VxDbCZEuI/AAAAAAAANlc/gz3DKGtcktc/s320/14.bmp" width="285" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;รูปที่ 11 แผนภาพแสดงโครงสร้างและองค์ประกอบของ FTIR spectrometer [9] ซึ่งอาศัยหลักการสร้าง Interferogram&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;จากการแทรกสอดของคลื่น (รังสีอินฟราเรด) โดยใช้แสงเลเซอร์เป็นแสงอ้างอิงในการคำนวณระยะทางการเคลื่อนที่ของกระจก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สัญญาณความเข้มของการแทรกสอดที่วัดได้จะถูกประมวลผลโดยการแปลงแบบฟูเรียร์ (Fourier transformation) ซึ่งจะได้เป็นสเปกตรัมของการส่งผ่านรังสีอินฟราเรด (Transmission spectrum)ในสารตัวอย่าง ดังแสดงในรูปที่ 12&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-bc_0YaM499M/T_VxSgT7-rI/AAAAAAAANlk/ogXIp8Pby3Q/s1600/15.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="149" sca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-bc_0YaM499M/T_VxSgT7-rI/AAAAAAAANlk/ogXIp8Pby3Q/s320/15.bmp" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;ปที่ 12 หลักการของ Fourier transform infrared spectroscopy [9] ในรูป FFT Computer คือคอมพิวเตอร์ที่ใช้สำหรับทำการแปลงแบบฟูเรียร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยอาศัยอัลกอริธึมทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า Fast Fourier Transform (FFT)&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;การทำการทดลอง FTIR โดยการใช้แสงซินโครตรอนในย่านรังสีอินฟราเรด (Synchrotron radiation FTIR หรือ SR-FTIR) นั้นเป็นที่นิยมเนื่องจากลำแสงซินโครตรอนมีขนาดเล็กจึงสามารถใช้เลือกศึกษาเฉพาะตำแหน่งที่เราต้องการบนสารตัวอย่างได้ และเนื่องจากเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนเป็นแหล่งกำเนิดรังสีอินฟราเรดที่มีความเสถียรสูงกว่าหลอดรังสีอินฟราเรดจึงทำให้ได้อัตราส่วนระหว่างสัญญาณที่ต้องการวัดกับสัญญาณรบกวน (Signal-to-noise ratio) สูงกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งรังสีอินฟราเรดในย่านความถี่ต่ำ (Far-infrared) ซึ่งเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนจะให้ปริมาณฟลักซ์หรือความเข้มแสงสูงกว่า นอกจากนั้นแสงซินโครตรอนซึ่งมีลักษณะเป็นพัลส์สั้น ๆ ทำให้เราสามารถศึกษาปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้อีกด้วย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;ตัวอย่างงานวิจัยที่ใช้เทคนิคการทดลอง FTIR กับแสงซินโครตรอนอีกชิ้นหนึ่งได้แก่การศึกษาการผุกร่อนของหมวกนักรบชนิดโครินเธียน (Corinthian helmet) จากพิพิธภัณฑ์เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งทำจากโลหะบรอนซ์ในสมัยกรีกเมื่อประมาณ 600 ปีก่อนคริสตศักราช ณ สถานีทดลองทางด้าน Infrared microspectroscopy (สถานีทดลองที่ 11.1) ของศูนย์ซินโคร ตรอน Synchrotron Radiation Source (SRS) เมือง Daresbury ประเทศอังกฤษ [11] สถานีทดลองดังกล่าวสามารถให้แสงซินโครตรอนในย่านรังสีอินฟราเรดในช่วงเลขคลื่น (Wave number) ตั้งแต่ 400 ถึง 4,000 cm-1 รูปที่ 13แสดงงานศึกษาวิจัยชิ้นนี้ซึ่งเป็นรูปในขณะที่นักวิจัยทำการทดลองและเก็บข้อมูล ในรูปนี้เราจะไม่เห็นส่วนของ FTIR spectrometer ซึ่งอยู่นอกรูปทางซ้ายมือ แต่จะเห็นส่วนของกล้องจุลทรรศน์อินฟราเรดซึ่งทำหน้าที่โฟกัส Interferogram จาก Spectrometer ลงบนหมวกซึ่งอยู่ทางขวามือในรูป เนื่องจากขนาดของลำแสงที่ถูกโฟกัสมีขนาดเล็กมากเพียงแค่ 8 ไมครอน ´8 ไมครอนเท่านั้นจึงทำให้ได้แผนภาพขององค์ประกอบทางเคมีของชิ้นตัวอย่างที่มีความละเอียดสูง (โดยทั่วไปแล้ว แสงอินฟราเรดจากหลอดหลอด Globar จะสามารถถูกโฟกัสได้เพียงประมาณ 70 ไมครอน ´70 ไมครอนเท่านั้น) งานวิจัยนี้ใช้เทคนิคการทดลอง FTIR ร่วมกับเทคนิคการทดลอง XRD และการวัดรังสีเอ็กซ์ฟลูออเรสเซนส์ (X-ray fluorescence หรือ XRF) ซึ่งใช้แสงซินโครตรอนเช่นกัน ผลจากการทดลอง FTIR ทำให้นักวิจัยสามารถบ่งบอกและแยกแยะชนิดของสารเคมีที่เป็นองค์ประกอบในบริเวณพื้นผิวของหมวกนักรบนี้ได้&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-TBxCgF_a77E/T_VxgscBxsI/AAAAAAAANls/QuuHPdzyx34/s1600/16.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" sca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-TBxCgF_a77E/T_VxgscBxsI/AAAAAAAANls/QuuHPdzyx34/s1600/16.bmp" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;รูปที่ 13ภาพขณะทำการทดลอง FTIR กับหมวกนักรบสมัยโบราณโดยใช้แสงซินโครตรอน ณ สถานีทดลองที่ 11.1 ศูนย์ซินโคร-ตรอน SRS ประเทศอังกฤษ [11]&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;เทคนิคการทดลองที่ใช้แสงซินโครตรอนซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานวิจัยทางโบราณคดีนั้นยังมีอีกหลายชนิด [11] เช่น การวัดการกระเจิงของรังสีเอ็กซ์ในมุมแคบและมุมกว้าง (Small/wide-angle x-ray scattering หรือ SAXS/WAXS) การสร้างภาพสามมิติขององค์ประกอบภายในของวัตถุโดยเทคนิคการทดลองโทโมกราฟฟี (Tomography) โดยการวัดค่าสัมประสิทธิ์การดูดกลืนรังสีเอ็กซ์และนำไปคำนวณทางคณิตศาสตร์โดยอาศัยทฤษฎีชื่อว่า Slice-projection theoremซึ่งทำให้เราสามารถศึกษาองค์ประกอบและโครงสร้างภายในได้โดยไม่ต้องผ่าวัตถุโบราณนั้นๆ จะเห็นว่าเทคนิคการทดลองชนิดต่าง ๆ ซึ่งใช้แสงซินโครตรอนส่วนใหญ่เป็นการศึกษาโดยไม่ทำลายสารตัวอย่าง (Non-destructive study) ซึ่งทำให้เทคนิคการทดลองเหล่านี้เป็นเทคนิคที่เหมาะสมในการใช้ศึกษาวัตถุโบราณซึ่งมีคุณค่าสูง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;โดย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร. ประพงษ์ คล้ายสุบรรณ์&lt;br /&gt;สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;เอกสารอ้างอิง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. N. Salvadó et al., “Identification of copper based green pigments in Jaume Huguet's Gothic altarpieces by Fourier transform infrared micro-spectroscopy and synchrotron radiation X-ray diffraction”, J. Synchrotron Rad. 9, 215 (2002).&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;2. M. Muller et al., “Identification of the Textiles from Khirbet Qumran Using Microscopy and Synchrotron Radiation X-ray Fibre Diffraction”, in “Khirbet Qumran et Ain Feshkha, II. Etudes d'anthropologie, de physique et de chimie. Studies of Anthropology, Physics and Chemistry” , J.-B. Humbert and J. Gunneweg (Eds.), Academic Press, Editions Saint-Paul, Fribourg Suisse, Gottingen, 2003.&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;3. W. Kockelmann, E. Pantos, and A. Kirfel, “Neutron and Synchrotron Radiation Studies of Archaeological Objects”, in “Radiation in Art and Archaeometry”, D.C. Creagh and D.A. Bradley (Eds.), Elsevier Science B.V., 2000.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. M. Cotte, J. Susini, J. Dik and K. Janssens, “Synchrotron based X-ray absorption spectroscopy for art conservation: Looking back and looking forward”, Accounts of Chemical Research 43, 705-714 (2010).&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;5. I. De Ryck, A. Adriaens, E. Pantos and F. Adams, “A comparison of microbeam techniques for the analysis of corroded ancient bronze objects”, Analyst 128, 1104 (2003).&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;6. A.D. Smith, T. Pradell, J. Molera, M. Vendrell, M. Marcus, and E. Pantos, “MicroXAFS studies into the oxidation states of different coloured Islamic and Hispano-moresque luster decorations”, J. Phys. IV 104, 519 (2003).&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;7. E. Pantos et al., “SR-based molecular speciation of archaeomaterials”, Proceedings of the Workshop on Structural Molecular Archaeology, Ettore Majorana Centre, Erice, Sicily, 2002.&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;8. W. Klysubun, Y. Thongkam, S. Pongkrapan, K. Won-in, J. T-thienprasert and P. Dararutana, “XAS study on copper red in ancient glass beads from Thailand”, Analytical and Bioanalytical Chemistry, In press (doi 10.1007/s00216-010-4219-1).&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9. “Introduction to Fourier Transform Infrared Spectrometry”, Thermo Nicolet Corporation information booklet, Thermo Nicolet Corporation website : http:// www.thermonicolet.com.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;10. Synchotron Radiation Source, Daresbury Laboratory website: http://www.srs.ac.uk/srs/stations/station11.1.htm.&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;11. See, for example, J.G. Grossman et al., “Porosity characterization of ancient ceramics by small-angle x-ray scattering”, Proceedings of EMAC99, 5th European Meeting on Ancient Ceramics, Athens, Greece, October 1999. K. Yamahana, “Synchrotron radiation analysis on ancient Egyptian vitreous materials”, Proceedings of the 25th Linear Accelerator Meeting in Japan, Himeji, Japan, July 12-14, 2000&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/804421002802986903/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/07/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/804421002802986903'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/804421002802986903'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/07/blog-post.html' title='แสงซินโครตรอนกับงานวิจัยทางโบราณคดี'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-fxx7aEKZDFU/T_VtKak51mI/AAAAAAAANj0/SCUp7cxUZMA/s72-c/Picture1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-797667984247459605</id><published>2012-07-01T20:43:00.000-07:00</published><updated>2012-07-31T19:13:35.430-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เหรียญทรงอาร์มหลวงพ่อวงศ์ ระยอง ฉลองอายุ 80 ปี'/><title type='text'>เหรียญทรงอาร์มหลวงพ่อวงศ์ ระยอง ฉลองอายุ 80 ปี</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-eAxYAWm9Flk/UBh3snoz7QI/AAAAAAAAN4s/MlbZbBLa2u8/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E005.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="320" src="http://1.bp.blogspot.com/-eAxYAWm9Flk/UBh3snoz7QI/AAAAAAAAN4s/MlbZbBLa2u8/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E005.jpg" width="256" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;strong&gt;เหรียญหลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่ายรุ่นฉลองอายุ 80ปี หรือ&lt;/strong&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;strong&gt;เหรียญทรงอาร์มหลวงพ่อวงศ์ ระยอง ฉลองอายุ 80 ปี&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: black; font-size: small;"&gt;&amp;nbsp;เหรียญพระพุทธชินราชโชว์เป็นอันดับที่หนี่งจากหลักฐานที่อยู่บนวัดที่ติดมาจากศาลาหลังเก่าจากหลักฐานวัดบ้านค่ายได้รับอนุญาตสร้างวัดเมื่อวันที่ เดิอน พ.ศ ไม่ปรากฎ ในหลักฐานของการตั้งวัด เเต่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ 2505 มีขนาดเนื้อที่ กว้าง 15 เมตร ยาว 30เมตร เเละได้รับประกอบพิธีผูกพัทธสีมาเมื่อปี พ.ศ 2509&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: black; font-size: small;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: black; font-size: small;"&gt;&lt;strong&gt;ประวัติความเป็นมาของวัดโดยละเอียด วัดบ้านค่ายจะสร้างมาเเต่สมัยใดไม่ปรากฎเเต่พอได้เค้าความจากการบันทึกของหลวงพ่อลัดวัดหนองกระบอกหรือท่านพ่อวัด อดีตเจ้าคณะอำเภอบ้านค่าย เมื่อปี พ.ศ 2522 ว่า ความเป็นมาของวัดบ้านค่ายได้ความจากพระผู้เฒ่า 3 รูป ท่านเคยได้เขียนลงในสมุดข่อยดังนี้ &lt;br /&gt;1. ท่านพ่อวงศ์ &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: black; font-size: small;"&gt;2.ท่านพ่อเกตุ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;2.ท่านพ่ออ่ำ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อายุของท่านทั้ง 3 นี้ได้มีอายุไล่เลี่ยกัน ท่านพยายามเล่าตามความทรงจำว่า ปู่ ย่า ตา ยาย เล่ากันว่า วัดบ้านค่ายนี้มี 2 เเห่ง คือวัดล่างเเละวัดบ้านบน ความจริงมิไช่พระเเตกกันเเต่เป็นเพราะกระเเสน้ำไหลเซาะวัดบน ตามคำบอกเล่าของท่านพ่อวงศ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านค่าย บอกว่า ท่านได้ ถามโยมปู่ของท่านว่า วัดบ้านค่ายนี้ใครสร้าง โยมปู่บอกว่า ใครสร้างไม่รู้ เป็นเเต่ปู่อีกต่อหนึ่งบอกว่า บ้านเมืองเคยร้างเป็นป่าใหญ่ เป็นซากเมืองเเละวัดของพวกขอม เพราะว่าวัดที่จะสร้างทั้ง 2 เเห่งนั้นเป็นซากเก่า วัดเก่าของพวกขอมทั้งนั้นยังมีผู้พบซากอิฐ ศิลาเเลงเก่าเเก่อยู่ด้านทิศเหนืออีก 2 เเห่ง ซี่งปรากฎว่ามีหินเเลงจมอยู่ใต้ดิน พอจะประมาณได้ว่า เป็นซากวัดเก่าทั้ง 2 เเห่ง สิ่งทีปรากฎให้เห้นว่าวัดบ้านค่ายเป็นวัดเก่าเเก่นั้น ก็มีพระพุทธรูปเเละเทวรูปสลักด้วยหิน เสมาธรรมจักร มีลวดลายเเบบขอม หิน อิฐ เป็นซากโบสถ์ปรากฎอยู่ในเวลานี้ ซึ่งเเสดงว่า มิไช่ของคนไทย คนของกรมศิลปากรได้เคยมาขอพระพุทธรูป หิน อิฐ ไปพิสูจน์ ให้ความเห็นว่าเป็นของขอมจริง เเละอายุไม่น้อยกว่าพันปี ตามที่เฒ่าทั้ง 3 รูป ท่านได้รับฟังจากคนเก่าอีกชั้นหนึ่งว่า ประชาชนคนไทยได้มาถางป่าดงพงไพร ได้เห็นซากเป็นรูปปรก หมายถึงโบสถ์ เเละเสือออกลูกในปรกท่านบอกว่าคนไทยที่ทำมาหากินในบ้านค่ายนี้ ได้อพยพมาเเต่ไหนไม่ทราบเพราะไม่มีประวัติเเละหลักฐานปรากฎเเน่ชัด เป็นเเต่คำบอกเล่ากันมา ที่ให้นามว่าวัดบ้านค่ายนั้น เพราะยังมีซากค่ายปรากฎอยู่ทางเหนือของวัด เเม้เจ้าของที่ดินจะทำลายไปมากเเล้วก็ตาม เเต่ยังมีคันดินปรากฎให้เห็นเด่นชัด ส่วนการสร้างวัดบ้านค่ายนั้น คงสร้างในซากของวัดขอมทั้ง 2 เเห่งนี้เเละย้ายเลื่อน&lt;/span&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;ลงมาตามสภาพความเป็นไปของธรรมชาติ&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;จากข้อความบางส่วนผู้ได้คัดลอกจากการบันทึกของหลวงพ่อลัดวัดหนองกระบอกหรือท่านพ่อลัด บันทึกเมื่อ วันที่ 4 ตุลาคม 2522 &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;จากรูปภาพขาวดำเก่าเเก่ที่ติดมาจากศาลาหลังเก่าเเละการเล่าเรื่องประวัติเป็นรูปภาพที่อยู่ในศาลาหลังเก่าตั้งเเต่การสร้างวัดถามคนเถ้าคนเเก่ก็บอกว่ารูปนี้ติดมานานเเล้วท่านเกิดมาก็เห็นเเล้วจึงไม่มีหลักฐานว่ารูปนี้เอามาติดตั้งเเต่เมื่อไรเเละใครเป็นคนบอกประวัติจากรูปภาพนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.ภาพอันดับหนึ่งเหรียญพระพุทธชินราชเนื้อทองเเดง ซึ่งเป็นของนายดุษฎี ศิริโกหาร&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;2.ภาพอันดับสองเหรียญรุ่นสองเป็นเเบบเหรียญเสมาเขียนว่าวัดบ้านใข้มีเทียบเคียงกับเหรียญห้าเหลี่ยมรุ่นเเจกเเม่ครัวส่วนเหรียญที่เขียนว่าวัดบ้านไข้นั้นไม่ปรากฎว่ามีบันทึกไว้เเละไม่เห็นภาพที่ติดไว้เลย&lt;/div&gt;3.ภาพอันดับสามเหรียญเสมาเขียนคำว่าวัดบ้านค่ายเเบบหลังยันต์สาม&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;4.ภาพอันดับสี่เหรียญทรงอาร์มอายุ 80 ปีด้านหลังมีรอยจารด้านหลังอยู่บนหลังเหรียญ ด้านล่างภาพมีเขียนว่ารุ่น 4-5 &lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-dYYPXqxl03Q/UBh3vIZL91I/AAAAAAAAN40/BlImbDKdZWs/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E006.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="320" src="http://1.bp.blogspot.com/-dYYPXqxl03Q/UBh3vIZL91I/AAAAAAAAN40/BlImbDKdZWs/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E006.jpg" width="256" /&gt;&lt;/a&gt;ภาพถ่ายนี้เป็นภาพที่อยู่บนศาลาหลังเก่าที่ติดมาจากศาลาหลังเก่าเเก่ของวัด&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;﻿ &lt;br /&gt;&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-xZAD0Z27CMA/UBh36YaPDnI/AAAAAAAAN5U/pNnw_T7GCjU/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E010.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-xZAD0Z27CMA/UBh36YaPDnI/AAAAAAAAN5U/pNnw_T7GCjU/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E010.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;รูปเหรียญพระพุทธชินราชโชว์อันดับหนึ่ง&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;﻿ &lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-4ZSmSZnpJzI/UBh3hbNnL8I/AAAAAAAAN4M/N73RUT5VZXo/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E001.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="240" src="http://2.bp.blogspot.com/-4ZSmSZnpJzI/UBh3hbNnL8I/AAAAAAAAN4M/N73RUT5VZXo/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E001.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-F4h0ovV1xCQ/UBh38QEztQI/AAAAAAAAN5c/G3aeLRWKnmQ/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E011.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="256" src="http://4.bp.blogspot.com/-F4h0ovV1xCQ/UBh38QEztQI/AAAAAAAAN5c/G3aeLRWKnmQ/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E011.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;2.ภาพอันดับสองเหรียญรุ่นสองเป็นเเบบเหรียญเสมาเขียนว่าวัดบ้านใข้มีเทียบเคียงกับเหรียญห้าเหลี่ยมรุ่นเเจกเเม่ครัวส่วนเหรียญที่เขียนว่าวัดบ้านไข้นั้นไม่ปรากฎว่ามีบันทึกไว้เเละไม่เห็นภาพที่ติดไว้เลย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-GHNJxgisqvA/UBh3jf9aKVI/AAAAAAAAN4U/qwAZYtw5Ctg/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E002.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-GHNJxgisqvA/UBh3jf9aKVI/AAAAAAAAN4U/qwAZYtw5Ctg/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E002.jpg" width="256" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-jZvkuSpHFvU/UBh3-hthXGI/AAAAAAAAN5k/KHSZTlA8qQ0/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E012.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="256" src="http://2.bp.blogspot.com/-jZvkuSpHFvU/UBh3-hthXGI/AAAAAAAAN5k/KHSZTlA8qQ0/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E012.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;3.ภาพอันดับสามเหรียญเสมาเขียนคำว่าวัดบ้านค่ายเเบบหลังยันต์สาม &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-yM6iO6RnLoM/UBh3qLZ9AUI/AAAAAAAAN4k/TI8xsGD8AhY/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E004.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="256" src="http://4.bp.blogspot.com/-yM6iO6RnLoM/UBh3qLZ9AUI/AAAAAAAAN4k/TI8xsGD8AhY/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E004.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-3kA-iPrMLj4/UBh3nmA0dYI/AAAAAAAAN4c/Q-tuNeJYHw4/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E003.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-3kA-iPrMLj4/UBh3nmA0dYI/AAAAAAAAN4c/Q-tuNeJYHw4/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E003.jpg" width="256" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;4.ภาพอันดับสี่เหรียญทรงอาร์มอายุ 80 ปีด้านหลังมีรอยจารด้านหลังอยู่บนหลังเหรียญ ด้านล่างภาพมีเขียนว่ารุ่น 4-5 &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-3xDbBrHIWtw/UBh3fYQ5gJI/AAAAAAAAN4E/edV7ceIEkRY/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E000.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="256" src="http://2.bp.blogspot.com/-3xDbBrHIWtw/UBh3fYQ5gJI/AAAAAAAAN4E/edV7ceIEkRY/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E000.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-9ke-Kjk2lBs/UBh35RaoXqI/AAAAAAAAN5M/EO9JYuk35Js/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E009.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="256" src="http://3.bp.blogspot.com/-9ke-Kjk2lBs/UBh35RaoXqI/AAAAAAAAN5M/EO9JYuk35Js/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E009.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-Bxo9n41dRfo/UBh30uqdneI/AAAAAAAAN48/yaecfkCETMI/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E007.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="256" src="http://1.bp.blogspot.com/-Bxo9n41dRfo/UBh30uqdneI/AAAAAAAAN48/yaecfkCETMI/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E007.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-oicGM1San38/UBh323dOrGI/AAAAAAAAN5E/Tm3UpIRh-EY/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E008.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="256" src="http://1.bp.blogspot.com/-oicGM1San38/UBh323dOrGI/AAAAAAAAN5E/Tm3UpIRh-EY/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E008.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-wBU3vmf4AZs/UBh4A0QglUI/AAAAAAAAN5s/2_-e7Vg6qqE/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E013.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="256" src="http://1.bp.blogspot.com/-wBU3vmf4AZs/UBh4A0QglUI/AAAAAAAAN5s/2_-e7Vg6qqE/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E013.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-AmqoqrSLKDQ/UBh4C_d0MTI/AAAAAAAAN50/I54mTbBf2iU/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E014.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="320" src="http://1.bp.blogspot.com/-AmqoqrSLKDQ/UBh4C_d0MTI/AAAAAAAAN50/I54mTbBf2iU/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E014.jpg" width="256" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-fYGHgUD2-1A/UBh4Kto7MeI/AAAAAAAAN58/DN_U5qUgaQg/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E015.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="320" src="http://3.bp.blogspot.com/-fYGHgUD2-1A/UBh4Kto7MeI/AAAAAAAAN58/DN_U5qUgaQg/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E015.jpg" width="256" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;ถ่ายจากภาพที่อยู่บนศาลาหลังเก่ามีเนื้อเกินตรงร่องข้างล่างคำว่าอา เเละขีด&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-M_e3uGuYKdQ/UBh4M6OaQHI/AAAAAAAAN6E/UiUoEkbhhEw/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E016.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="256" src="http://1.bp.blogspot.com/-M_e3uGuYKdQ/UBh4M6OaQHI/AAAAAAAAN6E/UiUoEkbhhEw/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E016.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;สองขีดตรงปลายดิ่งด้านล่างเหรียญ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;มีจุดข้างบนไหล่ขวาขององค์พระ&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-x0Tyt2h88Ww/UBh4PU-cm1I/AAAAAAAAN6M/RiLrZp1EKLU/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E017.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="320" src="http://3.bp.blogspot.com/-x0Tyt2h88Ww/UBh4PU-cm1I/AAAAAAAAN6M/RiLrZp1EKLU/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E017.jpg" width="256" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;มีคำว่าโมเเตกที่เหรียญ&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-590_IloJWyQ/UBh4SKfn8VI/AAAAAAAAN6U/7brFXNBOPLc/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E018.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-590_IloJWyQ/UBh4SKfn8VI/AAAAAAAAN6U/7brFXNBOPLc/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E018.jpg" width="256" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-30ajkJ7aJzY/UBh4VPZWDHI/AAAAAAAAN6c/cGT6iA85gkA/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E019.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="256" src="http://2.bp.blogspot.com/-30ajkJ7aJzY/UBh4VPZWDHI/AAAAAAAAN6c/cGT6iA85gkA/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E019.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;ด้านหลังเหรียญ80ปี มีรอยจาร&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-iiQnQt5Oolo/UBh4gkajl5I/AAAAAAAAN7E/6GETbRZb9ZM/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E024.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="320" src="http://1.bp.blogspot.com/-iiQnQt5Oolo/UBh4gkajl5I/AAAAAAAAN7E/6GETbRZb9ZM/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E024.jpg" width="256" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-e8yn1yqxNGk/UBh4jJ28B2I/AAAAAAAAN7M/FveThen9FoI/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E025.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; cssfloat: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="320" src="http://1.bp.blogspot.com/-e8yn1yqxNGk/UBh4jJ28B2I/AAAAAAAAN7M/FveThen9FoI/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E025.jpg" width="256" /&gt;&lt;/a&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-rVkWg02TnSI/UBh4lVtlchI/AAAAAAAAN7U/Io9R8i77tBs/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E026.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="320" src="http://3.bp.blogspot.com/-rVkWg02TnSI/UBh4lVtlchI/AAAAAAAAN7U/Io9R8i77tBs/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E026.jpg" width="256" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-5VHDKfoD5kA/UBh4qQP9iiI/AAAAAAAAN7k/AdLF-FVe7Zg/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E039.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" eda="true" height="320" src="http://2.bp.blogspot.com/-5VHDKfoD5kA/UBh4qQP9iiI/AAAAAAAAN7k/AdLF-FVe7Zg/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E039.jpg" width="256" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;strong&gt;จากหลักฐานที่อยู่บนวัดบ้านค่าย ณ ปัจจุบันเเละหลักฐานพยานบุคคลเเละนักสะสมพระพื้นที่ในระยองสรุปเเล้วว่าเหรียญหลวงพ่อวงศ์รุ่น 80 ปีมีจัดสร้างมีการเล่นมานานเเล้วคือเหรียญรุ่น 4 เป็นเหรียญฉลองจัดฉลองอายุ80ปีโดยผู้มีศรัทธาหลวงพ่อในสมัยนั้นหลวงพ่อวงศ์ปลุกเสกร่วมกันกับหลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบเกิดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2408ตรง กับวันอาทิตย์ ขึ้น 11 ค่ำเดือน 11 ปีฉลู ที่บ้านตำบลสัตหีบ กิ่งอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ท่านมรณะเมื่อ&lt;span style="color: black;"&gt;วันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2489 ตรงกับแรม 10 ค่ำ เดือน 10 ปีจอ เวลา 21.05 น.ฉะนั้นเหรียญรุ่นมีท่านมาปลุกเสกด้วยเพราะท่านเป็นสหายรักกันมานานซึ่งเป็น&lt;/span&gt;หลักฐานเเน่ชัดว่าหลวงพ่อวงศ์ได้จัดสร้างมีเนื้อทองเเดง ทองเเดงกะหลั่ยเงิน&amp;nbsp;ทองเเดงกะหลั่ยทองหรือเรียกว่าบล๊อกสระเอไม่เเตกหรืออ่านว่าตัวโมอยู่ที่เหรียญด้านหน้าตัวหนังสือที่อยู่ด้านขวามือองค์พระ สระเอไม่เเตกที่นิยมกันในนักสะสมของคนพื้นที่&amp;nbsp; นอกจากเนื้อนี้เเล้วหลวงพ่อวงศ์ไม่ได้จัดสร้างตอนที่ยังมีชีวิตอยู่เหรียญรุ่นนี้จะเขียนไว้ว่าเป็นรุ่นที่ 4-5ที่อยู่บนวัดบ้านค่าย ก็นั้นหมายถึงการสร้างมีสองวาระคือวาระที่หนึ่งสมัยหลวงพ่อวงศ์จัดสร้างนักนิยมสะสมพื้นที่เล่นหากันมานานเเล้วมีที่รอยจารเเละไม่มีรอยจารนี้เป็นคำบอกเล่าของคนสะสมพระหลวงพ่อวงศ์พื้นที่จริงๆกับประวัติชัดเจนที่สมัยหลวงพ่อดิ่งสร้างจากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่เสงี่ยมเเละอยู่ในเหตุการณ์ซึ่งผู้จัดได้สอบถามว่าเหรียญนี้สมัยหลวงพ่อวงศ์เคยได้ยินมีการจัดสร้างหรือไม่ท่านตอบว่าท่านยังเป็นเด็กอยู่จำไม่ได้เเต่ที่ได้เห็นมีการจัดสร้างสมัยหลวงพ่อดิ่งเพียงครั้งเดียวพิธีใหญ่มากตอนสร้างพระอุโบสถในสมัยนั้นเพราะตอนนั้นท่านได้บวชพระอยู่ที่วัดบ้านค่ายอายุตอนนั้นของท่านก็เกือบ30ปีเเล้วที่จัดสร้างมีเเค่สองเนื้อเท่านั้นทองเเดงกับเนื้ออัลปาก้ามีบล๊อกธรรมดากับบล๊อกเเตกจำนวนสร้างไม่ทราบเเน่ชัดท่านยังบอกอีกว่าเหรียญนี้มีการลองยิงเเต่ยิงไม่ออกในสมัยนั้น&amp;nbsp;เเละท่านเล่าว่าสมัยหลวงพ่อดิ่งท่านได้สร้างในปี พ.ศ. ประมาณ 2496 หรือพ.ศ. 2497เเต่หลวงพ่อวงศ์มรณะไปเเล้วในการจัดสร้างของหลวงพ่อดิ่งในปีที่จัดสร้างการจัดสร้างเหรียญหลวงพ่อวงศ์&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;strong&gt;เพียงครั้งเดียวเท่านั้นซึ่งมีลูกศิษย์เเละมิตรสหายที่เป็นพระทั่วจังหวัดมาปลุกเสกร่วมด้วยอย่างเช่นเเละยังมิตรสหายหลวงพ่อมาทุกจังหวัดเเละใกล้เคียงที่ไม่ได้เอยชื่อมาเเละไม่มีการสร้างอีก จากการสัมภาษณ์ผู้ใหญ่เสงี่ยมที่อยู่ใกล้วัดเพราะในสมัยนั้นท่านบอกว่ายังบวชอยู่ที่วัดบ้านค่ายอายุท่านสมัยตอนนั้นก็อายุเกือบ 30 ปีเเล้วการสร้างเหรียญรุ่นนี้เพราะมีการสร้างพระอุโบสถผูกพัทธสีมาภายในวัดซึ่งพระอาจารย์ในระยองเเละพระอาจารย์ที่รู้จักวัดบ้านค่ายมาเยอะมากในสมัยนั้นซี่งร่วมถึงหลวงปู่ทิม หลวงพ่อโต แห่งวัดเขาบ่อทอง หลวงพ่อหอม จันทโชโต วัดซากหมาก&lt;/strong&gt; &lt;strong&gt;ปลุกเสกด้วยเป็นต้น เเละอีกหลายอาจารย์ในสมัยนั้น&amp;nbsp;เเละส่วนภาพเหรียญบนวัดที่ยังมีภาพถ่ายไว้นั้นเป็นเหรียญทองเเดงเเละมีรอยจารอยู่ด้านหลังข้างบนเหรียญซึ่งจากการหาหลักฐานทางวัดบ้านค่ายเเละผู้ใหญ่เสงี่ยมซึ่งท่านอายุ 83ปีซึ่งท่านเกิดทันเฉพาะหลวงพ่อดิ่งเท่านั้นเเต่ถ้าหลวงพ่อวงศ์ผู้ใหญ่เสงี่ยมยังเป็นเด็กอยู่เเล้วท่านได้ให้ข้อมูลว่าเหรียญรุ่นนี้มีการสร้างเมื่อประมาณปีพ.ศ.2496หรือพ.ศ.2497ท่านบอกว่าอยู่ในพ.ศ.นี้เเหละจำไม่ได้เเต่ก็อยู่ในสอง พ.ศ. นี้เเหละสร้างเพียงครั้งเดียวตอนที่หลวงพ่อดิ่งจัดสร้างเเล้วเกจิทั้งระยองเเละเกจิเกือบทุกจังหวัดที่รู้จักหลวงพ่อวงศ์ รู้จักวัดบ้านค่าย รู้จักหลวงพ่อดิ่งมาหมดเยอะมากในสมัยนั้นส่วนเหรียญในสมัยนั้นสร้างด้วยเนื้อทองแดงเเละเนื้ออัลปาก้าเเละมีทั้งบล๊อกธรรมดาเเละบล๊อกเเตกเท่านั้นเเละรุ่นนี้คนสมัยก่อนได้ลองยิงเเต่ยิงไม่ออกจากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่เสงี่ยมท่านบอกว่ามีบล๊อกเเตกกับบล๊อกธรรมดาใครมีต่างก็ห่วงเเหนมากสำหรับรุ่นนี้ ผู้ใหญ่เสงี่ยมบอกว่าจำนวนการสร้างไม่ทราบเเน่ชัดทั้งเนื้อสองชนิดเหรียญรุ่นนี้ เหรียญหลวงพ่อดิ่งสร้างเมื่อประมาณ พ.ศ.2496หรือ2497 ส่วนรุ่น 4 หลวงพ่อวงศ์สร้างหลักฐานเเน่ชัดว่าหลวงพ่อวงศ์ได้จัดสร้างมีเนื้อทองเเดง ทองเเดงกะหลั่ยเงิน&amp;nbsp;ทองเเดงกะหลั่ยทองหรือการจัดสร้างเป็น พ.ศ. 2480&amp;nbsp;เพราะหลวงพ่อวงศ์ท่านเกิดเมื่อ พ.ศ. 2400 เเละเหรียญเขียนว่า 80 ปี&amp;nbsp;เเละในเหรียญก็เป็นเขียนว่า 80ปีเเละเป็นเหรียญอาร์มด้วยซึ่งตรงกับสมัยนั้นที่นิยมผลิตเหรียญอาร์มในช่วงนั้นดังตัวอย่างการสร้างเหรียญช่วงปี พ.ศ.2440-พ.ศ.2485 นิยมสร้างเหรียญที่มีลักษณะเป็นรูปทรงกลม รูปไข่ รูปทรงอาร์ม และทรงเสมา รูปทรงเหรียญทั้งสี่แบบนี้ สามารถแยกกรรมวิธีการสร้างได้เป็น ๒ ชนิด คือ เหรียญปั๊มชนิดข้างเลื่อย และเหรียญปั๊มชนิดข้างกระบอก ซึ่งเหรียญที่มีกรรมวิธีการสร้างทั้ง ๒ ชนิดนี้มีรายละเอียด คือ เหรียญปั๊มข้างเลื่อย คือ การนำแผ่นโลหะที่มีขนาดใหญ่กว่าขนาดของตัวเหรียญ มาทำการปั๊มขึ้นรูปเหรียญ ให้ได้ตามลักษณะรูปทรงของเหรียญ ตามต้องการ จากนั้นนำมาเลื่อยฉลุโลหะส่วนที่เกินออกมาเป็นเหรียญตามรูปทรงนั้นๆ วิธีการนี้จึงเรียกว่า "เหรียญปั๊มข้างเลื่อย" ซึ่งบริเวณด้านข้างของเหรียญจะปรากฏรอยเลื่อยให้เห็นเหรียญปั๊มข้างกระบอก คือ เหรียญปั๊มข้างกระบอกนั้น ส่วนใหญ่โรงงานปั๊มเหรียญจะทำบล็อกกระบอกเป็นรูปทรงกลม และรูปไข่เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากการทำกระบอกที่จะนำมาปั๊มเหรียญจะมีวิธีทำที่ไม่ยุ่งยาก และไม่เสียเวลามากนัก แต่เหรียญที่มีข้างกระบอกไม่ได้มีเพียงรูปทรงกลมและรูปไข่เท่านั้น รูปทรงเสมาและรูปทรงอาร์มก็มีเช่นกัน แต่น้อยมาก เนื่องด้วยกรรมวิธีการทำที่ยุ่งยากกว่า &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;strong&gt;เเม่น้ำทำให้อุโบสถหลังเก่าพังลง&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;เท่าที่พบในการสร้างเหรียญปั๊มข้างกระบอก รูปทรงอาร์ม และรูปทรงเสมา ในปี พ.ศ.2440-พ.ศ.2485 ก็มีเหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติฯ พิมพ์ขอเบ็ด เหรียญหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก พิมพ์หน้าใหญ่ เป็นต้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การปั๊มแบบข้างกระบอก คือ การนำแผ่นโลหะมาเลื่อยตามรูปทรงของเหรียญที่จะทำการปั๊ม เพื่อเข้ากระบอก และทำการปั๊มรูปเหรียญนั้นๆ แผ่นโลหะที่ถูกแรงกระแทกจากการปั๊มขึ้นรูปนั้นขอบด้านข้างจะปลิ้น ไปเบียดกับขอบกระบอก ที่เป็นตัวบังคับดังนั้น ด้านข้างของเหรียญปั๊มชนิดนี้จึงเรียบเนียน เนื่องจากการปั๊มเข้ากระบอก โดยมีตัวกระบอกเป็นตัวบังคับ แต่หากพบรอยเส้นทิวบางๆ ในขอบข้างของเหรียญชนิดนี้ก็อย่าตกใจ เพราะสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากการที่ช่างแต่งตัวบล็อกกระบอก ที่จะปั๊มเหรียญไม่เรียบ เวลาปั๊มออกมาจึงมีลักษณะไม่ค่อยเรียบตามตัวบล็อค &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะเหรียญพระพุทธชินราชรุ่นเเรกหลวงพ่อวงศ์ก็จัดสร้างเเค่เนื้อทองเเดง เนื้อทองเเดงกะหลั่ยทองเเละกะหลั่ยเงินเท่านั้นเเละรุ่น 5 หลวงพ่อดิ่งสร้างเนื้อทองเเดงกับเนื้ออัลปาก้า มีบล๊อกธรรมดากับบล๊อกเเตกมีทั้งรอยจารเเละรอยไม่จารเลียนเเบบเหรียญเมื่อปี 2480 จากการปรากฎหลักฐานเเน่ชัดมีบุคคลเป็นพยาน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ถ้านอกเหนือจากสองเนื้อนี้เเล้วไม่มีไม่ได้สร้างทั้งสิ้นถ้ามีต้องเป็นเหรียญรุ่นหลังทั้งสิ้นซึ่งพิธีปลุกเสกเหรียญ พ.ศ.2496หรือ2497 นั้นพระอาจารย์ทั้งระยองมาเกือบหมดทุกองค์เเละองค์ที่รู้จักหลวงพ่อวงศ์ทุกองค์ก็มาหมดเยอะมากเพราะมีการฝัง&lt;span style="color: black;"&gt;ลูกนิมิต ผูกพัทธสีมา&lt;/span&gt;ในอุโบสถหลังใหม่ด้วยซี่งสอดคล้องกับที่อุโบสถหลังเก่าที่อยู่ติดเเม่น้ำได้เกิดพังทลายเพราะเกิดจากการเซาะหน้าดินของคลอง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;strong&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;สรุปหลักฐานที่เเน่นอนจากคนพื้นที่สะสมพระมาช้านานเเละเซียนพื่นที่จากหลักฐานปรากฎบนวัด ณ ปัจจุบัน เเละหลักฐานบุคคลที่เกิดทันในปีนั้นๆ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คือเหรียญรุ่น 4 หลวงพ่อวงศ์จัดสร้างเมื่อพศ 2480 จริง มีทั้งเนื้อทองเเดง ทองเเดงกะหลั่ยเงิน ทองเเดงกะหลั่ยทอง ที่เล่นเช่าหาเล่นกันปัจจุบันคือบล๊อกสระเอตัวหนังสืออยู่ด้านหน้าองค์พระทางขวามือองค์พระเรียกว่าบล๊อกสระเอไม่เเตกเป็นบล๊อกนิยม มีทั้งรอยจารเเละรอยไม่จาร ส่วนเหรียญรุ่น 5 เป็นของหลวงพ่อดิ่งจัดสร้างเมื่อ พ.ศ.2496หรือ2497 พระทั่วจังหวัดระยองเเละพระเกจิที่รู้จักหลวงพ่อวงศ์ หลวงพ่อดิ่ง รู้จักวัดบ้านค่ายมาปลุกเสกเยอะมากเป็นเนื้อทองเเดงกับเนื้ออัลปาก้า บล๊อกธรรมดากับบล๊อกเเตกมีทั้งรอยจารเเละไม่จารเลียนเเบบองค์ปี2480&lt;br /&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;strong&gt;จากข้อมูลบนวัดที่ปรากฎภาพถ่ายไว้ในศาลาหลังเก่าเเละภาพถ่ายเก่าของวัดบ้านค่ายมีรายละเอียดดังต่อไปนี้&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;strong&gt;1.ภาพอันดับหนึ่งเหรียญพระพุทธชินราชเนื้อทองเเดง ซึ่งเป็นของนายดุษฎี ศิริโกหาร&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;2.ภาพอันดับสองเหรียญรุ่นสองเป็นเเบบเหรียญเสมาเขียนว่าวัดบ้าน&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;u&gt;ใข้&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;มีเทียบเคียงกับเหรียญห้าเหลี่ยมรุ่นเเจกเเม่ครัว&lt;/span&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;u&gt;ส่วนเหรียญที่เขียนว่าวัดบ้าน&lt;span style="color: blue;"&gt;ไข้&lt;/span&gt;นั้นไม่ปรากฎว่ามีบันทึกไว้เเละไม่เห็นภาพที่ติดไว้เลย&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;strong&gt;3.ภาพอันดับสามเหรียญเสมาเขียนคำว่า&lt;span style="color: blue;"&gt;วัดบ้านค่าย&lt;/span&gt;เเบบหลังยันต์สาม&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;4.ภาพอันดับสี่เหรียญทรงอาร์มอายุ 80 ปีด้านหลังมีรอยจารด้านหลังอยู่บนหลังเหรียญ ด้านล่างภาพมีเขียนว่า&lt;/span&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;รุ่น 4-5 &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;strong&gt;รายชื่อเจ้าอาวาสของวัดบ้านค่ายตั้งเเต่รูปเเรกจนถึงปัจจุบันนี้มีดังนี้&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;strong&gt;1.ท่านพ่อมา&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2.ท่านพ่อมี&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;strong&gt;3.ท่านพ่อเพชร&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;strong&gt;4.ท่านพ่อเเป้น&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;5.ท่านพ่อบัว&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;6.ท่านพ่อดี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;8.พระครูวิจิตรธรรมานุวัติหรือหลวงพ่อวงศ์ พ.ศ 2433-2483&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;9.พระอาจารย์ถิน พ.ศ 2483-2486&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;10.พระอธิการเคียง พ.ศ 2486-2491&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;11.พระครูจันทสโรทัย หรือหลวงพ่อดิ่ง พ.ศ 2491-2502 หลวงพ่อดิ่งมรณะเมื่ออายุได้ 63 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;12.พระอธิการเวียง โกวิโท พ.ศ 2502-2509&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;13.พระอธิการทอง วิจิตโร พ.ศ 2509-2520&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;14.พระมนต์หรือติ๋ม มนตชาโต พ.ศ 2520-2522&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;15.พระวินัยธรกานต์ กาญจโน พ.ศ 2522-2530&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;16.พระครูพิพัฒน์ชยาภรณ์ พ.ศ 2530-ปัจจุบัน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เหรียญทรงอาร์มอายุ 80 ปีทองเเดงกะหลั่ยเงินด้านหลังสร้างเมื่อปี พ.ศ.2480 หลังจารบล๊อกนิยมสระเอไม่เเตกบล๊อกนิยมสภาพเดิมๆมีทั้งรอยจารเเละไม่มีรอยจาร&lt;/strong&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-_fQIyHI8QMc/T_GLtWQIwmI/AAAAAAAANiQ/QE6UWiBXz7o/s1600/bb.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-_fQIyHI8QMc/T_GLtWQIwmI/AAAAAAAANiQ/QE6UWiBXz7o/s320/bb.jpg" vca="true" width="260" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-K7CF__eAhZw/T_UkB-L8xjI/AAAAAAAANi8/QdHm7I52wDM/s1600/5272_1.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-K7CF__eAhZw/T_UkB-L8xjI/AAAAAAAANi8/QdHm7I52wDM/s320/5272_1.jpg" width="308" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-VEIzlCXG8YA/T_UkDKmHfzI/AAAAAAAANjE/AYFO1yXbOjo/s1600/5272_2.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-VEIzlCXG8YA/T_UkDKmHfzI/AAAAAAAANjE/AYFO1yXbOjo/s320/5272_2.jpg" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;เหรียญด้านบนนี้เป็นเหรียญหลวงพ่อวงศ์จัดสร้างเมื่อปี 2480บล๊อกสระเอไม่เเตกบล๊อกนิยมสภาพใช้&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-TIRf-o3TEKg/T_VIKrZBxUI/AAAAAAAANjo/McvEJ3CNBFY/s1600/11111111.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" sca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-TIRf-o3TEKg/T_VIKrZBxUI/AAAAAAAANjo/McvEJ3CNBFY/s320/11111111.jpg" width="309" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-2FxUS9Ry8D0/T_VIJQ6YSWI/AAAAAAAANjg/twZsAhWVfQs/s1600/222222.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="307" sca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-2FxUS9Ry8D0/T_VIJQ6YSWI/AAAAAAAANjg/twZsAhWVfQs/s320/222222.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;เหรียญทองเเดงนี้ที่โชว์ภาพอยู่ด้านบนผู้อ่านจะเห็นเหมือนภาพที่อยู่ในวัดบ้านค่าย ตำหนิตรงคอด้านซ้ายองค์พระจะมีจุดอยู่บนหัวไหล่เเละใต้ฐานเหรียญด้านหน้าที่เป็นรูปเเหลมข้างล่างลงมาจากตัวหนังสืออายุ 80ปีจะมีเส้นเกิดจากบล๊อกเเม่พิมพ์เป็นเส้นเเนวขวางอยู่ระหว่างเกือบปลายเเหลมติ่งเห็นได้ชัด ตัวหนังสือสระเอเเตก รุ่นนี้จะเป็นหลวงพ่อดิ่งปลุกเสกเมื่อปี พ.ศ.2496หรือพ.ศ 2497 ภาพถ่ายปรากฎอยู่บนศาลาหลังเก่าภาพเหล่านี้ได้เอาไว้นานเเล้วตั้งเเต่มีศาลา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;เป็นเวลา 37ปีห่างกันมาในการเขียนลงในหนังสือของคุณเฉลียวจากเหตุที่เกิดเมื่อ พ.ศ.2480จนมาถึงเมื่อ พ.ศ.2517ท่านลองสังเกตุข้อความดังต่อไปนี้ว่าเขาตีความหมายในข้อความ&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;เมื่อพิจารณาเเล้วเหรียญที่สร้างขึ้นกับ &lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;การตีพิมพ์ห่างกันหนังสือของคุณเฉลียวเมื่อปี 2517&lt;/strong&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;strong&gt;พิมพ์ ข้อความพิมพ์บรรทัดที่สองว่าเหรียญสร้างรวม 4 ครั้ง เเละบรรทัดที่สามบอกว่าสร้างเหรียญถวายที่ระลึกหลวงพ่อมรณะเเล้วคือเหรียญรุ่นฉลองอายุ80ปีทั้งที่หลวงพ่อมรณะเมื่ออายุ83ปีทำไมถ้าสร้างตอนมรณะภาพทำไมไม่เขียนเป็นที่ระลึกในอายุ 83ปีล่ะทำไมเป็นถึงเป็นเหรียญฉลอง80ปีดีใจหรือไงที่หลวงพ่อวงศ์มรณะภาพถึงเขียนว่าเหรียญฉลองตอนหลวงพ่อมรณะภาพคนเขียนไปกันใหญ่ เเละพอมาบอกตอนข้อความบรรทัดที่ 4 บอบอกว่าเหรียญหลวงพ่อวงศ์มีด้วยกัน 5 รุ่นทำไมไม่เขียนบอกว่าสร้างเเค่ 4 รุ่นล่ะเเล้วก็ไล่เขียนเหรียญ 1-5 ทำไมถึงไม่เขียนหรือพิมพ์เเค่ 4 รุ่นล่ะทำไมต้องเขียนถึง 5 รุ่น เเละพอมาบรรทัดที่ 11-12 เเละบอกว่าเหรียญหลังจากที่5รุ่นมาเเล้วได้เขียนหรือพิมพ์ว่าเป็นเหรียญที่สร้างภายหลังจากหลวงพ่อวงศ์มรณะเเล้วทั้งสิ้นเเล้วเหรียญที่บอกว่าเป็นเหรียญฉลองอายุ80ปีตอนหลวงพ่อมรณะไปเเล้วไปไหนล่ะครับไม้ได้ตอนหลังหรือไงทำไมไปลงหัวข้อว่าเหรียญหลวงพ่อวงศ์มีที่สร้าง 5 รุ่น ด้วยกัน ผมว่าคนที่พิมพ์ต้องมองข้อมูลในการพิมพ์ผิดเพราะสมัยนั้นเขาใช้เเป้นพิมพ์โบราณเพราะตามองตัวหนังสือเเล้วพิมพ์ไปมีบางช่วงที่เขาพิมพ์ผิดคือบรรทัดที่ 4 ที่บอกว่าหลวงพ่อดิ่งสร้างเหรียญถวายตอนที่หลวงพ่อวงศ์มรณะภาพเเล้ว เเละเขียนเป็นเหรียญรุ่นฉลองอายุ 80ปีคำๆนี้เเหละที่ผู้พิมพ์หรือเขียนมองผิดซึ่งน่าจะตกหล่นไปเเละไปมองตัวหนังสือที่เขียนมาผิดเเต่เป็นเหรียญรุ่นอื่นที่ท่านสร้างถวายตอนมรณะภาพ เเละกับหัวข้อบรรทัดที1 ที่บอกว่าสร้างไว้รวม 4 รุ่นตัวนี้ก็พิมพ์ผิดเพราะเเป้นพิมพ์อยู่ใกล้กันมาก เเละทางผู้พิมพ์ก็ไม่ได้ตรวจสอบอีกทีในการทบทวนที่ตนเองพิมพ์จะขายหนังสือเมื่อพศ 2517 นั่นเองนี้หลักการง่ายๆในการพิจารณาของการหาข้อมูล ข้อเท็จจริง เเละดูรายละเอียดของเเต่ละความจริง ลองดูหลักฐานที่เขาพิมพ์มาอยู่ด้านล่างเเละใช้ดุลพินิจของผู้อ่านเองในการพิจารณาว่าเป็นไปตามที่ผู้จัดได้ชี้เเน่ะหรือไม่ซึ่งเรื่องการพิมพ์ผู้จัดเองก็ชอบพิมพ์ผิดบ่อยๆในการพิมพ์เเต่ละครั้งถ้าไม่ได้ตรวจสอบอีกที เพราะจะมองเเต่ตัวหนังสือที่อยู่ในกระดาษข้อมูลต้นฉบับที่จะพิมพ์ไม่ได้มองหน้าจอหรือสมัยก่อนก็ไม่ได้มองกระดาษทีพิมพ์ออกมา&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-Gv9UDKVo9GI/T_EXu9wkyqI/AAAAAAAANiE/rQ1LO4ocyME/s1600/22.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="193" src="http://2.bp.blogspot.com/-Gv9UDKVo9GI/T_EXu9wkyqI/AAAAAAAANiE/rQ1LO4ocyME/s320/22.jpg" vca="true" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-8Z74xQRBIBk/T_EXtVMRCcI/AAAAAAAANh8/3QuzqB3nT9M/s1600/11.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="206" src="http://3.bp.blogspot.com/-8Z74xQRBIBk/T_EXtVMRCcI/AAAAAAAANh8/3QuzqB3nT9M/s320/11.jpg" vca="true" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ &lt;a href="http://bermudathai.blogspot.com/2011/02/blog-post.html"&gt;http://bermudathai.blogspot.com/2011/02/blog-post.html&lt;/a&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/797667984247459605/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/07/80.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/797667984247459605'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/797667984247459605'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/07/80.html' title='เหรียญทรงอาร์มหลวงพ่อวงศ์ ระยอง ฉลองอายุ 80 ปี'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-eAxYAWm9Flk/UBh3snoz7QI/AAAAAAAAN4s/MlbZbBLa2u8/s72-c/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E005.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-3542350888591504237</id><published>2012-06-28T22:47:00.000-07:00</published><updated>2012-06-28T22:47:00.562-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ช้องหมูป่า พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช'/><title type='text'>ช้องหมูป่า พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;ช้องหมูป่า ตับคนเป็นเหล็ก เคราคนเป็นทองเเดงโดยพลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-iP4Lb28NJCM/T-1BAPLZS4I/AAAAAAAANf0/JxmR8zY-hXc/s1600/jjjjj.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="213" src="http://1.bp.blogspot.com/-iP4Lb28NJCM/T-1BAPLZS4I/AAAAAAAANf0/JxmR8zY-hXc/s320/jjjjj.jpg" vca="true" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;ตามบันทึกของพลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช เมือ่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2481 ผมไปจับผู้ร้ายสำคัญ&lt;br /&gt;ฆ่าคนปล้นทรัพย์เเหกคุกเเละเเยกดินเเดน ชื่อ อะเเวสะดอ ตา เเละที่เชิงเขา บูโด ตำบลกะเยาะมาตี อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ผู้ร้ายคนนี้ยิงไม่เข้า ไม่ออก ยิงไม่ถูก ตำรวจกองปราบยิงมาเเล้วเจ็ดครั้ง ครั้งที่เเปดผมเป็นผู้ไปจับยิงหมดลูกปืนเกือบร้อยนัดจนถึงต้องต่อยมัดเอาจึงได้ตามตัวเเละตามเสื้อผ้าไม่มีรอยกระสุนเลย กระสุนถูกที่หน้าผากหนึ่งนัด ในปากหนึ่งนัด ที่ลูกกระเดือกหนึ่งนัดปากไม่เเตก ฟันไม่เเตกเเละไม่หัก หนังไม่ขาด เลือดไม่มี ลูกปืนที่ยิงเข้าปากมันอมไว้ทั้งเก้าเม็ด คายออกเมื่อไห้ถ้อยคำ อะเเวสะดอมีช้องหมูป่า เคราคนเป็นทองเเดง เเละตับคนเป็นเหล็กห้อยคอ ผู้ร้ายสำคัญยิ่งกว่าอะเเวสะดอ อีกคนหนึ่งชื่อนายกลับ คำทอง เป็นชาวอำเภอทับเที่ยง จังหวัดตรัง เป็นผู้ร้ายมาตั้งเเต่สมัย ดำหัวเเพร รุ่ง ดอกทราย สมัยรัชกาลที่ 6 เจ้าหน้าที่จับไม่ได้ บางคนตามจับมาตั้งเเต่หนุ่มจนเเก่ เช่น คุณยุทธ์ ประภาวัฒน์ ตามจับอยู่ถึง 11 ปี ไม่ได้พบเห็น ผมตามจับอยู่ 8 ปี ตั้งเเต่ปี พ.ศ. 2434 ได้พบตัวเมื่อวันพุธ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ พศ 2485 เวลา 01.00นาฬิกาถึง 07.30นาฬิกาพวกเราไปกัน 6 คน มีนายเจิม ลูกงู เป็นผู้นำ มีผม พลฯบุญ กล้าหาญ พลฯมน ขุนยัง พลฯจำเนียร นาคะวิโรจน์ พลฯกันภัย ณ ป้อมเพชร ตอนนั้นนายกลับ คำทองมีเมียอยู่ที่บ้านนาวง ตำบลบ้านนา อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง พวกเราไปซุ่มอยู่ตั้งเเต่ตอนกลางคืนของวันอังคาร ซุ่มอยู่ในสวนใกล้บ้าน ห่างจากเรือนไปทางทิศเหนือประมาณ 20 วา จนรุ่งเช้าเวลา 06.00 นาฬิกา ผมกับนายเจิม ลูกงู ก็เห็นนายกลับ คำทอง เปิดประตูระเบียงเรือนออกมายืนนอกชาน ตรงกับพวกเราซุ่มอยู่พอดี นายกลับ คำทองนุ่งผ้าพื้นลอยชายสีเขียวใบไม้ มีผ้าขาวม้าตาหมากรุกพาดไหล่ห้อย ชายไปข้างหลังทั้งสองข้าง หันหน้าไปทางทิศตะวันออกมองดูรอบๆอายุนายกลับประมาณ 60 ปี เเต่ตำรวจคนอื่นๆที่ไปด้วยมิได้มองเห็นตัวนายกลับ คำทองเลยผมกับนายเจิม ลูกงู จ้องดูอยู่ราว 15 นาที หลังจากนั้นก็มองไม่เห็นอีก อีกสักครู่หนึ่งได้ยินเสียงคนฟันไม้ เเละปักไม้ทางตะวันตกเรือน นายเจิมบอกว่านายกลับ คำทอง ทำคอกควายใหม่พร้อมกับลูกเลี้ยงอายุราว 17 ปี พวกเรามองไม่เห็นเพราะมีป่าบัง พวกเราจึงได้เคลื่อนที่โดยการคลานเพราะหญ้าในสวนสูง เพียงกลางขาเท่านั้น จนเข้าไปใกล้ระยะห่างกันราว 8 วา ผมกับนายเจิมก็เห็นนายกลับ คำทอง ผูกรั้วเดินหน้าไปทางตะวันออก ลูกเลี้ยงปักกระทู้นำหน้า เเม้จะใกล้ขนาดนั้นเเล้วเเต่ตำรวจก็ยังมองไม่เห็นพอดีห่างจากตัวนายกลับ คำทอง เดินไปยังจอมปลวก พวกเราจึงรีบเคลื่อนที่เข้าไปให้ถึงตัวเเล้วต่อยจับเอา เพราะนายกลับ คำทองผู้นี้อยู่คงกระพัน ยิงไม่ออก ยิงไม่ถูก ยิงไม่เข้า ถ้าใช้ปืนยิงก็จะจับไม่ได้ จึงห้ามไม่ให้ใครยิง ผมจะเข้าไปต่อยก่อนเเล้วให้นายเจิมเเละตำรวจอีกคนเข้าไปช่วย ขณะที่พวกเรากำลังกำลังเคลื่อนที่เข้าไปหาจอมปลวกนั้นเอง นายกลับ คำทอง ออกจากทึ่ผูกรั้วเดินขึ้นไปทางทิศตะวันตก เงยหน้ามองดูบนต้นไม้ นายเจิมขยับปืนลูกซองจะยิง เเต่ผมได้ห้ามไว้ ต่อจากนั้นนายกลับ คำทอง ได้เดินตรงมาหาพวกเราหน้ายังเงยดูเบื้องบนอยู่อย่างเดิม พอห่างจากพวกเรา 2 วา ก็เดิน เลี้ยวไปทางทิศตะวันตก ตำรวจทุกคนยังมองไม่เห็นตัว ขณะที่ผมกำลังเผลอนั่นเอง นายเจิม ลูกงู ยิงด้วยปืนลูกซองเบรานิง 2 นัด เเต่ไม่ถูก นายกลับหันมาดูเเล้ววิ่งไปทางตะวันตก ตอนนี้ตำรวจทุกคน ได้มองเห็นตัว เเละลุกขึ้นไล่กวดเป็นเเถวหน้ากระดาน พลฯจำเนียร นาคะวิโรจน์ อยู่สุดเเถวทางขวา พลฯบุญ กล้าหาญ อยู่ทางซ้าย พอวิ่งไปถึงปลายสวน พวกทีอยู่กลางเเถวไปติดกอไผ่ ทางตะวันตกของกอไผ่ราว 3 ศอก มีคอกควายเก่า นายกลับ คำทอง ได้วิ่งเลี้ยวเข้าไปในระหว่างคอก ควายกับกอไผ่ พลฯบุญ กล้าหาญ วิ่งกระหนาบเข้ามาทางขวา นายกลับ คำทอง วิ่งวนไปมา เเล้วล้มลงนอนหงายท้องพร้อมกับชักมีดพกขึ้นมาเเทงรับไว้ เเล้วหมุนตัวไปรอบๆ พวกเราจะเข้าไปจับก็ไม่ถนัด ขณะที่กำลังชุลมุนอยู่นั้น นายกลับ คำทองก็ลุกขึ้นวิ่งเเหวกวงล้อมชน พลฯบุญ กล้าหาญ จนถลาไป นายกลับ คำทองวิ่งหนีไปทางตะวันตกเเล้วกระโดดลงไปในห้วย วิ่งไปตามลำห้วยน้ำในห้วยลึกประมาณ 1 ศอก ตำรวจทุกคนไล่กวดไปติดๆพร้อมกับยิงเข้าใส่ ผมถอยลงมาอยู่ข้างหลังเเละไม่ได้ยิงวิ่งไปได้ราว 2 เส้น พอถึงคดของห้วย มีวังน้ำลึก มีหาดทราย นายกลับ คำทอง ได้วิ่งขึ้นตลิ่ง พลฯจำเนียร นาคะวิโรจน์ จึงยิงด้วยปืนพระรามหกในระยะ ห่างเพียง 2 วา ถูกระหว่างสะบักล้มหงายกลิ้งลงมาบนหาด ทรายที่พวกเรายืนอยู่เเล้วหายไปเฉยๆ โดยไม่มีร่องรอย ผมเข้าใจว่า คงจะกลับไปบ้านเพื่อเอาปืนเเละเครื่องรางจึงนำพวกวิ่งกลับมาที่บ้านนายกลับ คำทอง พบกับลูกเลี้ยงของนายกลับที่ข้างหลังเรือน ถามดูได้ความว่านายกลับ คำทอง ยังไม่กลับมาบ้าน ผมถามว่าเครื่องราง กับปืนของนายกลับอยุ่ที่ไหน ลูกเลี้ยงบอกว่าอยู่ใต้เสาดั้ง ห้องนอน ของนายกลับผมให้ขึ้นไปนำมาให้ เเต่ลูกเลี้ยงไม่ยอมขึ้นกลัวนายกลับจะฆ่าทั้งเเม่เเละตัวเขา ผมจึงให้ตำรวจ 4 คนขึ้น ไปค้นหาคนละ 3 เที่ยว เเต่ทุกคนก็หาไม่พบ จึงพากันกลับโรงพัก ก่อนกลับได้กำชับ ลูกเลี้ยงว่าพรุ่งนี้เวลา 9.00นาฬิกา จะกลับมาที่บ้านเพื่อสอบความจริงอีก รุ่งขึ้นพวกเรากลับไปที่บ้านนั้นอีกพบเเต่ลูกเลี้ยงอยู่บ้านเพียงลำพังคนเดียว ได้พบว่าเเม่ยังไม่กลับ เเละได้เล่าว่าเมื่อวานนี้ขณะที่ตำรวจได้ขี้นไปค้นบ้าน นายกลับ คำทองได้มายืนอยู่ใกล้ๆ กับที่ลูกเลี้ยงยืนอยู่นั่นเอง เมื่อตำรวจกลับหมดเเล้ว นายกลับจึงบอกให้ลูกเลี้ยงขึ้นไปเอาปืนกับเครื่องรางมาให้ ลูกเลี้ยงบอกว่าตำรวจ 4 คนขึ้นไปค้นตั้งเเต่ 12 เที่ยวเเละเอาไปเเล้ว นายกลับบอกว่าของยังอยู่ตำรวจยังเอาไปไม่ได้ลูกเลี้ยงจึงบอกให้พ่อขึ้นไปเอาเอง นายกลับยังพูดต่อไปว่า บ้านนี้ไม่เหยียบจนกว่าจะครบ 7 ปี เพราะนายร้อย ขุนพันธ์ คนนั้นใด้ทำไว้หลายอย่าง นายกลับได้บอกให้ลูกเลี้ยงได้บอกให้ลูกเลี้ยงขึ้นไปนำมาให้เเล้วบอกว่าจะเดินทางไปเมืองตรัง ผมถามลูกเลี้ยงนายกลับว่าที่ถูกตำรวจยิงนั้นนายกลับเจ็บมากหรือเปล่า ลุกเลี้ยงบอกว่าเห็นบวมระหว่างสะบักโตเท่าผลส้มหัวจุก หลังจากนั้นลูกเลี้ยงก็บอกว่า นายกลับได้ขึ้นรถยนต์ไปเมืองตรังในตอนเช้าวันนั้น นายกลับคำทอง ผู้นี้เป็นลูกศิษย์อาจารย์ทองเขาเอาะหรือเขาอ้อ เเละเป็นเกลอกับอาจารย์นำ เเก้วจันทร์ วัดดอนศาลา ชอบย่อยเบา ปล้นทรัพย์ ที่ผมรู้ครั้งเดียวคือที่บ้านสวนจันทร์ ตำบลทับเที่ยง จังหวัดตรัง ขณะนั้นคุณยุทธ์ ประภาวัฒน์ เป็นผู้กำกับเมืองตรัง ส่วนผมเป็นผู้กำกับพัทลุง นายกลับคนนี้ไม่เคยมีทำร้ายใคร ไม่เคยฆ่าคน ไม่ต่อสู้เจ้าพนักงาน ทรัพย์ที่ขึ้นลักขโมยก็เอาของที่อยู่ในหีบห่อ ของคู่ใช้จะไม่เอาเเละของทึ่เอานั้นยังเเบ่งส่วนไว้ให้เจ้าของอีกด้วย ในจังหวัดพัทลุงไม่เคยลักขโมยของใครเพราะถือว่าเป็นเมืองของอาจารย์ ในกลางปี พ.ศ. 2485 ผมย้ายไปทางเหนือเเละย้ายมาพัทลุงเมื่อปี พ.ศ. 2492 นายกลับ คำทอง มีอายุมากเเล้วเเละเลิกประพฤติชั่ว กลับมาอีกที่บ้านเมียที่นาวง พอรู้ว่าผมกลับมาเขาก็ย้ายไปอยู่ที่เมืองตรัง ทันที ผมให้อาจารย์นำไปบอกว่า ขอพบสักครั้งที่พัทลุงเเต่นายกลับไม่ยอมมาพบ บอกว่านายร้อยคนนั้นไว้ไจไม่ได้ มันยิงกูทีหนึ่งเเล้ว กูไม่ขอพบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากที่ผู้จัดได้รวบรวมข้อมูลจากข้อเขียนเเละบันทึกเรื่องช้องหมูป่า ตับคนเป็นเหล็ก เคราคนเป็นทองเเดงโดยพลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นคนได้บันทึกไว้ เครื่องรางชนิดนี้ต้องได้มาจากสิ่งนั้นจริงๆถึงมีประสิทธิภาพเเละต้องได้ปลุกเสกจากอาจารย์ที่เคร่งครัดเเละมีศีลบริสุทธิ์เเละได้เรียนในทางด้านนี้โดยเฉพาะเเละอยู่ที่คนถือสิ่งนี้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/3542350888591504237/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/06/blog-post_9782.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/3542350888591504237'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/3542350888591504237'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/06/blog-post_9782.html' title='ช้องหมูป่า พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-iP4Lb28NJCM/T-1BAPLZS4I/AAAAAAAANf0/JxmR8zY-hXc/s72-c/jjjjj.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-8129371165520694875</id><published>2012-06-28T15:28:00.000-07:00</published><updated>2012-06-28T20:14:16.865-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระกริ่งนวโล กุตตรญาณมุนีท่านเจ้าคุณศรี สนธิ์ วัดสุทัศน์เทพวราราม'/><title type='text'>พระกริ่งนวโล กุตตรญาณมุนีท่านเจ้าคุณศรี สนธิ์ วัดสุทัศน์เทพวราราม</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;ประวัติพระกริ่งนวโล กุตตรญาณมุนีท่านเจ้าคุณศรี สนธิ์ วัดสุทัศน์เทพวราราม&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-QXV5lAbInSI/T-zOcOQy3BI/AAAAAAAANe8/4iNQcQ-M4Aw/s1600/ttttttttt.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-QXV5lAbInSI/T-zOcOQy3BI/AAAAAAAANe8/4iNQcQ-M4Aw/s320/ttttttttt.jpg" vca="true" width="170" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-Av-4_gojP-c/T-zPbgOCAgI/AAAAAAAANfU/qse3DC8HXbQ/s1600/eeeeeee.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://3.bp.blogspot.com/-Av-4_gojP-c/T-zPbgOCAgI/AAAAAAAANfU/qse3DC8HXbQ/s320/eeeeeee.jpg" vca="true" width="183" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;ไว้กรณีศึกษาครับพิมพ์ทรง เนื้อหา เเละธรรมชาติองค์นี้เนื้อเเก่ทอง คราบขี้เบ้ามีให้เห็นอย่างเป็นธรรมชาติตามกาลเวลาถือว่ารักษาสภาพสมบูรณ์มาก สำหรับ&lt;/span&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;องค์&lt;/span&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;นี้พระกริ่งนวโล กุตตรญาณมุนีท่านเจ้าคุณศรี สนธิ์ วัดสุทัศน์เทพวรารามทุกวันนี้หายากเพราะสร้างน้อยตามฤกษ์กำลังวัน&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&lt;u&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;องค์นี้พิเศษเพราะตอกโค๊ดใต้ฐานเป็นภาษาจีน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-uVaXIaF9Nxg/T-zPFmxIpfI/AAAAAAAANfE/L6E1mSDf_Jo/s1600/wwwwwwww.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://2.bp.blogspot.com/-uVaXIaF9Nxg/T-zPFmxIpfI/AAAAAAAANfE/L6E1mSDf_Jo/s320/wwwwwwww.jpg" vca="true" width="143" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-av3PCHEBOTQ/T-zPY4S7_hI/AAAAAAAANfM/7cJhg2dJeMw/s1600/DSC020yyy.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://3.bp.blogspot.com/-av3PCHEBOTQ/T-zPY4S7_hI/AAAAAAAANfM/7cJhg2dJeMw/s1600/DSC020yyy.jpg" vca="true" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;สำหรับคำกล่าวว่าตำราสร้างพระกริ่งใน ยุคกรุงรัตนโกสินทร์นี้ เดิมเป็นตำราของสมเด็จพระนพระชัต วัดป่าแก้ว สำนักอรัญญิกาวาสสมถธุระวิปัสสนาธุระแห่งกรุงศรีอยุธยา และมาอยู่ที่สมเด็จกรมพระยาปรมานุชิตชิโนรส ศรีสุคตขัตติยวงศ์ วัดพระเชตุพนฯ จากนั้นพรมงคลทิพย์มุนี (มา) วัดจักรวรรดิราชาวาส ก่อนที่จะมาตกอยู่ที่สมเด็จพระสังฆราช (แพ) เมื่อครั้งยังทรงสมณศักดิ์เป็นพระเทพโมลี&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้การแสวงหาแร่ธาตุที่มีคุณต่างๆ นั้น ต้องใช้ความพยายามไม่น้อย ตามตำราการ สร้างพระกริ่งเนื้อ นวโลหะสายวัดสุทัศนฯ ประกอบไปด้วย 1.ชินน้ำหนัก 1 บาท (1 บาท = 15.2 กรัม) 2.จ้าวน้ำเงิน น้ำหนัก 2 บาท(แร่ชนิดหนึ่ง สีเขียวปนน้ำเงิน) 3.เหล็กละลายตัว น้ำหนัก 3 บาท 4.บริสุทธิ์ทองแดงบริสุทธิ์น้ำหนัก4 บาท 5.ปรอท น้ำหนัก5 บาท 6.สังกะสี น้ำหนัก 6 บาท7.ทองแดง น้ำหนัก 7 บาท 8.เงิน น้ำหนัก 8 บาท และ 9.ทองคำ น้ำหนัก 9 บาท มาหล่อหลอมให้กินกันดีแล้วนำมาตีเป็นแผ่นแล้วจารยันต์ 108 กับ นะ ปถมัง 14 นะ ครั้งได้ฤกษ์ยามดีก็จะพิธีลงยันต์ในพระอุโบสถต่อไป จากนั้นก็กลับนำมาหล่อตามฤกษ์อีกครั้ง&lt;br /&gt;ด้วยมวลสารพิธีกรรมและฤกษ์ ทำให้พระกริ่งที่ สร้างในยุคก่อนมีความเข้มขลังสามารถแช่น้ำทำน้ำมนต์มาดื่มกันรักษาโรคได้ แต่การสร้างยุคหลัง ส่วนใหญ่จะเป็นการรวบรัด แม้ว่าจะเป็นเนื้อนวโลหะครบตามสูตร แต่การจารยันต์และฤกษ์การเทนั้นไม่เป็นตามตำรา พระกริ่งยุคหลังจึงนำมาแช่น้ำทำน้ำมนต์มาดื่มกันรักษาโรคไม่ได้ดีเท่าในอดีต&lt;br /&gt;สำนักวัดสุทัศนเทพวราราม นอกจากจะมี สมเด็จพระสังฆราช (แพ) เป็นผู้สร้าง พระกริ่ง หลายรุ่นจนโด่งดัง และเช่าหากันแสนแพงในทุกวันนี้แล้ว ก็ยังมี พระศรีสัจจญาณมุนี หรือที่ศิษยานุศิษย์เรียกกันโดยทั่วไปว่า ท่านเจ้าคุณศรีฯ (สนธิ์) เป็นอีกท่านหนึ่งที่ได้สร้างพระกริ่งเอาไว้หลายรุ่น จนโด่งดังเช่นเดียวกัน ท่านเจ้าคุณศรีฯ (สนธิ์) เป็นศิษย์เอกของ เจ้าประคุณสมเด็จ (แพ) ผู้ได้รับความรู้ในเรื่องการสร้างพระกริ่งจากเจ้าประคุณสมเด็จฯ เอาไว้อย่างครบถ้วน น่าเสียดายที่ ท่านเจ้าคุณศรีฯ (สนธิ์) มีอายุเพียง ๔๙ ปีเท่านั้น ท่านก็มรณภาพ (เกิด ๑๗ กรกฎาคม ๒๔๔๖ มรณภาพ ๑๖ มกราคม ๒๔๙๕)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;พระกริ่งสายวัดสุทัศน์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ของ&lt;span style="color: gold;"&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;ท่านเจ้าคุณศรี (สนธิ์)&amp;nbsp; ศิษย์เอกของสมเด็จพระสังฆราช (แพ) พระกริ่งนวโล กุตตรญาณมุนี&lt;/span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;สร้างในปี พ.ศ. 2490&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;จำนวนประมาณไม่เกินหลักร้อยองค์บรรจุกริ่งในตัว &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;วรรณะขององค์พระออกเหลือง ปาดใต้ฐานองค์พระหรือก้นเป็นแอ่งกระทะน้อยๆ ทุกองค์ แต่งโดย 'อาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร'&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;มีพระกริ่งรุ่นหนึ่งของ ท่านเจ้าคุณศรีฯ (สนธิ์) ที่น่าสนใจ คือ พระกริ่งนวโลกุตตรญาณมุนี พ.ศ.๒๔๙๐ หรือที่วงการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-Rv0R0Wt9Du4/T-zP6DbETjI/AAAAAAAANfc/pjsITNv588w/s1600/LR550186-1338713691.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="240" src="http://4.bp.blogspot.com/-Rv0R0Wt9Du4/T-zP6DbETjI/AAAAAAAANfc/pjsITNv588w/s320/LR550186-1338713691.jpg" vca="true" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;องค์นี้พระกริ่งนวโล กุตตรญาณมุนีท่านเจ้าคุณศรี สนธิ์ วัดสุทัศน์เทพวรารามของคุณเล็ก อโศก&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;เรียกกันสั้นๆ ว่า พระกริ่งนวโลฯ มีทั้ง1 รู เเละ&amp;nbsp;2 รู ด้านหลังข้างหลังฐานองค์พระทุกองค์&amp;nbsp;จำนวนสร้างไม่เกินหลักร้อยองค์ ใต้ฐานปาดเป็นแอ่งกระทะเล็กน้อย บางองค์แต่งเป็นแบบ ก้นถ้วย ก็มี &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;u&gt;ประวัติพระมงคลราชมุนี (สนธ์ ยติธโร)ท่านเจ้าคุณศรี (สนธ์) วัดสุทัศน์เทพวราราม&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-N6_vpRtZz0c/T-zL_b85wXI/AAAAAAAANe0/Kq2gZBfI2Fg/s1600/bbb.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-N6_vpRtZz0c/T-zL_b85wXI/AAAAAAAANe0/Kq2gZBfI2Fg/s320/bbb.jpg" vca="true" width="242" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;พระมงคลราชมุนี นามเดิม สนธิ์ นามสกุลพงศ์กระวี นามฉายา ยติธโร ชาตะกาลกำเนิด ณ วันศุกร์ แรม 8 ค่ำ เดือน 8 ปีเถาะ เบญจศก จุลศักราช 1265 เวลา 6.00 น. เศษตรงกับวันที่ 17 กรกฎาคม พุทธศักราช 2446 ณ ตำบลบ้านป่าหวาย กิ่งอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี โยมผู้ชายชื่อสุข โยมผู้หญิงชื่อทองดี มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 11 คน คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. นายบก ทิพโม (ถึงแก่กรรมไปแล้ว)&lt;br /&gt;2. นางจอย วงศ์เทียน&lt;br /&gt;3. นายพริ้ง พงศ์กระวี&lt;br /&gt;4. นางเที่ยง ราชวงศ์&lt;br /&gt;5. นางเม้า จินนิฤทัย&lt;br /&gt;6. พระมงคลราชมุนี (สนธิ์ พงศ์กระวี)&lt;br /&gt;7. นางแสง จอนจา&lt;br /&gt;8. นางฉ่ำ พงศ์กระวี&lt;br /&gt;9. นางมี มิทิน&lt;br /&gt;10. นางขาว สุขกสิกร&lt;br /&gt;11. นายมงคล พงศ์กระวี&lt;br /&gt;เมื่อเจ้าคุณมงคลราชมุนีมีอายุได้ 11 ขวบ ขณะนั้นโยมผู้ชายของท่านได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว โยมผู้หญิงของท่านจึงได้นำท่านมาฝากไว้กับพระภิกษุบุญ (หลวงตาบุญ) ซึ่งเกี่ยวเป็นญาติกับโยมผู้หญิงของท่านที่วัดสุทัศน์เทพวราราม คณะ 15 เพื่อให้ศึกษาอักขระสมัยฝ่ายบาลี ตามคตินิยมที่เล่าเรียนกันในยุคนั้น คือ เริ่มเรียนคัมภีร์สนธิ คัมภีร์นาม คือไปตามลำดับ &lt;br /&gt;ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2458 อายุของท่านได้ 13 ปี จึงได้บรรพชาเป็นสามเณรโดยมี พระมงคลราชมุนี (ผึ่ง ปุปฺผโก) เมื่อครั้งยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระครูปลัดสุวัฒนพรหมจริยคุณ ฐานานุกรมในพระพรหมมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ ในระหว่างที่ท่านบรรพชาเป็นสามเณรอยู่นั้น ท่านก็ได้ศึกษาเล่าเรียนต่อไปตามปกติ จนถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2459 ท่านได้ย้ายไปอยู่ที่วัดกลางบางแก้ว ตำบลบางแก้ว อำเภอนครไชยศรี จังหวัดนครปฐม ในความปกครองของเจ้าคุณพุทธิวิถีนายก เจ้าคณะจังหวัดนครปฐมในยุคนั้น ตราบจนถึง พ.ศ. 2460 ท่านจึงได้ย้ายกลับมาอยู่ที่วัดสุทัศน์ฯ ตามเดิม&lt;br /&gt;ในตอนที่ท่านจะกลับมานี้ ตามที่ท่านได้เคยกรุณาเล่าให้บรรดาศิษย์และผู้ที่คุ้นเคยฟังว่าขณะเมื่อท่านเข้าไปกราบลา เจ้าคุณพุทธวิถีนายกเพื่อจะกลับกรุงเทพฯ เห็นจะเป็นเพราะความกรุณาที่ท่านเจ้าคุณพุทธฯ มีต่อท่าน เพราะได้เอ่ยปรารภไม่อยากให้ท่านกลับกรุงเทพฯเลย ท่านมีความประสงค์ที่ต้องการที่จะเอาไว้แทนตัวท่าน (เนื่องจากเจ้าคุณพุทธวิถีนายกองค์นี้เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในเชิงวิปัสสนาธุระมีผู้เคารพนับถือท่านมาก) แต่เมื่อท่านเจ้าคุณพุทธฯ ท่านเห็นว่าไม่สามารถจะขัดขวางหน่วงเหนี่ยวเอาไว้ได้ ก็จำเป็นต้องอนุโลมผ่อนตามพร้อมกับประสาทคำพยากรณ์ให้ไว้ว่า "คนลักษณะอย่างเณรมันต้องเป็นอาจารย์คน" ซึ่งคำพยากรณ์ของท่านเจ้าคุณพุทธฯ ดังกล่าวนี้ก็ได้ประสิทธิผลสมจริงทุกประการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อท่านได้กลับคืนมาสู่วัดสุทัศน์ตามเดิมแล้ว ก็ได้ศึกษาธรรมวินัยต่อไปและได้เข้าสอบประโยคนักธรรมตรีได้ในปี พ.ศ. 2464 เข้าสอบประโยคนักธรรมโทได้ในปี พ.ศ. 2465 ถึงปี พ.ศ. 2466 ได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุโดยมีสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็นที่ พระพรหมมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมงคลราชมุนี (ผึ่ง ปุปฺผโก) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็นที่พระครูปลัดสุวัฒนพระพรหมจริยคุณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระพิมลธรรม (นาค สุมมนาโค) เจ้าอาวาส วัดอรุณราชวราราม เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็นที่พระเทพเวที และยังสถิตอยู่ที่วัดสุทัศน์เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เสด็จพระอุปัชฌาย์ขนานนามฉายาว่า "ยติธโร" หลังจากอุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้วก็ได้ศึกษาพระธรรมวินัยตลอดมา&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;ปี พ.ศ. 2467 สอบเปรียญธรรมได้ 3 ประโยค และเป็นพระเปรียญรุ่นสุดท้ายที่ได้รับพระราชทานนิตยภัตต์เพราะปรากฏว่าต่อแต่ปีนั้นมา พระภิกษุสามเณรที่สอบเปรียญธรรมได้ แม้จนถึง 9 ประโยค ก็ไม่ได้รับพระราชทานนิตยภัตต์เลยจนตราบเท่าทุกวันนี้&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;ปี พ.ศ. 2468 สอบเปรียญธรรมได้ 4 ประโยค พร้อมทั้งได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูธรรมรักขิต ฐานานุกรมในสมเด็จพระพุฒาจารย์ และในปีนั้นเองก็ได้ขึ้นครองเป็นเจ้าคณะ 13 แทนเจ้าคณะเดิมที่ถึงแก่มรณภาพ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;ปี พ.ศ. 2469 ท่านได้ประสบเคราะห์กรรมอย่างหนัก คือถูกคนวิกลจริตฟันท่านด้วยมีดตอก ได้รับบาดเจ็บตามร่างกายหลายแห่งเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2469 เวลาประมาณ 4.00 น. เศษ&lt;/div&gt;ผลจากการถูกทำร้ายอย่างสาหัสในคราวนั้น ทำให้ท่านอาพาธหนักไปพักหนึ่ง ประมาณสามเดือน ได้ขึ้นไปรักษาตัวอยู่ที่บ้านเดิมของท่าน เมื่อหายจากการอาพาธแล้วได้กลับคืนมาอยู่ที่วัดสุทัศน์ตามเดิม และเมื่อมาถึงได้ขึ้นไปเฝ้าเสด็จพระอุปัชฌาย์ เสด็จทรงรับสั่งว่า "อ๋อ! มหาสนธิ์ เธอหายดีแล้วหรือ" แล้วท่านก็รับสั่งเรียกให้เข้าไปใกล้ ทรงจับศีรษะท่านไว้แล้วทรงเป่าให้ 3 ครั้ง พร้อมกับทรงรับสั่งต่อไปอีกว่า "ตั้งแต่นี้ต่อไปจะไม่มีอะไรอีกแล้ว" คำรับสั่งประสาทพรของเสด็จในครั้งกระนั้นเป็นมหามนต์อันศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองป้องกันสรรพภัย ให้แก่ท่านตลอดมา เพราะนับแต่เกิดเหตุการณ์ในครั้งนั้นแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าท่านได้รับอันตรายที่ร้ายแรงเลยตราบเท่าถึงกาลมรณภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อนึ่ง ในปีนั้นเองท่านได้เลื่อนตำแหน่งฐานานุกรมจากพระครูธรรมรักขิต เป็นพระครูวิจารณ์โกศล และเลื่อนจากพระครูวิจารณ์โกศล เป็นพระครูวิจิตร์สังฆการ ฐานานุกรมในสมเด็จพระพุฒาจารย์ &lt;br /&gt;ปี พ.ศ. 2470 สอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยคปี พ.ศ. 2471 ได้เลื่อนตำแหน่งฐานานุกรมจากพระครูวิจิตร์สังฆการเป็น พระครูวินัยธร ฐานานุกรมในสมเด็จพระวันรัตปี พ.ศ. 2474 สอบได้นักธรรมเอกและเปรียญธรรมเอก 7 ประโยคแล้ว ท่านก็หยุดเข้าสอบประโยคต่อๆ ไปอีก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;ถึงแม้ว่าท่านจะปลงใจหยุดไม่เข้าสอบประโยคต่อๆไปอีก แต่ท่านก็ยังคงศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในพระไตรปิฎกอยู่เสมอ มิได้ว่างเว้นทอดทิ้งเลย ใช่แต่เท่านั้น ท่านยังเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษาในศาสตร์ต่างๆ อีกด้วย ขึ้นแรกหันเข้าศึกษาค้นคว้าวิชาแพทย์แผนโบราณพยายามรวบรวมตำราแพทย์เอาไว้ได้เป็นจำนวนมาก พร้อมกันนั้นท่านก็ได้ประกอบยาแก้โรคขึ้นไว้หลายขนาน เพื่อใช้บำบัดโรคภัยไข้เจ็บจากผู้ที่มาขอรับการรักษา โดยมิได้คิดมูลค่าแต่ประการใดเลย&lt;/div&gt;ยาที่ท่านประกอบขึ้นแต่ละขนานปรากฏว่ามีสรรคุณใช้บำบัดโรคได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ก็เพราะผู้ที่มาขอเอาไปใช้นั้นต่างประจักษ์ผลความศักดิ์สิทธิ์ของยาที่ท่านประกอบขึ้นแทบทุกคน&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;นอกจากวิชาแพทย์แล้วท่านยังสนใจในวิชาโหราศาสตร์ ทั้งในด้านพยากรณ์ด้วยศาสตร์ประเภทนี้เองนับว่าท่านได้สร้างเกียรติประวัติไว้ในวงจักรวาลโหรไทยอย่างเลอเลิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการคำนวณฤกษ์ยามเพื่อประกอบพิธีการมงคลต่างๆ ฤกษ์ของท่านที่คำนวณให้ไปทุกคราว ปรากฏว่าให้ผลดีแก่เจ้าของงานแทบทุกราย และบางครั้งยังสำแดงนิมิตดีให้ประจักษ์ทันตาเห็นเป็นหลายครั้ง ดังเช่นเมื่อคราวให้ฤกษ์ยกช่อฟ้าที่วัดสุทัศน์ฯ เป็นต้น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ในระยะหลังเมื่อใกล้กาลมรณภาพของท่าน เกียรติคุณในการคำนวณฤกษ์ได้แพร่เกียรติกำจายไปทั่วทิศานุทิศ ได้มีผู้ที่จะประกอบพิธีการมงคลต่างๆ พากันมาขอร้องให้ท่านช่วยคำนวณฤกษ์ให้แทบทุกเมื่อเชื่อวันและมากรายด้วยกัน ซึ่งท่านจำต้องใช้สมองอย่างหนักหน่วงในการนี้ อันเป็นเหตุอันหนึ่งที่ทำให้พยาธิเข้าครอบงำท่าน&lt;br /&gt;ศาสตร์อีกแขนงหนึ่งที่ท่านเชี่ยวชาญเจนจบเป็นพิเศษ แทบจะหาผู้เสมอเหมือนได้ยากคือ "ไสยศาสตร์" วิทยาการอันลี้ลับที่กล่าวถึงการใช้เวทมนตร์คาถา ท่านสนใจในวิชาประเภทนี้มาก ดูเหมือนว่าเริ่มแต่เป็นสามเณรเมื่อครั้งออกไปอยู่วัดกลางบางแก้ว กับท่านเจ้าคุณพุทธวิถีนายก&lt;br /&gt;แต่ทั้งนี้มิใช่ว่าจะเชื่อถืออย่างงมงายโดยปราศจากเหตุผล ท่านได้พยายามค้นคว้าหาเหตุที่มาของมนต์และคาถาต่างๆ ได้โดยละเอียดถูกต้องเรียบร้อยและพิสดารยิ่ง จบแทบจะกล่าวได้ว่าไม่มีมนต์หรือคาถาบทใดเลย ที่ไม่เคยผ่านสายตาของท่าน&lt;br /&gt;พร้อมทั้งการค้นคว้าในหลักวิชาเวทมนตร์คาถานี้ ท่านก็ได้เพียรบำเพ็ญอบรมจิตใจของท่านในทางวิปัสสนาธุระควบไปด้วย เรื่องความขลังความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ก็ได้เคยสำแดงออกให้เห็นประจักษ์แก่ตาแก่ใจ ในเหล่าบรรดาศิษยานุศิษย์โดยทั่วกันทุกคน จนแทบจะกล่าวได้ว่าสืบเบื้องหน้าต่อไปจะหาพระมหาเถราจารย์เยี่ยงท่านอีก ก็เปรียบเสมือนไปเดินงมเข็มในก้นท้องทะเลฉะนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2481 ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ "พระศรีสัจจญาณมุนี" ซึ่งพระราชาคณะตำแหน่งนี้ มิได้เคยแต่งตั้งให้แก่พระเถระรูปใดเลยในยุคกรุงรัตนโกสินทร์นี้ และดูเหมือนว่าจะเคยมีการแต่งตั้งกันบ้างก็แต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเท่านั้น&lt;/div&gt;ฉะนั้นเมื่อตอนก่อนที่จะได้รับพระราชทานตำแหน่งที่พระศรีสัจจญาณมุนีนี้ ได้มีการประชุมกันเพื่อเลือกหาราชทินนามเพื่อขอพระราชทาน มีพระเถรรูปหนึ่งที่เป็นกรรมการร่วมอยู่ด้วยได้ถวายความเห็นคัดค้านต่อเสด็จพระอุปัชฌาย์ของท่าน ซึ่งเป็นองค์ประธานในที่ประชุมนั้น และซ้ำทรงเป็นผู้ที่ให้คำแนะนำในที่ประชุมนั้นว่า ควรใช้ราชทินนามว่า พระศรีสัจจญาณมุนี&lt;br /&gt;พระเถระกรรมการรูปนั้นได้ถวายความเห็นว่า ตำแหน่งที่พระศรีสัจจญาณมุนีขึ้น ควรแก่ผู้ที่เป็นโหรเท่านั้น ถ้าจะให้มหาสนธิ์เป็นเห็นจะไม่เหมาะ แต่เสด็จกลับทรงนับสั่งว่า "มหาสนธิ์ของฉันก็เป็นโหรเหมือนกัน" เรื่องจึงเป็นยุติกันแค่นั้น ดังปรากฏในสำเนาตามที่จารึกอยู่ในสัญญาบัตรตราตั้งดังนี้…&lt;br /&gt;ให้มหาสนธิ์ 7 ประโยค วัดสุทัศน์เทพวราราม เป็นพระราชาคณะมีนามว่า พระศรีสัจจญาณมุนี ขอพระคุณจงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอนช่วยระงับอธิกรณ์และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณร ในพระอารามโดยสมควร จงเจริญสุขสวัสดิ์ในพระพุทธศาสนาเทอญ&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พุทธศักราช 2481 เป็นปีที่ 5 ในรัชกาลปัจจุบัน&lt;/div&gt;ในพระปรมมาภิไธย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล&lt;br /&gt;คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ &lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ 4 สิงหาคม พุทธศักราช 2480)&lt;/div&gt;อาทิตย์ทิพอาภา&lt;br /&gt;พลเอก เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน&lt;br /&gt;ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ&lt;br /&gt;พิบูลสงคราม&lt;br /&gt;นายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 ท่านได้ย้ายจากคณะ 13 มาขึ้นครองคณะ 11 ดำรงตำแหน่งพระราชาคณะที่พระศรีสัจจญาณมุนีสืบเรื่อยมาเป็นเวลา 13 ปี&lt;br /&gt;วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2493 ท่านจึงได้เลื่อนจากตำแหน่งพระราชาคณะสามัญ ขึ้นเป็นพระราชาคณะเสมอชั้นราช มีราชทินนามตามสำเนาที่จารึกในสัญญาบัตร ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;ให้พระศรีสัจจญาณมุนี เป็นพระมงคลราชมุนี สุทธศีลพรตนิเวฐเจษฏาธร ยติคณิสรบวรสังฆารามคามวาสี พระราชาคณะเสมอตำแหน่งราช สถิต ณ วัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงมีฐานนานุศักดิ์ควรตั้งฐานนุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1 ขอพระคุณจงรับธุระพระพุทธศาสนาเป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในพระอารามโดยสมควร จงเจริญสุขสวัสดิ์ในพระพุทธศาสนาเทอญ&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม พุทธศักราช 2493 เป็นปีที่ 5 ในรัชกาลปัจจุบัน&lt;br /&gt;ในพระปรมาภิไธยพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช&lt;br /&gt;รังสิต กรมพระชัยนาทนเรนทร &lt;br /&gt;ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์&lt;br /&gt;ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ&lt;br /&gt;จอมพล ป. พิบูลสงคราม&lt;br /&gt;นายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;ท่านได้ครองอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อมาจนถึงวันมรณภาพ มูลเหตุที่จะเกิดพยาธิเบียดเบียนท่านจนถึงแก่การมรณภาพนั้น ก็เห็นจะเป็นเพราะว่าท่านเป็นผู้ที่ตรากตรำมาก เบื้องต้นก็ตรากตรำในการศึกษาเล่าเรียนและการงานจนแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนกล่าวคือ นับแต่ท่านเริ่มสอนได้เปรียญธรรมท่านก็อุทิศเวลาของท่านสอนหนังสือให้แก่พระภิกษุสามเณร สอนกันอย่างเอาจริงเอาจังทีเดียว พอว่างจากการสอน ท่านก็หันมาจับมาจับการเรียนของท่านต่อไปอีก วันหนึ่งจะหาเวลาพักผ่อนได้น้อยเต็มที เหตุนี้เองจึงทำให้สังขารของท่านบอบช้ำมาก และต่อมาภายหลังเมื่อว่างในด้านศึกษาแล้ว ท่านกลับมาเพิ่มภารกิจในหน้าที่ของพระมหาเถราจารย์อีก ได้รับนิมนต์ให้ไปประกอบพิธีกรรมต่างๆ เสมอเป็นเนืองนิตย์ เช่นประกอบพิธีการหล่อพระพุทธรูป ซึ่งเป็นพิธีที่ใหญ่ต้องใช้เวลามาก เริ่มแต่การจารึกพระยันต์ 108 ลงในแผ่นโลหะ ซึ่งกว่าจะแล้วเสร็จก็เป็นการทรมานสังขารมิใช่น้อย มิใช่ว่าจะทำกันเป็นบางครั้งบางคราวหรือนานทีปีหน ท่านปฏิบัติในธุรกิจเช่นนี้แทบว่าจะเป็นประจำทีเดียว แม้บางครั้งบังเกิดอาการอาพาธขึ้น ท่านก็พยายามแข็งขืนกลืนกล้ำกระทำพิธีดังกล่าวจนแล้วเสร็จไม่ยอมรามือ&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;เมื่อเสร็จจากการลงแผ่นโลหะแล้ว จากนั้นก็ต้องนั่งปรกเข้าพิธีสวดพุทธาภิเษก นั่งปรกไปจนกว่าจะได้ฤกษ์เททอง การประกอบพิธีเช่นนี้แต่ละครั้งทำให้สุขภาพของท่านค่อยๆ เสื่อมทรุดลงทุกที เมื่อมีเวลาว่างพอที่จะได้พักผ่อนจำวัด ก็แทนที่จะได้รับการพักผ่อนอย่างสาสมเต็มที่ กลับต้องมานั่งรับแขกที่กุฏิอีกตลอดทั้งกลางวันกลางคืน เพราะเหตุว่ามีผู้คนพากันไปมาหาสู่ท่านเสมอมิได้ขาด และเมื่อผู้ใดได้ไปสู่ถึงสำนักของท่านแล้ว ท่านจะต้องให้การต้อนรับเป็นอย่างดีโดยทั่วถึงกันทุกคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;จากวันที่ท่านได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ จากพระศรีสัจจญาณมุนีเป็นพระมงคลราชมุนี สุขภาพของท่านก็เริ่มเสื่อมโทรมลงทุกที อาการอาพาธเริ่มปรากฏตัวขึ้นทีละน้อยๆ แต่ท่านเป็นผู้ที่กำลังใจเข้มแข็งอย่างเลิศ ไม่หวาดหวั่นพรั่นพรึงต่อมรณภัยที่กำลังคืบคลานเข้ามาเลย แม้จนกระทั่งเมื่อได้ทราบอาการของโรคจากผลการตรวจของนายแพทย์แล้วว่า ท่านกำลังอาพาธด้วยโรควัณโรค เหล่าศิษยานุศิษย์แทบทุกคน ตลอดจนบรรดาผู้ที่ถวายความเคารพนับถือในตัวท่านพยายามช่วยกันอ้อนวอนจะจัดหานายแพทย์มาถวายการรักษาพยาบาล แต่ท่านก็ยังคงยืนกรานเฉยเมยทำประดุจเป็นทองไม่รู้ร้อน เคยปฏิบัติกิจของท่านอย่างไร ท่านก็ปฏิบัติอยู่เช่นนั้นไม่เปลี่ยนแปลง หยูกยาที่มีผู้จัดหาไปถวายให้ฉัน บางครั้งก็ฉัน บางครั้งก็ไม่ฉัน อันนี้เองเป็นเหตุที่ทำให้อาการอาพาธทวีขึ้นโดยรวดเร็ว จนในท้ายที่สุดเมื่ออาการอาพาธย่างเข้าขีดที่สุดแล้วท่านจึงยอมให้ถวายการรักษาพยาบาล ระยะหลังท่านได้ย้ายจากกุฏิใหญ่ลงมาอยู่กุฏิหัวมุมข้างด้านซ้าย แต่อาการอาพาธของท่านทรุดหนักเพียบลงเสียแล้ว จนที่สุดนายแพทย์จะเยียวยาไหว ในวันคืนวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2495 ตรงกับวันพุธ แรม 5 ค่ำ เดือนยี่ ยังเป็นปีเถาะตรีศก จุลศักราช 1313 เวลา 21.20 น. ท่านก็ได้ถึงแก่มรณภาพลงด้วยอาการอันสงบท่ามกลางความวิปโยคอย่างใหญ่หลวง ของเหล่าศิษยานุศิษย์ทั้งปวง&lt;/div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;จริยาวัตร&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระคุณเจ้าพระมงคลราชมุนี ท่านเป็นผู้ที่เพียบพร้อมด้วยจริยวัตรและปฏิปทา อันควรแก่การยกย่องเคารพนับถือหลายประการ ในด้านอัธยาศัยใจคอ ท่านเป็นผู้ที่มีใจคอหนักแน่นเยือกเย็นสุขุม และอ่อนโยน&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;เรื่องความโกรธของท่าน แทบจะกล่าวได้ว่าไม่เคยมีใครเห็นท่านแสดงอาการโกรธเลย ถึงแม้หากว่าท่านจะเผอิญเกิดความโกรธขึ้น แต่ท่านก็พยายามเก็บสะกดเอาไว้ ไม่แสดงออกมานอกหน้าด้วยกายหรือวาจา เป็นผู้ที่มีใจกว้างขวาง ให้ความช่วยเหลือเผื่อแผ่แกคนทั่วไป โดยไม่คำนึงถึงชั้นวรรณะ&lt;/div&gt;ดังจะเห็นได้จากบุคคลที่มาติดต่อกับท่านท่านให้การปฏิสันถาวรต้อนรับโดยทั่วถึงกันหมด ไม่เลือกเพศ ไม่เลือกวัย ไม่เลือกชั้นวรรณะไพร่หรือผู้ดี ไม่เลือกฐานะยากดีมีจน เมื่อผู้ใดมาขอความช่วยเหลือจากท่าน ถ้าหากท่านมีโอกาสช่วยเหลือได้ เป็นต้องให้ความช่วยเหลือโดยทันทีมิได้แสดงท่าทีเบี่ยงบ่ายอิดเอื้อนแต่ประการใดเลย&lt;br /&gt;ในการทำกิจธุระให้นั้นก็มิได้มุ่งถึงอามิสลาภผลหรือสินจ้างรางวัลเป็นที่ตั้ง คุณธรรมอันประเสริฐข้อนี้แหละที่ทำให้คนทุกชั้นเข้าใกล้ท่านได้โดยสนิทเป็นอย่างกันเองเสมอมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;คุณธรรมของท่านอันควรแก่การสรรเสริญอีกสถานหนึ่งก็คือ ท่านเป็นผู้ที่มีกิริยาวาจาสุภาพเรียบร้อยต่อบุคคลทุกเพศทุกวัยโดยที่ถึงแม้ท่านจะเปรื่องปราชญ์ด้วยวิทยาการต่างๆ ทรงสมณศักดิ์และเป็นเปรียบธรรมชั้นสูงท่านก็ไม่เคยแสดงกิริยาท่าทีอันส่อไปถึงความเย่อหยิ่งไว้ตัวเลย ท่านไม่เคยกล่าววาจาให้ร้ายหรือส่อเสียดยุยงผู้หนึ่งผู้ใดเลย ทั้งเป็นปราศจากเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงในการคิดทำลายผู้อื่น กระทำตนเป็นบุคคลที่เสมอต้นเสมอปลาย เดิมเคยเป็นอย่างไรก็คงดำรงความเป็นไปเช่นนั้นอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงไม่เคยมีเรื่องราวแตกร้าวกับผู้ใด เคยรักใคร่สนิทสนมกับผู้ใด ก็คงสนิทสนมกับผู้นั้นตลอดมา ดังนั้นท่านจึงเป็นบุคคลที่ได้รับความเคารพนับถือจากคนทั่วไปที่ได้เคยคบหาสมาคมกับท่าน&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;นอกจากนั้นท่านยังเป็นผู้ที่มีความอุตสาหะมานะอดทนขยันหมั่นเพียร หนักเอาเบาสู้ในกิจการทุกอย่าง แม้จะยากลำบากอย่างไรไม่ท้อถอยเมื่อมีความตั้งใจว่าจะทำสิ่งไรแล้วท่านเป็นต้องทำจนแล้วเสร็จ มิใช่คนชนิดจับจดเพราะผล ความดีของท่านในข้อนี้เองที่ทำให้เสด็จพระอุปัชฌาย์ของท่านทรงประสาทศิลปวิทยาการอันล้ำค่าให้ คือ ทรงพระทานพระตำรับและพิธีกรรม สำหรับสร้างพระพุทธรูปและพระกริ่ง ตลอดจนกระทั่งพระตำรับที่ใช้สำหรับลงเครื่องรางของขลังต่างๆ อันสืบเนื่องมาตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระพนรัต วัดป่าแก้วสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ซึ่งเมื่อสิ้นสมัยเสด็จพระอุปัชฌาย์ของท่านแล้วท่านก็สืบเนื่องพิธีกรรมต่างๆ เหล่านี้กระทำต่อมามิได้ขาด ความศักดิ์สิทธิ์สมัยเมื่อครั้งเสด็จอุปัชฌาย์เป็นผู้ทรงกระทำบังเกิดขึ้นฉันใด ตกมาเมื่อท่านเป็นผู้กระทำสืบต่อแทน ก็ยังธำรงความสามารถไว้ฉันนั้น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;อันความมานะอดทนอย่างดีเลิศของท่านนั้น ดังจะเห็นได้จากเมื่อคราวหล่อพระรูป "หลวงพ่อศรีมงคลนิมิตร" คราวหนึ่ง และเมื่อคราวหล่อ หลวงพ่อทองทิพย์ อีกคราวหนึ่งแท้ที่จริงในการประกอบพิธีทั้งสองคราวนี้ท่านอาพาธหนักอยู่แล้ว โดยเฉพาะในคราวหลังเมื่อหล่อหลวงพ่อ "ทองทิพย์" นั้น อาการอาพาธของท่านหนักลงจนถึงขีดสุดแล้ว แม้แต่จะลุกนั่งไม่ไหว แต่ท่านก็ยังพยายามอุตส่าห์ประกอบพิธีจนสำเร็จ ซึ่งนั่นถ้าหาเป็นผู้อื่นแล้วท่าทีจะต้องเลิกล้มเป็นแน่&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;ท่านเป็นบุคคลที่หาได้ยากทั้งในด้านบุพพการี และในด้านกตัญญูกตเวทีในด้านบุพพการี ท่านได้สร้างสมความดีให้ไว้แก่บรรดาญาติมิตร และศิษยานุศิษย์เป็นอันมาก เช่น การวางรากฐานการศึกษาพระปริยัติธรรมในวัดสุทัศน์ฯ นั้น ท่านได้พยายามอย่างเต็มความสามารถ เริ่มแต่สมัยเมื่อท่านได้เป็นเปรียญท่านได้เสียสละเวลาของท่าน สอนหนังสือให้พระภิกษุสามเณรในวัดอย่างที่สุด เกือบจะกล่าวได้ว่าไม่มีอาจารย์องค์ใดเสมอเหมือน ยิ่งใกล้เวลาสอบไล่ท่านยิ่งพยายามซ้อนประโยคโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยเลย ตอนเช้าสอนที่กุฏิ เพลแล้วสอบบาลีไวยากรณ์ที่โรงเรียน กลางคืนสอนพระธรรมบทและซ้อนประโยคอีก ตั้งแต่หัวค่ำจนถึง 24.00 น. หรือ 01.00 น. ปฏิบัติเช่นนี้เสมอมา&lt;/div&gt;ใช่แต่เท่านั้น พอเพลามือจากการสอนท่านยังปลีกเวลามาดูบทเรียนของท่านอีก หาเวลาพักผ่อนมิค่อยได้สำหรับมวลมิตรสหายและบรรดาสานุศิษย์ ท่านก็ได้สร้างบุญคุณไว้ให้มาก ใครมีทุกข์ร้อนหรือกิจธุระมาขอให้ท่านช่วย ท่านเป็นต้องช่วยเหลือให้ มิได้คิดเห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบาก&lt;br /&gt;แม้จนกระทั่งเมื่ออาการอาพาธหนักลงแล้ว มีผู้ไปขอร้องให้ท่านช่วยประกอบพิธีกรรมปลุกเสก หรือรดน้ำพระพุทธมนต์ ท่านก็ยังอุตส่าห์กระทำให้ โดยปราศจากความรังเกียจ คุณงามความดีของท่านดังกล่าวมานี้ คงจะเป็นตราตีประทับตรึงดวงใจบุคคลทุกคนที่เคยได้รับความอุปการะจากท่าน อันจะลืมเลือนเสียมิได้เลย&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;ส่วนในด้านกตัญญูกตเวทีนั้น ก็นับได้ว่าท่านได้ถึงพร้อมแล้วอย่างสมบูรณ์ เช่นเมื่อปี พ.ศ. 2491 หลวงตาบุญผู้ซึ่งเป็นบุพพาการีอันสำคัญหนึ่งของท่าน อาพาธลงที่คณะ 13 ท่านได้ทำหน้าที่เป็นศิลานุปัฏฐาก ด้วยตนเองจัดหาแพทย์มาเยียวยารักษาจนเต็มความสามารถ ตราบจนหลวงตาบุญได้ถึงแก่มรณภาพ เพราะทานต่อความชราไม่ไหว ท่านก็ได้เป็นเจ้าภาพจัดการฌาปนกิจศพให้ ซึ่งหลวงตาบุญองค์นี้เอง เมื่อครั้งที่ท่าน (เจ้าคุณ) ยังเป็นสามเณรกำลังคร่ำเคร่งอยู่กับการศึกษาเล่าเรียน และได้มาอยู่ในความดูแลของหลวงตาบุญ หลวงตาบุญเป็นผู้ที่มีนิสัยชอบบ่นและจู้จี้ ท่าน (เจ้าคุณ) ได้รับการถูกเอ็ดและถูกบ่นจากหลวงตาบุญ จนแทบไม่เว้นแต่ละวัน หากท่านเป็นผู้ที่มีนิสัยอดทนมิเคยปริปากพูดถึงการขี้บ่นของหลวงตาบุญให้ใครฟังเลย&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;การบ่นอย่างพร่ำเพรื่อของหลวงตาบุญคงดำเนินอยู่เรื่อยมา จนกระทั่งท่านสุดที่จะทนทานไหว เลยตัดสินใจคิดจะทำลายตนเองเสียเพื่อให้พ้นจากการต้องฟังการบ่นจู้จี้โดยไร้สาระของหลวงตาบุญ แต่เผอิญเป็นกุศลที่ท่านจำเริญยั่งยืนต่อไปในพระบวรพุทธศาสนาจึงได้บังเกิดเหตุการณ์มาขัดขึ้นเสียก่อนที่จะมีอันเป็นไป&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;อันความอึดอัดคับใจอย่างแสนสาหัสที่ท่านเคยได้รับจากหลวงตาบุญนั้น แทนที่ท่านจะจดจำคุมแค้นไว้ก็หาไม่ ท่านกลับมุ่งแสดงกตัญญูกตเวทิตาธรรมต่อ อันเป็นสิ่งที่ควรแก่การสรรเสริญยิ่ง จริยาวัตรต่างๆ ของท่านตามที่ยกขึ้นมากล่าวอ้างนี้เป็นเพียงส่วนย่อๆ เท่านั้น แท้ที่จริงท่านเป็นผู้ที่เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมสูงทุกประการ&lt;/div&gt;ผลงานที่ท่านได้บำเพ็ญเกี่ยวกับในทางพระศาสนา&lt;br /&gt;1. พ.ศ. 2467 เป็นครูสอนบาลีไวยากรณ์เป็นกรรมการสอบนักธรรมและบาลี ประจำสำนักวัดสุทัศน์&lt;br /&gt;2. พ.ศ. 2471 เป็นกรรมการตรวจสอบประโยคนักธรรมของสนามหลวง&lt;br /&gt;3. พ.ศ. 2474 เป็นครูสอน ป.ธ. 3 ประจำสำนักวัดสุทัศน์&lt;br /&gt;4. พ.ศ. 2475 เป็นกรรมการตรวจบาลีของสนามหลวง&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;5. พ.ศ. 2476 เป็นครูสอน ป.ธ. 4 ประจำสำนักวัดสุทัศน์ และเป็นกรรมการมหากุฎวิทยาลัย กองตรวจแปลพระไตรปิฎก&lt;/div&gt;6. พ.ศ. 2483 เป็นกรรมการแปลพระไตรปิฎก ฝ่ายพระสูตร ของกรมการศาสนา แผนกศาสนศึกษาในพระบรมราชูปถัมภ์&lt;br /&gt;7. พ.ศ.2485 เป็นครูสอน ป.ธ. 6 ประจำสำนักสุทัศน์&lt;br /&gt;8. พ.ศ. 2486 เป็นผู้อำนวยการศึกษาปริยัติธรรมในสำนักวัดสุทัศน์และเป็นวินัยธรชั้นอุทธรณ์&lt;br /&gt;นอกจากนี้ท่านยังได้บำเพ็ญงานในด้านพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับกรณีพิเศษอีก คือ&lt;br /&gt;ทุกคราวที่ทหารหาญของประเทศไทยต้องออกไปสู่สมรภูมิ ท่านได้ประกอบพิธีสร้างพระเครื่องรางขึ้นแจกจ่ายแก่บรรดาเหล่าทหารเพื่อเป็นเครื่องบำรุงขวัญ เริ่มแต่กรณีพิพาทอินโดจีนจนกระทั่งสงครามเกาหลี ท่านได้ประกอบพิธีสร้างท่านกำลังอาพาธหนักอยู่ท่านก็ได้พยายามประกอบพิธีสร้างพระเครื่องดังกล่าวนี้ขึ้นจนเป็นผลสำเร็จ และได้ทำการแจกจ่ายให้แก่เหล่าทหารทั้งทัพบกและทัพเรือโดยทั่วถึงกันหมด&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;อนึ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2490 ท่านได้เริ่มลงมือสร้างพระอุโบสถวัดศรีจอมทอง (วัดตีนโนน) ตำบลห้วยป่าหวาย กิ่งอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี อันเป็นชาติภูมิของท่านได้กระทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันศุกร์ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 ปีกุน นพศก จุลศักราช 1309 ตรงกับวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2490 ซึ่งปัจจุบันนี้ก็กำลังทำการก่อสร้างอยู่ แต่ยังมิได้ทันแล้วเสร็จ ท่านก็ถึงแก่กาลมรณภาพเสียก่อน เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ท่านมิได้ทันมีโอกาสชมผลสำเร็จของงาน ที่ท่านพยายามทุ่มเททั้งกำลังกาย กำลังใจและกำลังทรัพย์ลงไปโดยเต็มกำลังความสามารถของท่าน&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;พร้อมกับการสร้างพระอุโบสถท่านก็ได้จัดการสร้างพระประธานประจำพระอุโบสถวัดนั้นขึ้น เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2494 เป็นพระพุทธรูปหล่อขนาดใหญ่ ถวายพระนามพระประธานองค์ที่หล่อนั้นว่า "พระศรีมงคลนิมิตร" อนึ่ง ในการหล่อพระประธานคราวนั้น เมื่อเสร็จแล้วปรากฏว่ายังมีเศษทองเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก ท่านจึงได้จัดการหล่อพระพุทธรูปขึ้นอีกองค์หนึ่งขนาดย่อมกว่าองค์ก่อน ได้กระทำพิธีหล่อเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2495 ก่อนท่านมรณภาพเพียง 15 วัน ถวายพระนามพระพุทธรูปองค์ที่หล่อคราวหลังนี้ว่า "หลวงพ่อทองทิพย์" ขณะนี้พระพุทธรูปที่หล่อทั้งสององค์นี้ ได้นำไปประดิษฐานไว้ ณ วัดศรีจอมทองเรียบร้อยแล้ว สมดังที่ท่านได้ตั้งความปรารถนาไว้ทุกประการฯ&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/8129371165520694875/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/06/blog-post_28.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/8129371165520694875'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/8129371165520694875'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/06/blog-post_28.html' title='พระกริ่งนวโล กุตตรญาณมุนีท่านเจ้าคุณศรี สนธิ์ วัดสุทัศน์เทพวราราม'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-QXV5lAbInSI/T-zOcOQy3BI/AAAAAAAANe8/4iNQcQ-M4Aw/s72-c/ttttttttt.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-2032139521630018782</id><published>2012-06-25T18:12:00.000-07:00</published><updated>2012-06-25T18:59:25.569-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ตะกรุดลูกอมใบลาน หลวงพ่อเเก้ว วัดพวงมาลัย สมุทรสงคราม'/><title type='text'>ตะกรุดลูกอมใบลาน หลวงพ่อเเก้ว วัดพวงมาลัย สมุทรสงคราม</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;ตะกรุดลูกอมใบลาน หลวงพ่อเเก้ว วัดพวงมาลัย ตำบลเเหลมใหญ่ จังหวัดสมุทรสงคราม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-Hqxf8HQbw28/T-kWgBEGhnI/AAAAAAAANTk/elUihxHnP8g/s1600/35.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="248" rca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-Hqxf8HQbw28/T-kWgBEGhnI/AAAAAAAANTk/elUihxHnP8g/s320/35.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-r5wugrGVe2U/T-kWc0sMmoI/AAAAAAAANTM/9yQX7dsG-MQ/s1600/32.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" rca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-r5wugrGVe2U/T-kWc0sMmoI/AAAAAAAANTM/9yQX7dsG-MQ/s1600/32.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-Wug2nlkgMSs/T-kWfGuchZI/AAAAAAAANTY/3yzdY-XhmYg/s1600/34.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-Wug2nlkgMSs/T-kWfGuchZI/AAAAAAAANTY/3yzdY-XhmYg/s320/34.jpg" width="305" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-yxZsE_Q561w/T-kWeBMbkyI/AAAAAAAANTQ/Tx4IAnoCYIU/s1600/33.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="212" rca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-yxZsE_Q561w/T-kWeBMbkyI/AAAAAAAANTQ/Tx4IAnoCYIU/s320/33.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;ภาพประกอบข้างบนเป็นภาพม้วนเเบบใบลานทำตะกรุดเเละลงรักเเละปิดทองไม่เป็นข้อยุติว่าเเท้ไม่เเท้&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-FT-jbYX3yBo/T-kKB-ibbWI/AAAAAAAANS4/OTHdXkMARAA/s1600/news_img_82508_3.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="148" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-FT-jbYX3yBo/T-kKB-ibbWI/AAAAAAAANS4/OTHdXkMARAA/s320/news_img_82508_3.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;ภาพประกอบใบลานไม่เกี่ยวกับการทำตะกรุดสมัยนั้น&lt;/div&gt;มีตะกรุดอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีความขลังในทางอยู่ยงคงกระพันโดยเฉพาะของหลวงพ่อเเก้ว วัดพวงมาลัย ตำบลเเหลมใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม &lt;strong&gt;สร้างเมื่อประมาณ 133&amp;nbsp;ปีกว่ามา&lt;/strong&gt;เเล้วหรือใกล้เคียงกับพระสมเด็จวัดระฆังของสมเด็จโตฯ ตะกรุดดังกล่าวนี้ทำด้วยใบลานหาได้ทำด้วยเเผ่นโลหะไม่ หลวงพ่อเเก้วท่านได้นำใบลานมาจากต้นหนึ่งซึ่งเป็นลานต้นเดียวโดดๆที่อยุ่ในทุ่งบ้านปีน ลานต้นนี้เป็นไม้ที่มีอายุเก่าเเก่นานหลายปี ทั้งนี้ไม่มีผู้ใดทราบว่าต้นลานต้นนี้เกิดขึ้นเมื่อใด เพราะเห็นมีมากตั้งเเต่ครั้งผู้เฒ่าผู้เเก่หลายชั่วคนมาเเล้ว ตะกรุดใบลานนี้ม้วนเป็นใบลานเล็กๆประมาณ 2 คุลีหรือประมาณ 2 ข้อนิ้วมือปลายนิ้วกลาง หลวงพ่อเเก้วท่านได้ลงอักขระขอมหัวใจพระพุทธมนต์อันสำคัญๆไว้ภายในตลอดเเผ่นใบลานม้วนนั้น เมื่อท่านพระเกจิอาจารย์ทำตะกรุดนั้นเเล้ว ได้มัดด้วยด้ายสายสิญจน์ อีกชั้นหนึ่งเเล้วลงรักเเละปิดทอง ตะกรุดใบลานของหลวงพ่อเเก้ววัดพวงมาลัยดังกล่าวนี้มีกฤตยาคมทางด้านคงกระพันชาตรี เป็นที่นิยมกันมากในจังหวัดสมุทรสงคราม ตะกรุดใบลานนี้ ปัจจุบันหาได้ยากมาก เเละในปีพศ 2551&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-R9ca0nSDOlw/T-kLyQ4yzsI/AAAAAAAANTA/EhaXP0kWrfA/s1600/DSC02792.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="198" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-R9ca0nSDOlw/T-kLyQ4yzsI/AAAAAAAANTA/EhaXP0kWrfA/s320/DSC02792.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;ภาพประกอบใบลานไม่เกี่ยวกับทำตะกรุดสมัยนั้น&lt;/div&gt;ตอนนั้นยังไม่มีของเลียนเเบบเพราะยังไม่เเพร่หลายเท่าไรเเละคนยังไม่รู้จักเเต่ปัจจุบันนี้ผ่านมา 4 ปี ของเลียนเเบบมีหรือไม่มีต้องพิจารณาความเก่าของรักเเละชนิดของวัสดุเอา ตะกรุดลูกอมที่มีชื่อเสียงในจังหวัดสมุทรสงครามนั้น เป็นตะกรุดที่ประดิษฐ์ด้วยเเผ่นโลหะซึ่งพระวิสุทธิรังษีหรือหลวงปู่ใจ วัดเสด็จ ตำบลเมืองใหม่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม หลวงปู่ใจเป็นเกจิอาจารย์ผู้ทรงคุณวิชาเเก่กล้าทางวิปัสสนาธุระ ทราบว่าในคราวนี้พระคุณท่านได้รับนิมนต์จากทางราชการให้มาทำพิธีปลุกเสกพระเครื่องใน 25 พุทธศตวรรษ ณ วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพฯ นั้น กว่าวกันว่าเเผ่นโลหะที่หลวงปู่ใจท่านลงอักขระเเล้วนำไปหล่อหลอมในเบ้าหลอมโลหะด้วยความร้อนสูงเเผ่นหนึ่งนั้นไม่ละลาย เเม้จะเร่งไฟใช้ความร้อนจากเตาไฟมหึมาอย่างไรก็ตามเเผ่นโลหะในเบ้าที่หลวงปู่ใจลงพระพุทธาคมไว้นันก็หาละลายไม่ ก่อให้เกิดความอัศจรรย์เเก่ผู้คนทั้งหลายในคราวร่วมงานครั้งนั้นเป็นอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;u&gt;ข้อมูลได้จากการคัดลอกบางส่วนประวัติหลวงพ่อเเก้ว วัดพวงมาลัย สมุทรสงคราม ทางบรรณานุกรมของหอสมุดเเห่งชาติ&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/2032139521630018782/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/06/blog-post_4062.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/2032139521630018782'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/2032139521630018782'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/06/blog-post_4062.html' title='ตะกรุดลูกอมใบลาน หลวงพ่อเเก้ว วัดพวงมาลัย สมุทรสงคราม'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-Hqxf8HQbw28/T-kWgBEGhnI/AAAAAAAANTk/elUihxHnP8g/s72-c/35.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-947956167450986070</id><published>2012-06-25T06:24:00.000-07:00</published><updated>2012-06-25T06:28:19.524-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ของอาจารย์ต้อยเมืองนนท์'/><title type='text'>พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ของอาจารย์ต้อยเมืองนนท์</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;u&gt;พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ของอาจารย์ต้อยเมืองนนท์&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-EEqPoZQX-oA/T-hl4xsnsiI/AAAAAAAANSs/zgwjLlJ5bW8/s1600/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="240" rca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-EEqPoZQX-oA/T-hl4xsnsiI/AAAAAAAANSs/zgwjLlJ5bW8/s320/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;รับชมภาพขนาดใหญ่คลิ๊กที่รูปภาพ&lt;/div&gt;ขอบคุณเว็บสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาที่เอามาให้รับชมครับ&lt;br /&gt;ไม่ไช่เรื่องง่ายๆเลยน่ะครับสำหรับการจะได้รับชมหรือเห็นภาพพระสมเด็จวัดระฆังของเเต่ละท่านที่วงการยอมรับองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ลองศึกษาพิมพ์ทรงเนื้อหาความธรรมชาติดูครับอภิบายเนื้อหาด้วยภาพเเทนคำบรรยายครับสำหรับอาทิตย์นี้&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/947956167450986070/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/06/blog-post_25.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/947956167450986070'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/947956167450986070'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/06/blog-post_25.html' title='พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ของอาจารย์ต้อยเมืองนนท์'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-EEqPoZQX-oA/T-hl4xsnsiI/AAAAAAAANSs/zgwjLlJ5bW8/s72-c/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-2798605872430176622</id><published>2012-06-18T22:41:00.000-07:00</published><updated>2012-06-22T17:42:31.159-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การศึกษาเเละพิจารณาให้ถูกต้องพระสมเด็จวัดระฆังตามมาตรฐาน สากลนิยม'/><title type='text'>การศึกษาเเละพิจารณาให้ถูกต้องพระสมเด็จวัดระฆังตามมาตรฐาน สากลนิยม</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;การศึกษาเเละพิจารณาให้ถูกต้องพระสมเด็จวัดระฆังตามมาตรฐาน สากลนิยม&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-noyC8lPuko0/T-AMA9ztMEI/AAAAAAAANFE/ek1CvUtPQw8/s1600/boardreplyP1-123255400837.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="240" rca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-noyC8lPuko0/T-AMA9ztMEI/AAAAAAAANFE/ek1CvUtPQw8/s320/boardreplyP1-123255400837.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;การศึกษาเเละพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังรวมทั้งพระเครื่องทั่วไปจำเป็นอย่างยิ่งผู้ที่ศึกษาควรจะได้เรียนรู้เเนวทางที่ถูกต้องตามมาตรฐานที่สังคมวงการยอมรับ เเนวทางที่ถูกต้องในการศึกษาเเละพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังก็คือ ศึกษาให้เข้าใจว่าพิมพ์ทรง เนื้อหาเเละธรรมชาติความเก่าตามอายุของพระสมเด็จวัดระฆัง ที่สังคมวงการยอมรับว่าเป็นพระเเท้มาตรฐานเป็นอย่างไร &lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-OuJoMMVuv-I/T-APUIIrMVI/AAAAAAAANFQ/GiFiSiOFY8I/s1600/spd_20120101160041_b%5B1%5D.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-OuJoMMVuv-I/T-APUIIrMVI/AAAAAAAANFQ/GiFiSiOFY8I/s320/spd_20120101160041_b%5B1%5D.jpg" width="219" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;ปัจจุบันการศึกษาพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังของนักนิยมสะสมพระเครื่องต่างมีเเนวทางเเละทฤษฎี ตลอดจนเเนวคิดที่ไม่เหมือนกันตามพื้นฐานองค์ความรู้ที่ได้รับมาของเเต่ละคน บางคนให้ความสำคัญกับเเม่พิมพ์ เป็นต้นเเละในขณะที่บางคนให้ความสำคัญกับเนื้อหา มวลสารเเละความธรรมชาติความเก่าเป็นอย่างยิ่ง เเท้จริงเเล้วเทคนิคของการดูพระสมเด็จวัดระฆังควรจะให้ความสำคัญเสมอกันทุกด้านการชี้ขาดเรื่องพระเเท้หรือพระปลอมจึงจะขาดลอย หลักการที่ควรยึดถือเเละให้น้ำหนักความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันดังกล่าวคือ&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;ด้านหลังสมเด็จวัดระฆังพิมพ์เกศบัวตูมที่วงการยอมรับ&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-yXBRmnMYVq8/T-APWaEIDuI/AAAAAAAANFY/Re5V5TouOSo/s1600/DSCN5107sd(1).jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="217" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-yXBRmnMYVq8/T-APWaEIDuI/AAAAAAAANFY/Re5V5TouOSo/s320/DSCN5107sd(1).jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;ลอ&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;งเปรียบเทียบเนื้อหาที่อายุต่างกันดู พระหลวงปู่ภูสมเด็จเจ็ดชั้นหูติ่งหสร้างหลังจากสมเด็จวัดระฆัง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-WNgOtgbB7BU/T-APgIAQsfI/AAAAAAAANFo/2U2mlmdhesg/s1600/16-05-10-09-58-28-22.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="218" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-WNgOtgbB7BU/T-APgIAQsfI/AAAAAAAANFo/2U2mlmdhesg/s320/16-05-10-09-58-28-22.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;พระหลวงปู่ภูสมเด็จเเปดชั้นเเขนหักศอก&lt;/div&gt;1.ต้องดูพิมพ์ของพระ&lt;br /&gt;2.ต้องดูที่เนื้อหามวลสารของพระ&lt;br /&gt;3.ต้องดูที่ความธรรมชาติความเก่าของพระ&lt;br /&gt;ในเรื่องการดูพิมพ์ของพระนั้นตามหลักเเห่งความเป็นจริงเเล้ว ไม่น่าจะมีปัญหายุ่งยากซับซ้อนสักเท่าไรเพียงอาศัยความเป็นคนช่างสังเกตุ จดจำ เเละมีความเเม่นยำในเชิงเปรียบเทียบเเบบพิมพ์ของพระจากของพระเเท้ขององค์จริงหรือจากภาพพระเเท้ที่ออกโดยผู้ชำนาญที่วงการยอมรับทั่วไป อีกทั้งมีความเข้าใจในเรื่องขององค์ประกอบทางศิลปะ รู้จักเชิงชั้นงานช่าง ก็น่าจะพอเอาตัวรอดได้ ความยุ่งยากในการดูพระสมเด็จวัดระฆังซึ่งมีอายุการสร้างมายาวนาน 100&amp;nbsp; ปีขึ้นไป จึงน่าจะอยู่ที่ปัญหาการพิจารณาอายุความเก่าเเละธรรมชาติทั้งเนื้อหาเเละมวลสารของพระมากกว่า ผู้ชำนาญการพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังระดับปรจารย์รุ่นเก่าๆจึงให้ความสำคัญเเละเน้นเป็นพิเศษว่า การดูพระสมเด็จวัดระฆังให้เป็นเเละสามารถตัดสินเเท้ปลอมได้นั้นควรจะต้องมีความคุ้นเคยเเละเฉียบขาดในเรื่องต่อไปนี้ คือ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-Quz0C8ldB7w/T-BI0v5WGII/AAAAAAAANF0/0XD70kmgqvg/s1600/06.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-Quz0C8ldB7w/T-BI0v5WGII/AAAAAAAANF0/0XD70kmgqvg/s320/06.jpg" width="181" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;1.ดูความเก่าของเนื้อหาพระเป็น&lt;br /&gt;2.ดูความเปลียนเเปลงตามธรรมชาติที่ผิวพระเป็น&lt;br /&gt;นี่เป็นองค์ความรู้ที่คนในยุคเก่านิยมยึดถือกันมา เคยมีคำกล่าวว่า พระเก๊หรือพระปลอม พระใหม่ๆส่วนมากเเบบพิมพ์ดี ตำหนิดี เเต่ความเก่าเเละความธรรมชาติของเนื้อ่หา มวลสาร พระที่ผ่านกาลเวลามาเเล้วยังทำไม่ได้เด็ดขาดมากนัก ในขณะเดียวกันพระเก๊หรือพระปลอมเก่าๆเเบบพิมพ์ไม่ดี ธรรมชาติความเก่าอาจะมีอยู่บ้าง เเต่ก็พอจะพิจารณาเเยกเเยะได้ ด้วยหลักคิดเเบบนี้ลองยกตัวอย่างในกรณี นำคนวัยกลางคนจับมาเเต่งหน้าทำผมให้เเก่ชรา มองไกลๆดูเหมือนเป็นคนเเก่ เเต่พอเข้าไปใกล้ๆก็รู้โดยทันทีว่าไม่ไช่ เพราะธรรมชาติอีกหลายๆอย่างไม่เหมือนคนเเก่ที่เเท้จริงนั่นเอง &lt;br /&gt;เรื่องความธรรมชาติ ความเก่า ถ้าพระองค์ใดขาดสิ่งนี้ ต่อให้มีการเล่าประวัติว่าพระองค์นี้ได้มาจากปู่ย่าตายาย ทวด หรือจากผู้มีศักดิ์ ยศ สูงปานใด ก็ไร้ความหมาย ทั้งนี้ตามเหตุปัจจัยโดยทั่วไปธรรมชาติความเก่าที่จะต้องปรากฎในองค์พระสมเด็จวัดระฆังจะต้องเป็นดังนี้&lt;br /&gt;1.เนื้อของพระต้องไม่ตึงเรียบไปทั้งองค์ไม่ว่าจะด้านหน้าเเละด้านหลังขององค์พระ&lt;br /&gt;2.ที่พื้นผิวของพระจะมีรูยับๆย่นๆเเละรูพรุนๆลึกลงไปถึงเนื้อพระทุกองค์&lt;br /&gt;3.ด้านขอบข้างขององค์พระนั้นจะมีรอยปริเเตก เเยก ให้เห็น ไม่เรียบเนียน เเบบธรรมชาติ ไม่ไช่เเตกเเยก เเบบเลียนเเบบเเละทำให้เกิดผิดจากธรรมชาติ&lt;br /&gt;อนึ่งในข้อพิจารณาดังกล่าวยังมีปัจจัยสำคัญที่ต้องเเนะนำเพิ่มเติมคือ หากเป็นรอยไม่เรียบไม่ตึงเเบบธรรมชาติกับรอยที่ไม่เรียบไม่ตึงจากการทำด้วยน้ำมือมนุษย์เป็นสิ่งที่ต้องพยายามศึกษาจดจำเเละสังเกตุให้ดีเพราะมีความเเตกต่างกันมาก ร่องรอยปริยุบเเยกยับย่น ไม่ว่าจะอยู่ที่พื้นผิวพระ ด้านหน้า หรือด้านหลังก็ตามล้วนเเต่จะต้องเกิดจากเป็นรอยอันเกิดมาจากข้างในด้วยเหตุผลคือ มวลสารทีเป็นอินทรีย์วัตถุยับตัวเหมือนยางไม้หมดความยืดหยุ่นก็จะหดตัวลงเล็กน้อยที่หดตัวพร้อมๆกันหลายจุดทั่วทั้งองค์พระจึงทำให้เกิดรอยปริยุบเเยกยับย่นลงไป เเต่หากเป็นธรรมชาติที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์จะเป็นไปในลักษณะการเเกล้งทำจากข้างนอกไปสู่ข้างใน ซึ่งโดยจุดนี้เราจะสามารถมองออกได้คือลักษณะของการบานการยุบตัวนั้นบริเวณที่ผิวขององค์พระจะมีขนาดใหญ่กว่าร่องรอยของการยุบที่มองเห็น คิดง่ายๆเพื่อให้เห็นภาพ หากเราเอาไม้จิ้มลงไปในก้อนดินน้ำมันเเล้วเอาออก จะเห็นได้ว่าเมื่อมองลงไปในรูที่จิ้มเเล้วจะเห็นทันทีว่ารูข้างในนั้นเล็กมากๆเเต่รูด้านผิวบนๆของดินน้ำมันจะใหญ่ นี่เปรียบได้เหมือนกับการเเกล้งทำร่องรอยปริเเตกยับย่นจากข้างนอกไปสู่ข้างใน คือเเกล้งทำให้เก่านั่นเอง นี้ไม่รวมการเเกล้งให้เก่าทางวิทยาศาสตร์กับกับเนื้อพระเก่ามาตกเเต่ง เเกะที่ทำให้เหมือนพระสมเด็จวัดระฆัง เเละเเละเอาของเกจิรุ่นหลังจากสมเด็จโตมรณภาพเเล้วกับของสมเด็จวัดบางขุนพรหมมาโยกย้ายไปเป็นสมเด็จวัดระฆัง&lt;br /&gt;&amp;nbsp; ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าเป็นธรรมชาติเเท้ๆจะเป็นการยับย่นยุบจากข้างในออกมาสู่ข้างนอกโดยรูข้างในจะใหญ่กว่าที่พื่นผิวด้านนอกนั่นเอง สมมุติให้เห็นภาพได้ว่าเนื้อดินน้ำมันที่ผิวด้านบนมีรูของการยับย่นมีขนาดที่เล็กเเต่เมื่อเอากล้องส่องลงไปจะเห็นได้ว่า ในรูของดินน้ำมันนั้นจะมีขนาดใหญ่เพราะการยับย่นเริ่มจากข้างในออกมาสู่ข้างนอก รวมถึงผงวิเศษ 5 อย่าง ที่ท่านสร้างขึ้นมากว่าท่านจะมาทำเเต่ละครั้งจะได้ปริมาณน้อยมากเเต่ละครั้งถ้ามีในองค์ใดก็ถือว่าพิจารณาง่ายในองค์นั้นๆเพราะในผงวิเศษก็มีความธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างธรรมชาตินั้นเอง ทั้งหมดนี่คือหนึ่งในวิธีการพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังที่นักนิยมพระเครื่องผู้ชำนาญการระดับปรมาจารย์ได้เเนะนำไว้&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;u&gt;&lt;strong&gt;ภาพล่างเป็นเนื้อหาเลียนเเบบสมเด็จวัดระฆังกับเกจิรุ่นหลังสมเด็จโตหลังจากท่านมรณภาพไปเเล้ว&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-IZFIG_9kIRw/T-FRzQIXP2I/AAAAAAAANIw/5rUyUyYQ3Ac/s1600/_1_~2.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="223" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-IZFIG_9kIRw/T-FRzQIXP2I/AAAAAAAANIw/5rUyUyYQ3Ac/s320/_1_~2.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;องค์นี้จะเป็นของเกจิยุคหลังที่สร้างเลียนเเบบสมเด็จวัดระฆังซึ่งเนื้อหาเเบบนิยมมาตกเเต่งโยกย้ายไปเป็นวัดระฆัง&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-ngLc8bStlvY/T-FPTq52KeI/AAAAAAAANIY/O-2KZ1tboXg/s1600/16.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-ngLc8bStlvY/T-FPTq52KeI/AAAAAAAANIY/O-2KZ1tboXg/s320/16.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-6czTq3aSC7I/T-FNKncWE_I/AAAAAAAANGA/qwi6t-0wwIU/s1600/1.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-6czTq3aSC7I/T-FNKncWE_I/AAAAAAAANGA/qwi6t-0wwIU/s320/1.bmp" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-Fant_a3KX5Q/T-FNSCcXOxI/AAAAAAAANGI/hqXW3xDOcU4/s1600/2.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-Fant_a3KX5Q/T-FNSCcXOxI/AAAAAAAANGI/hqXW3xDOcU4/s320/2.bmp" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-ruZ5ZHIb2Dg/T-FNY3HhPjI/AAAAAAAANGQ/mVxylur-NzY/s1600/9.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-ruZ5ZHIb2Dg/T-FNY3HhPjI/AAAAAAAANGQ/mVxylur-NzY/s320/9.bmp" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-aLoEW-7ryPE/T-FNfZzBXQI/AAAAAAAANGY/hte9U-R2bys/s1600/10.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-aLoEW-7ryPE/T-FNfZzBXQI/AAAAAAAANGY/hte9U-R2bys/s320/10.bmp" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-Ndh3pZM3CF8/T-FOIgFqKMI/AAAAAAAANHI/O-W-siQWOz4/s1600/13.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-Ndh3pZM3CF8/T-FOIgFqKMI/AAAAAAAANHI/O-W-siQWOz4/s320/13.bmp" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/--0fiJv68Pj4/T-FN7DSc4GI/AAAAAAAANG4/AYsysnw1UZ8/s1600/18.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/--0fiJv68Pj4/T-FN7DSc4GI/AAAAAAAANG4/AYsysnw1UZ8/s320/18.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-zLB3jzprMeA/T-FN196Hn3I/AAAAAAAANGw/br-dLcVEkJ0/s1600/17.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-zLB3jzprMeA/T-FN196Hn3I/AAAAAAAANGw/br-dLcVEkJ0/s320/17.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-erJRzbGwZ7k/T-FNl2Jw_bI/AAAAAAAANGg/YKIdYh6AYQY/s1600/4.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-erJRzbGwZ7k/T-FNl2Jw_bI/AAAAAAAANGg/YKIdYh6AYQY/s320/4.bmp" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-SUb5G5L5Xss/T-FNsq5O02I/AAAAAAAANGo/EhUrSUONk1g/s1600/5.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-SUb5G5L5Xss/T-FNsq5O02I/AAAAAAAANGo/EhUrSUONk1g/s320/5.bmp" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-w3Lxfs-h324/T-FOPV5oi1I/AAAAAAAANHQ/b6pj-UmTd2g/s1600/39.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-w3Lxfs-h324/T-FOPV5oi1I/AAAAAAAANHQ/b6pj-UmTd2g/s320/39.bmp" width="232" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-ZV1RXoUE_0E/T-FOWPA7_lI/AAAAAAAANHY/24FZjK7ZxIQ/s1600/40.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-ZV1RXoUE_0E/T-FOWPA7_lI/AAAAAAAANHY/24FZjK7ZxIQ/s320/40.bmp" width="232" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-HzUrQ0sCSRk/T-FOrNuMjkI/AAAAAAAANHg/-QqJYmt7Ug4/s1600/34.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-HzUrQ0sCSRk/T-FOrNuMjkI/AAAAAAAANHg/-QqJYmt7Ug4/s320/34.bmp" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;องค์นี้ผิดพิมพ์เเละไม่ไช่เนื้อนิยมเเละมิติองค์พระเท่ากันหมด&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-Kc3I9YDjeoo/T-FOxvOIQaI/AAAAAAAANHo/hzsi9QAswHc/s1600/35.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-Kc3I9YDjeoo/T-FOxvOIQaI/AAAAAAAANHo/hzsi9QAswHc/s320/35.bmp" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-uA6-31hXi2w/T-FPGALEkKI/AAAAAAAANIA/dJDZ_ksXUtM/s1600/32.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-uA6-31hXi2w/T-FPGALEkKI/AAAAAAAANIA/dJDZ_ksXUtM/s320/32.bmp" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-vUXgE598r5A/T-FO_alPZCI/AAAAAAAANH4/rbKIyob9dDo/s1600/31.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-vUXgE598r5A/T-FO_alPZCI/AAAAAAAANH4/rbKIyob9dDo/s320/31.bmp" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-eLQ6RQWw4FQ/T-FO4sDcRHI/AAAAAAAANHw/IZ9dyj8S8Jg/s1600/36.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="240" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-eLQ6RQWw4FQ/T-FO4sDcRHI/AAAAAAAANHw/IZ9dyj8S8Jg/s320/36.bmp" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-5QQo4MBqi_w/T-FPKZF4vyI/AAAAAAAANII/OvW-INoHgNg/s1600/22.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-5QQo4MBqi_w/T-FPKZF4vyI/AAAAAAAANII/OvW-INoHgNg/s320/22.bmp" width="235" /&gt;&lt;/a&gt;องค์นี้เป็นของเกจิยุคหลังเนื้อไปทางหลวงปู่นาค&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-iWLOueCnGiI/T-FPOTRRrHI/AAAAAAAANIQ/2_PYb3-do30/s1600/23.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-iWLOueCnGiI/T-FPOTRRrHI/AAAAAAAANIQ/2_PYb3-do30/s320/23.bmp" width="235" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-RGDxXIn-l_w/T-Hf59-XF-I/AAAAAAAANMM/NhSxMx5HzhQ/s1600/1.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-RGDxXIn-l_w/T-Hf59-XF-I/AAAAAAAANMM/NhSxMx5HzhQ/s320/1.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-fcH3myXHnJE/T-HgGHObmkI/AAAAAAAANMU/bL8pn7f0tOs/s1600/2.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-fcH3myXHnJE/T-HgGHObmkI/AAAAAAAANMU/bL8pn7f0tOs/s320/2.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-moIWS68dyGY/T-HeWcz4awI/AAAAAAAANL8/8Sdu5UhNDOw/s1600/10.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-moIWS68dyGY/T-HeWcz4awI/AAAAAAAANL8/8Sdu5UhNDOw/s320/10.bmp" width="232" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-FZP17IHokE0/T-Hd2DueHnI/AAAAAAAANLk/KRkcE1K8gro/s1600/20.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="166" rca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-FZP17IHokE0/T-Hd2DueHnI/AAAAAAAANLk/KRkcE1K8gro/s320/20.bmp" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;เป็นของเกจิรุ่นหลังสามารถปรับเเต่งกันเป็นวัดระฆังได้เหมือนกัน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-eWTkRahUsOc/T-HeFWEtxJI/AAAAAAAANLs/E9FsX5R_Z4Y/s1600/14.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="241" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-eWTkRahUsOc/T-HeFWEtxJI/AAAAAAAANLs/E9FsX5R_Z4Y/s320/14.bmp" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-TyXWQC5kSNA/T-HeOr8XKCI/AAAAAAAANL0/-QZT1eVva10/s1600/9.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-TyXWQC5kSNA/T-HeOr8XKCI/AAAAAAAANL0/-QZT1eVva10/s320/9.bmp" width="232" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-_4yImzo8nFU/T-HdjGBojpI/AAAAAAAANLc/GbeKlsQVrTI/s1600/29.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-_4yImzo8nFU/T-HdjGBojpI/AAAAAAAANLc/GbeKlsQVrTI/s320/29.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;เนื้อหาเเบบนี้ก็สามารถปรับเเต่งกันเป็นวัดระฆังกันได้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-eZ5arKbnRJA/T-Hdcyh7goI/AAAAAAAANLU/IOGhM9E6jDA/s1600/28.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-eZ5arKbnRJA/T-Hdcyh7goI/AAAAAAAANLU/IOGhM9E6jDA/s320/28.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-KrAebJX1xhw/T-HdL5loVMI/AAAAAAAANLM/iqD5BLH0WOA/s1600/25.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-KrAebJX1xhw/T-HdL5loVMI/AAAAAAAANLM/iqD5BLH0WOA/s320/25.bmp" width="212" /&gt;&lt;/a&gt;คุ้นๆกันมั้ยครับเนื้อหาเเบบนี้เห็นปรับเเต่งกันเป็นวัดระฆังเยอะมาก&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-05mEBlDdQmQ/T-HdImzqUxI/AAAAAAAANLE/CowKnPp943o/s1600/24.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-05mEBlDdQmQ/T-HdImzqUxI/AAAAAAAANLE/CowKnPp943o/s320/24.bmp" width="212" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-bDiArJW26Uw/T-HcuxTvKLI/AAAAAAAANK8/g1Q_b7uBBeA/s1600/2.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-bDiArJW26Uw/T-HcuxTvKLI/AAAAAAAANK8/g1Q_b7uBBeA/s320/2.bmp" width="205" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-jwTMmDhSmuM/T-Hcn8fkj1I/AAAAAAAANK0/WLvel3LbDFc/s1600/1.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-jwTMmDhSmuM/T-Hcn8fkj1I/AAAAAAAANK0/WLvel3LbDFc/s320/1.bmp" width="217" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-aFKiSCbx5HA/T-HcZfOQlTI/AAAAAAAANKs/jlrmtvEVXAY/s1600/4.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-aFKiSCbx5HA/T-HcZfOQlTI/AAAAAAAANKs/jlrmtvEVXAY/s320/4.bmp" width="212" /&gt;&lt;/a&gt;องค์นี้ดูง่ายครับเป็นของเกจิรุ่นหลังเเต่เนื้อหาก็สามารถปรับเเต่งเป็นวัดระฆังได้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-nCTuARuf_xY/T-HcS67Gb8I/AAAAAAAANKk/R4SGMNUiW0I/s1600/3.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-nCTuARuf_xY/T-HcS67Gb8I/AAAAAAAANKk/R4SGMNUiW0I/s320/3.bmp" width="212" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-i0xr7uq5VN8/T-Hb4KKvvTI/AAAAAAAANKc/w86ofgGND6I/s1600/21.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-i0xr7uq5VN8/T-Hb4KKvvTI/AAAAAAAANKc/w86ofgGND6I/s320/21.bmp" width="233" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-uOQcJdR9IgM/T-HbwtCMpqI/AAAAAAAANKU/JAB0NYanJmA/s1600/18.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-uOQcJdR9IgM/T-HbwtCMpqI/AAAAAAAANKU/JAB0NYanJmA/s320/18.bmp" width="238" /&gt;&lt;/a&gt;เนื้อหาเเบบนี้ก็ไปปรับเเต่งกันเป็นวัดระฆัง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-V0OyPm1DFlc/T-HbpdiiN1I/AAAAAAAANKM/32G64tGGIkU/s1600/17.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-V0OyPm1DFlc/T-HbpdiiN1I/AAAAAAAANKM/32G64tGGIkU/s320/17.bmp" width="238" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-AxTC_0rjG6I/T-Hbfyr3RDI/AAAAAAAANKE/XzgQnea6Qls/s1600/16.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-AxTC_0rjG6I/T-Hbfyr3RDI/AAAAAAAANKE/XzgQnea6Qls/s320/16.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;เนื้อหาเเบบนี้ก็เห็นไปปรับเเต่งกันเป็นวัดระฆังกัน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-woca-VyRr2g/T-HbaOiNp2I/AAAAAAAANJ8/0ba_KqYETl0/s1600/15.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-woca-VyRr2g/T-HbaOiNp2I/AAAAAAAANJ8/0ba_KqYETl0/s320/15.bmp" width="207" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-sO-KH-1xdSE/T-HbQNhtXsI/AAAAAAAANJ0/xJDzZ6TSONI/s1600/12.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-sO-KH-1xdSE/T-HbQNhtXsI/AAAAAAAANJ0/xJDzZ6TSONI/s320/12.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;ยิ่งด้านหลังไม่ต้องพูดถึง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-9zulQNDGS4k/T-HbL7k4NGI/AAAAAAAANJs/xN5W_YJKC50/s1600/11.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-9zulQNDGS4k/T-HbL7k4NGI/AAAAAAAANJs/xN5W_YJKC50/s320/11.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;พิมพ์ฐานเเซมเนื้อเเบบนี้เห็นเยอะมากไปปรับเเต่งกันเป็นวัดระฆังเเต่จริงๆเเล้วเป็นของเกจิรุ่นหลัง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/--sZXX-dWw6E/T-HbA6EFKfI/AAAAAAAANJk/MhBwAvpG3lU/s1600/8.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/--sZXX-dWw6E/T-HbA6EFKfI/AAAAAAAANJk/MhBwAvpG3lU/s320/8.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-tv9jBi1RVJ8/T-HayDVcy3I/AAAAAAAANJc/3eu4Z9_fXwU/s1600/7.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-tv9jBi1RVJ8/T-HayDVcy3I/AAAAAAAANJc/3eu4Z9_fXwU/s320/7.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-QH2mNE2vL9Y/T-Haho9MqWI/AAAAAAAANJU/xB75_ADuVqE/s1600/6.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-QH2mNE2vL9Y/T-Haho9MqWI/AAAAAAAANJU/xB75_ADuVqE/s320/6.bmp" width="212" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-4usXa9dJtSo/T-HacqTKw7I/AAAAAAAANJM/NLhE-L1qHW8/s1600/5.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-4usXa9dJtSo/T-HacqTKw7I/AAAAAAAANJM/NLhE-L1qHW8/s320/5.bmp" width="211" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-sCdJ-4Smfu8/T-HaGluFsQI/AAAAAAAANJE/hTfEwizv9Nk/s1600/20.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-sCdJ-4Smfu8/T-HaGluFsQI/AAAAAAAANJE/hTfEwizv9Nk/s320/20.bmp" width="228" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-VU_J2115ymc/T-HZ_b0AI7I/AAAAAAAANI8/3jV5vz5XowU/s1600/19.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-VU_J2115ymc/T-HZ_b0AI7I/AAAAAAAANI8/3jV5vz5XowU/s320/19.bmp" width="222" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;ยังมีอีกเยอะครับสำหรับเนื้อหาเหล่านี้&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-KthArX5CkG4/T-UPLhpswNI/AAAAAAAANRs/hzP2T-8En8I/s1600/11.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-KthArX5CkG4/T-UPLhpswNI/AAAAAAAANRs/hzP2T-8En8I/s320/11.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-iyHJIeGS8u0/T-UPRmfTAGI/AAAAAAAANR0/AK5JP18JUNU/s1600/12.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-iyHJIeGS8u0/T-UPRmfTAGI/AAAAAAAANR0/AK5JP18JUNU/s320/12.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-wEA_6s9Kjgo/T-UPjr6BuzI/AAAAAAAANR8/sRuQIKs1icI/s1600/13.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-wEA_6s9Kjgo/T-UPjr6BuzI/AAAAAAAANR8/sRuQIKs1icI/s320/13.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-K0T7zeHX16c/T-UPyh2T8wI/AAAAAAAANSE/uI1K-oeCi9w/s1600/14.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-K0T7zeHX16c/T-UPyh2T8wI/AAAAAAAANSE/uI1K-oeCi9w/s320/14.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-mWrsOw-SCkw/T-UQBytJ6XI/AAAAAAAANSM/Kn8zyhsYbCI/s1600/15.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-mWrsOw-SCkw/T-UQBytJ6XI/AAAAAAAANSM/Kn8zyhsYbCI/s320/15.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-7q-J_1KiQDc/T-UFtt1ocNI/AAAAAAAANNU/K5cl7p58Qjk/s1600/14.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-7q-J_1KiQDc/T-UFtt1ocNI/AAAAAAAANNU/K5cl7p58Qjk/s320/14.bmp" width="224" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-BJWPv7TWfJY/T-UF2IVf2VI/AAAAAAAANNc/LjhYdEv0bjU/s1600/15.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-BJWPv7TWfJY/T-UF2IVf2VI/AAAAAAAANNc/LjhYdEv0bjU/s320/15.bmp" width="217" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-H999HxE6JOo/T-UF6o-aHdI/AAAAAAAANNk/p2LDMk6zcqc/s1600/41.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-H999HxE6JOo/T-UF6o-aHdI/AAAAAAAANNk/p2LDMk6zcqc/s320/41.bmp" width="229" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-kEYgy7H_hQY/T-UF-iAGweI/AAAAAAAANNs/8BlizRBiCuE/s1600/42.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-kEYgy7H_hQY/T-UF-iAGweI/AAAAAAAANNs/8BlizRBiCuE/s320/42.bmp" width="226" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-DowqwnhtyRM/T-UGPIra7FI/AAAAAAAANN0/pXZSlEa5Ejo/s1600/45.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-DowqwnhtyRM/T-UGPIra7FI/AAAAAAAANN0/pXZSlEa5Ejo/s320/45.bmp" width="224" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-ZTTCw__SAWQ/T-UGVPt7z9I/AAAAAAAANN8/r5-JU5h5CVA/s1600/46.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-ZTTCw__SAWQ/T-UGVPt7z9I/AAAAAAAANN8/r5-JU5h5CVA/s320/46.bmp" width="224" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/--qPZoM3BFcc/T-UGZ8LZD3I/AAAAAAAANOE/U8A0IOvhndI/s1600/43.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/--qPZoM3BFcc/T-UGZ8LZD3I/AAAAAAAANOE/U8A0IOvhndI/s320/43.bmp" width="212" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-PO4faZgKkyE/T-UGe0nO4pI/AAAAAAAANOM/q8q0wVxrLI8/s1600/44.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-PO4faZgKkyE/T-UGe0nO4pI/AAAAAAAANOM/q8q0wVxrLI8/s320/44.bmp" width="212" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-RldAXrxsr5U/T-UGrkk_-YI/AAAAAAAANOc/FNj1uQ3Wslk/s1600/2.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-RldAXrxsr5U/T-UGrkk_-YI/AAAAAAAANOc/FNj1uQ3Wslk/s320/2.bmp" width="208" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-sPYtht2DiFY/T-UGmjzApKI/AAAAAAAANOU/Q6kHgq-XYKo/s1600/1.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-sPYtht2DiFY/T-UGmjzApKI/AAAAAAAANOU/Q6kHgq-XYKo/s320/1.bmp" width="211" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-6vmgGymjEU8/T-UG1Qa3EsI/AAAAAAAANOk/zbiPLxBM_Ek/s1600/10.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-6vmgGymjEU8/T-UG1Qa3EsI/AAAAAAAANOk/zbiPLxBM_Ek/s320/10.bmp" width="228" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-PFDjMb4yefw/T-UHB-BiryI/AAAAAAAANOs/TTp2CgUexmc/s1600/11.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-PFDjMb4yefw/T-UHB-BiryI/AAAAAAAANOs/TTp2CgUexmc/s320/11.bmp" width="228" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-JZdL_mSuOVw/T-UHJPuOkVI/AAAAAAAANO0/MlqqzZGmUkQ/s1600/15.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-JZdL_mSuOVw/T-UHJPuOkVI/AAAAAAAANO0/MlqqzZGmUkQ/s320/15.bmp" width="223" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-BOSmjrISoUE/T-UHQcXSRKI/AAAAAAAANO8/gfPf4ZahOpw/s1600/16.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-BOSmjrISoUE/T-UHQcXSRKI/AAAAAAAANO8/gfPf4ZahOpw/s320/16.bmp" width="222" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-GuRsH8Xd73g/T-UJApqxO9I/AAAAAAAANPE/SG225JS-64w/s1600/31.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-GuRsH8Xd73g/T-UJApqxO9I/AAAAAAAANPE/SG225JS-64w/s320/31.bmp" width="194" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-7N5pWLL0Vyw/T-UJIf5klBI/AAAAAAAANPM/Jt70Ww_FVIg/s1600/32.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-7N5pWLL0Vyw/T-UJIf5klBI/AAAAAAAANPM/Jt70Ww_FVIg/s320/32.bmp" width="204" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-4fZK3FwWA14/T-UJaa1dhHI/AAAAAAAANPU/Wksk5jGZ4mU/s1600/33.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-4fZK3FwWA14/T-UJaa1dhHI/AAAAAAAANPU/Wksk5jGZ4mU/s320/33.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-sLDpObDoA-o/T-UJsCaGt7I/AAAAAAAANPc/fs1DWoSsF9g/s1600/34.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-sLDpObDoA-o/T-UJsCaGt7I/AAAAAAAANPc/fs1DWoSsF9g/s320/34.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-JMkWJN07TUM/T-UJy04snvI/AAAAAAAANPk/nQt0pGyLNaU/s1600/25.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-JMkWJN07TUM/T-UJy04snvI/AAAAAAAANPk/nQt0pGyLNaU/s320/25.bmp" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-Ic95m3cjIjQ/T-UJ5n4q1XI/AAAAAAAANPs/ij_YTnBGpjQ/s1600/26.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-Ic95m3cjIjQ/T-UJ5n4q1XI/AAAAAAAANPs/ij_YTnBGpjQ/s320/26.bmp" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-SFhFJd9H1yc/T-UKFhzDjlI/AAAAAAAANP0/pECfP34Vz8Y/s1600/4.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-SFhFJd9H1yc/T-UKFhzDjlI/AAAAAAAANP0/pECfP34Vz8Y/s320/4.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-MYBzoSgYtk4/T-UKJotizHI/AAAAAAAANP8/ol4p5QFLE1s/s1600/5.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-MYBzoSgYtk4/T-UKJotizHI/AAAAAAAANP8/ol4p5QFLE1s/s320/5.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-FGxPTYr_V1Y/T-UKfgWieCI/AAAAAAAANQE/hnXI4lKJ86M/s1600/28.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-FGxPTYr_V1Y/T-UKfgWieCI/AAAAAAAANQE/hnXI4lKJ86M/s320/28.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-BOpT0YVASYk/T-UKu-_HXoI/AAAAAAAANQM/DZ8s-p78oNo/s1600/29.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-BOpT0YVASYk/T-UKu-_HXoI/AAAAAAAANQM/DZ8s-p78oNo/s320/29.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-1LE4SSfyIOw/T-UK9yJzGpI/AAAAAAAANQU/dPjlkTq0VKA/s1600/30.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-1LE4SSfyIOw/T-UK9yJzGpI/AAAAAAAANQU/dPjlkTq0VKA/s320/30.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-ErBuCenhfnc/T-ULl_yObtI/AAAAAAAANQ0/QbcwVI7u3qU/s1600/13.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-ErBuCenhfnc/T-ULl_yObtI/AAAAAAAANQ0/QbcwVI7u3qU/s320/13.bmp" width="237" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-N6AXci1Eq30/T-ULy1JLaVI/AAAAAAAANQ8/ee58Gu3T880/s1600/14.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-N6AXci1Eq30/T-ULy1JLaVI/AAAAAAAANQ8/ee58Gu3T880/s320/14.bmp" width="230" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-G9y8DlB9tuM/T-ULHySBMlI/AAAAAAAANQc/PlIh1SSsEkE/s1600/10.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-G9y8DlB9tuM/T-ULHySBMlI/AAAAAAAANQc/PlIh1SSsEkE/s320/10.bmp" width="233" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-4XvPcZJotgs/T-ULQWg38LI/AAAAAAAANQk/w2SR0Ji45mI/s1600/11.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="141" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-4XvPcZJotgs/T-ULQWg38LI/AAAAAAAANQk/w2SR0Ji45mI/s320/11.bmp" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-wFP_gm360UA/T-ULYhKWrzI/AAAAAAAANQs/LVaqEOUbV7g/s1600/12.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-wFP_gm360UA/T-ULYhKWrzI/AAAAAAAANQs/LVaqEOUbV7g/s320/12.bmp" width="224" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-pGQLCQcbMZo/T-UMEg8SzfI/AAAAAAAANRE/MhJWinQM-hQ/s1600/8.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-pGQLCQcbMZo/T-UMEg8SzfI/AAAAAAAANRE/MhJWinQM-hQ/s320/8.bmp" width="200" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-i53Ttnq8yNY/T-UMMbn46YI/AAAAAAAANRM/VEIdNmG1D8M/s1600/9.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-i53Ttnq8yNY/T-UMMbn46YI/AAAAAAAANRM/VEIdNmG1D8M/s320/9.bmp" width="204" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-HeFphLeWh0w/T-UMgNA8-BI/AAAAAAAANRU/7IHtT909qNI/s1600/10.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-HeFphLeWh0w/T-UMgNA8-BI/AAAAAAAANRU/7IHtT909qNI/s320/10.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-KthArX5CkG4/T-UPLhpswNI/AAAAAAAANRs/hzP2T-8En8I/s1600/11.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-KthArX5CkG4/T-UPLhpswNI/AAAAAAAANRs/hzP2T-8En8I/s320/11.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-iyHJIeGS8u0/T-UPRmfTAGI/AAAAAAAANR0/AK5JP18JUNU/s1600/12.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-iyHJIeGS8u0/T-UPRmfTAGI/AAAAAAAANR0/AK5JP18JUNU/s320/12.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-wEA_6s9Kjgo/T-UPjr6BuzI/AAAAAAAANR8/sRuQIKs1icI/s1600/13.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-wEA_6s9Kjgo/T-UPjr6BuzI/AAAAAAAANR8/sRuQIKs1icI/s320/13.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-K0T7zeHX16c/T-UPyh2T8wI/AAAAAAAANSE/uI1K-oeCi9w/s1600/14.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-K0T7zeHX16c/T-UPyh2T8wI/AAAAAAAANSE/uI1K-oeCi9w/s320/14.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-mWrsOw-SCkw/T-UQBytJ6XI/AAAAAAAANSM/Kn8zyhsYbCI/s1600/15.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-mWrsOw-SCkw/T-UQBytJ6XI/AAAAAAAANSM/Kn8zyhsYbCI/s320/15.bmp" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-z4EgMMjqfSU/T-UQsH9_dBI/AAAAAAAANSU/n5jWiUATW4k/s1600/16.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-z4EgMMjqfSU/T-UQsH9_dBI/AAAAAAAANSU/n5jWiUATW4k/s320/16.bmp" width="203" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-jLaNS7ienqU/T-UQ0eHLgHI/AAAAAAAANSg/lcxucsN97CY/s1600/17.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" rca="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-jLaNS7ienqU/T-UQ0eHLgHI/AAAAAAAANSg/lcxucsN97CY/s320/17.bmp" width="207" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/2798605872430176622/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/06/blog-post_18.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/2798605872430176622'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/2798605872430176622'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/06/blog-post_18.html' title='การศึกษาเเละพิจารณาให้ถูกต้องพระสมเด็จวัดระฆังตามมาตรฐาน สากลนิยม'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-noyC8lPuko0/T-AMA9ztMEI/AAAAAAAANFE/ek1CvUtPQw8/s72-c/boardreplyP1-123255400837.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-6798517413880588768</id><published>2012-06-12T23:06:00.003-07:00</published><updated>2012-06-13T00:56:55.644-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประวัติสร้างเหรียญชุดเเปดรอบ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ระยอง'/><title type='text'>ประวัติสร้างเหรียญชุดเเปดรอบ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ระยอง</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;u&gt;ประวัติสร้างเหรียญชุดเเปดรอบ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ระยอง&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-iLzgMATVNpo/T9grVUNFUzI/AAAAAAAANEc/v1ck_NrIbcQ/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E006.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" pca="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-iLzgMATVNpo/T9grVUNFUzI/AAAAAAAANEc/v1ck_NrIbcQ/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E006.jpg" width="226" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: large;"&gt;&lt;u&gt;&lt;strong&gt;ภาพต้นเเบบเหรียญเสมาเเปดรอบที่คุณปราโมทย์ มาเจริญ สถาปนิกกรมชลประทานออกเเบบไว้ก่อนทำเเม่พิมพ์&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;ก่อนจะย่างเข้าสู่ปี พ.ศ 2518 คณะศิษย์นำโดยคุณชินพร สุขสถิตย์ ได้ปรึกษาหารือกันว่าจะร่วมกันจัดงานฉลองอายุให้กับหลวงปู่ทิมในวันที่ 16 มิถุนายน 2518 เนื่องในโอกาสที่หลวงปู่จะมีอายุครบ 8รอบหรืออายุ 96 ปีซึ่งถือว่าเป็นการจัดงานวันเกิดให้กับท่านเป็นครั้งเเรกด้วยโดยงานนี้คุณชินพรได้รับมอบหมายให้ดำเนินการจัดสร้างวัตถุมงคลเพื่อให้มอบให้เป็นที่ระลึกเเด่ลูกศิษย์ลูกหาเเละสาธุชนซึ่งคาดกันว่าจะเดินทางมาร่วมงานกันในวันนั้นอย่างมืดฟ้ามัวดิน ดังนั้นการดำเนินการจัดสร้างในครั้งนี้คุณชินพรจึงต้องวางเเผนอย่างละเอียดรอบคอบเป็นพิเศษซึ่งนอกเหนือจากจะต้องให้เพียงพอต่อทุกคนที่มาร่วมงานเเล้ววัตถุมงคลนี้จึงถือได้ว่าเป็นชุดสำคัญที่เดียวด้วยเหตุนี้การจัดสร้างวัตถุมงคลชุดเเปดรอบนี้จึงต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 9 เเสน 8หมื่นบาท หรือเกือบล้าน ซึ่งเงินร่วมล้านบาทในปี พ.ศ 2518 ถ้าเทียบสมัยนี้น่าจะเกือบร้อยล้านก็ว่าได้ ถือว่าเป็นการสร้างวัตถุมงคลที่ใช้เงินจำนวนมหาศาลในวัดเล็กๆวัดใดกล้าลงทุนมากมายถึงขนาดนี้มาก่อน ยิ่งในช่วงระยะเวลานั้นบรรดาวัดต่างๆทั่วประเทศต่างระดมเเข่งขันกันสร้างวัตถุมงคลออกจำหน่ายเเละมีการทุ่มโฆษณาตามนิตยสารพระเครื่องต่างๆกันอย่างเอิกเกริกจึงเป็นไปไม่ได้เลยว่าการสร้างวัตถุมงคลชุดเเปดรอบในครั้งนี้จะสามารถเรียกทุนคืนกลับมาได้ประกอบกับการลงทุนสร้างในครั้งนี้คุณชินพรไม่ได้ใช้เงินของวัดเลยเเม้เเต่บาทเดียวอาศัยความีท่านเป็นผู้มีอัธยาศัยดี ใจคอกว้างขวาง ช่วยเหลลือผู้อื่นไว้มากจึงมีเพื่อนฝูงอยู่ในวงการสามารถใช้เครดิตในการดำเนินการจัดสร้างไว้ล่วงหน้าก่อนได้ จึงทำให้คุณชินพรวิตกกังวลในเรื่องนี้จะหาเงินไปชำระหนี้สินที่นำมาลงทุนสร้างวัตถุมงคลชุดเเปดรอบนี้ได้อย่างไร จึงได้นำเรื่องนี้ไปปรีกษาหลวงปู่ทิม ท่านจึงยิ้มเเละปลอมใจพร้อมกับเเนะนำให้คุณชินพรไปกราบของพรพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในวัดซึ่งนับเป็นเรื่องอัศจรรย์อย่างยิ่งก่อนถึงวันงานวัตถุมงคลชุดเเปดรอบทุกอย่างมียอดสั่งจองเพิ่มเข้ามาอย่างท่วมท้นจนภายในหนึ่งเดือนหลังจากงานฉลองอายุหลวงปู่ทิมผ่านไปคุณชินพรสามารถชำระหนี้ไว้จนหมดเเละยังมีส่วนกำไรที่เหลืออีกจำนวนมากพอสมควรทึ่คณะผู้ดำเนินส่งมอบให้กับวัดละหารไร่จนหมดครบถ้วนเพื่อนำรายได้ดังกล่าวนี้ไปสมทบก่อสร้างศาลาการเปรียญภาวนาภิรัตต่อไป หลวงปู่ทิมเคยกล่าวกับคุรประชา ตรีพาสัย ว่าการสร้างศาลาการเปรียญนั้นผู้สละทรัพยจะได้อานิสงค์มากกว่าการสร้างโบสถ์เพราะการสร้างโบสถ์นั้นทำคนให้เป็นพระเเต่การสร้างศาลาการเปรียญนั้นทำพระให้เป็นพระที่สมบูรณ์ &lt;br /&gt;หลังจากพระชุดเเปดรอบถึงมือผู้สั่งจองไว้ได้ไม่เท่าไรก็มีผู้ประสบการณ์ความศักดิ์สิทธิ์กันอย่างมากมายโดยส่วนหนึ่งได้เขียนเล่าประสบการณ์ของตนผ่านทางนิตยสารพระเครื่องเเละอภินิหาร จนทำให้ชุดเเปดรอบของหลวงปู่ทิมโด่งดังขึ้นมาเรื่อยๆเเละมีราคาขึ้นสูงเรื่อยๆตั้งเเต่นั้นจนถึงทุกวันนี้ทั้งๆที่พระชุดดังกล่าวสร้างจำนวนมากเรืองเเสนองค์ทีเดียวเเละสำหรับพระเครื่องเเละวุตถุมงคลชุดเเปดรอบนั้นประกอบด้วยเหรียญเสมา เหรียญรูปไข่ห่วงเชื่อม เหรียญหล่อฉลุ เเละเหรียญนาคปรกเเปดรอบ เป็นต้น &lt;br /&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;u&gt;&lt;strong&gt;วัตถุมงคลชุดเหรียญเสมาเเปดรอบ&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;เนื่องจากพระชุดเเปดรอบที่จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลีกในงานฉลองอายุของหลวงปุ่ทิมเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2518 นั้นมีจำนวนมากนับกว่าเเสนเหรียญคุณชินพรจึงต้องใช้วิธีสั่งให้โรงงานผลิตทยอยปั้มออกมาทีละชุดสำหรับเหรียญเสมาเเปดรอบชุดเเรกนั้นได้เเก่&lt;br /&gt;เหรียญเสมาเนื้อต่างๆซึ่งผู้ออกเเบบเหรียญได้เเก่คุณปราโมทย์ มาเจริญ สถาปนิกมือหนึ่งของกรมชลประทานลักษณะของเหรียญจะเป็นรูปเสมากลับหัวเป็นเหรียญห่วงในตัวมีรูปหลวงปู่ทิมนั่งลักษณะสมาธิเต็มองค์อยู่ตรงกลางรอบใบเสมาเป็นลายกนกโดยเริ่มจากหัวกนกช่อบนด้านซ้ายขวาวาดโค้งลงมาบรรจบกันที่ลายกลีบบัวบริเวณกึ่งกลางของหัวเสมาด้านล่าง ส่วนเหนือศรีษะของหลวงปู่ทิมมีอักขระ 3 ตัว ประกอบด้วยมะ อุ อะ ต้องเรียงตัวเป็น มะ อะ อุ เหรียญเสมานี้ผู้สร้างได้สั่งให้เเกะโค๊ดในพิมพ์เป็นอักษร ท. ที่ชายผ้าสังฆาฎิของหลวงปู่ทิมเอาไว้ด้วย ส่วนด้านหลังของเหรียญจะเป็นยันต์ห้าซึ่งเป็นยันต์ครูประจำตัวของหลวงปู่ทิมมีตัวอักษรด้านล่างว่า ที่ระลึกฉลองอายุครบ8รอบพระครูภาวนาภิรัต (ทิม) วัดละหารไร่ ระยอง 16 มิ.ย.2518 เเต่ที่เเตกต่างไปจากเหรียญอื่นๆมีอยู่คือตัวอักษรเลขยันต์ทั้งหลายจะเป็นเเบบกัดลึกลงไปในเนื้อเหรียญหรือที่เรียกว่าตัวหนังสือจม เเทนที่จะเป็นตัวอักษรลอยนูนดังที่เห็นกันอยุ่ทั่วไป เหรียญเสมาเเปดรอบประกอบไปด้วยเนื้อต่างๆดังนี้&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;จำนวนการสร้างเหรียญชุดเเปดรอบ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ระยอง&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.เหรียญฉลุเสมาลงยาหน้าทองหลังทองสร้างจำนวน 79 เหรียญทำบุญเหรียญละ 3000บาท &lt;br /&gt;2.เหรียญฉลุเสมาลงยาเนื้อเงินหลังเงินหน้าทอง สร้างจำนวน 169 เหรียญ กลับเป็นอายุหลวงปู่ได้ 96 ทำบุญเหรียญละ 1000 บาท&lt;br /&gt;3.เหรียญฉลุเสมาลงยาหน้าเงินหลังเงินสร้างจำนวน 879เหรียญทำบุญเหรียญละ 250 บาท &lt;br /&gt;4. เหรียญฉลุเสมาลงยาหน้าเงินหลังนวโลหะ สร้างจำนวน 2,297เหรียญ ทำบุญเหรียญละ 200 บาท&lt;br /&gt;5.เหรียญเสมาเนื้อทองเเดง สร้างจำนวน 22,297 เหรียญบูชาเหรียญละ 30 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหรียญเสมาเเปดรอบทุกเนื้อนั้นหลังจากสร้างเสร็จเป็นที่เรียบร้อยเเล้วคุณชินพรจีงได้นำไปถวายเพื่อให้หลวงปุ่ทิมปลุกเสกเดี่ยวภายในกุฎิท่าน เป็นเวลาถึง 45 วัน เมื่อครบกำหนดเเล้วจึงได้เดินทางกลับมารับไปเพื่อดำเนินการตอกโค๊ดกันปลอม ที่กรุงเทพฯก่อนจะนำออกให้ประชาชนบูชาเพื่อรวบรวมปัจจัยไปสร้างศาลาการเปรียญภาวนาภิรัตทีคั่งค้างอยุ่จนเเล้วเสร็จ สำหรับเหรียญฉลุเสมาเเปดรอบเป็นรูปเเบบเหรียญที่ยังไม่มีผู้ใดเคยสร้างขึ้นมาก่อนเลยนับตั้งเเต่ปี พศ 2500 เป็นต้นมาคุณชินพรได้เเรงดลบันดาลใจมาจาการได้พบเห็นเหรียญเงินลงยาของหลวงพ่อคง วัดชำป่าง่าม จังหวัดฉะเชิงเทรา เเล้วเกิดการชอบใจเห็นว่าสวยงามเเปลกตาดี จึงนำมาดัดเเปลงออกเเบบด้วยการฉลุเอาเฉพาะส่วนที่ต้องการเเล้วนำมาประกบกับงานอีกชิ้นหนึ่งเพื่อให้ได้งานชิ้นมาใหม่สำหรับเหรียญฉลุทุกเหรียญนั้นคุณชินพรได้มอบความไว้วางใจให้คุณวรเทพ อุดมรันต์ศิลป์ ปัจจุบันเป็นผู้บริหารศูนย์พระเครื่องตั้งฮั่วเส็ง ฝั่งธนบุรี ซึ่งเป็นผู้ที่มีฝีมือดดำเนินจัดสร้างเเต่เพียงผู้เดียวซึ่งต้องอาศัยค่าใช้จ่ายสูงที่เดียว ส่วนทองคำที่นำมาใช้ในการจัดสร้างพระฉลุรวมเสมาหน้าทองหลังทองเเละเนื้อเงินหน้าทอง รวมทั้งพระทองคำเเปดรอบชุดอื่นๆทั้งหมดนั้น คุณชินพรได้ไปซื้อขอมาจากบิดาของคุณธารี ปิติธนสารสมบัติ เจ้าของร้านทองปิติพร ซึ่งในขณะนั้นมีตำเเหน่งเป็นนายกผู้ค้าทองคำอยู่ รวมเเล้วใช้ทองคำเป็นจำนวนน้ำหนักทั้งสิ้นถึงเกือบ 200 บาท คิดเป็นมูลค่าหลายล้านบาทในสมัยนี้ เเต่ด้วยคุณชินพรไม่เข้าใจวิธีการผสมทองคำให้เป็นเนื้อทอง 95% จึงทำให้โลหะเงินผสมกับเนื้อทองคำ เเทนที่จะใช้ทองเเดง ผลออกมาจึงทำให้พระทองคำชุดเเปดรอบเช่นเหรียญฉลุเสมา พระหล่อฉลุเเปดรอบ เหรียญรูปไข่ห่วงเชื่อมเเละเหรียญนาคปรกเเปดรอบจึงมีกระเเสเหลืองออกขาวกว่าพระเนื้อทองคำทั่วๆไป ด้วยเหตุนี้จึงมีบางคนที่ไม่เข้าใจได้เเอบไปฟ้องหลวงปู่ทิม กล่าวหาว่าคุณชินพรอมเปอร์เซ็นต์ทองพระ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;กรรมวิธีการสร้างเหรียญฉลุเสมาหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ระยอง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสร้างเหรียญฉลุเสมาเนื้อต่างๆนั้นนับว่าเป็นกระบวนการสร้างที่ยุ่งยากเเละเสียเวลามาก คือ ในขั้นเเรกจะต้องปั้มเหรียญด้านหน้าออกมาก่อนเเล้วนำมาฉลุเฉพาะส่วนที่ต้องการได้เเก่ ขอบใบเสมาพร้อมกับอักขระด้านบน 1 ชิ้น เเละรูปหลวงปุ่ทิมอีก 1 ชิ้น สำหรับเหรียญฉลุเสมาหน้าทองหลังทองนั้น เเต่ละเหรียญใช้ทองคำหนักประมาณ 20 กรัม ส่วนเหรียญฉลุเสมาเนื้อเงินหน้าทองนั้นใช้ทองน้ำหนักประมาณ 3.5 กรัม จากนั้นจึงปั้มเหรียญด้านหลังมาพื่อเอาชิ้นส่วนด้านหน้าทั้งสองชิ้นฉลุเอาไว้ วางลงไปในตำเเหน่งเดิมในพื้นที่ด้านหน้าเเล้วจึงเป่าด้วยน้ำประสานทอง เพื่อเชื่อมชิ้นส่วนทั้งด้านหน้าด้านหลังให้ติดเป็นเนื้อเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ เมื่อพิจารณาขอบของเหรียญฉลุเสมานี้โดยรอบจึงจะต้องเห็นเป็นสองชั้นเเละมีร่องรอยของน้ำประสานทองให้เห็นได้อย่างชัดเจน ภายหลังเมื่อทำการประกบเหรียญด้านหน้าเเละด้านหลังเสร็จสิ้นเเล้ว จึงนำเหรียญทั้งหมดไปลงยาเป็นสีต่างๆอาทิ สีเหลือง สีเเดง สีขาว สีน้ำเงิน สีเขียว เป็นต้น ซึ่งถือว่า เป็นขั้นตอนสุดท้าย ก่อนคุณชินพรจะนำเหรียญชุดเเปดรอบทั้งหมดไปถวายให้หลวงปุ่ทิมปลุกเสกจนครบกำหนดเเล้วจึงนำมาตอกโค๊ด กันปลอม ตามตำเเหน่งต่างๆกล่าวคือในเหรียญฉลุเสมาหน้าทองหลังทองนั้นจะตอกโค๊ดตัว นะ ในเม็ดงาที่ซอกของช่อกนกด้านซ้ายขวาทั้งสองข้าง เหรียญฉลุเสมาเนื้อเงินหน้าทองคำจะตอกโค๊ดตัว นะ ในเม็ดงา บริเวณซอกหัวช่อกนกด้านซ้ายมือของหลวงปุ่เพียงที่เดียว ส่วนเหรียญฉลุเนื้อเงินเเละหน้าเงินหลังนวโลหะจะตอกโค๊ดตัว นะ ในเม็ดงาเเละโค๊ด อิ บริเวณพื้นที่ว่าง ของเหรียญใกล้เเขนของหลวงปู่ เฉพาะในส่วนของเหรียญฉลุเสมาเนื้อเงินหน้าทองคำนั้นจะมีด้วยกัน 2 เเบบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.เเบบลงยาสองสี คือสีเเดง บริเวณกนกรอบใบเสมาเเต่บริเวณอักขระด้านบนเหนือศรีษะของหลวงปู่จะเป็นสีน้ำเงิน &lt;br /&gt;2. เเบบลงยาสีเดียวคือ ทั้งบริเวณใบกนกรอบเสมาเเละอักขระด้านบนเหนือศรีษะของหลวงปุ่จะมีสีเเดงเพียงอย่างเดียว &lt;br /&gt;ทั้ง 2 เเบบนี้จะเเบ่งได้เป็นอีก 2 พิมพ์ คือพิมพ์หัวตัวอักษร ท.โค๊ดในพิมพ์ที่บริเวณชายผ้าสังฆาฎิของหลวงปู่มีหยดน้ำ กับพิมพ์ตัวหลังตัว ท. มีเส้นเเตก เเต่เหรียญที่ได้รับความนิยมสูงสุดเเละหายากที่สุด ได้เเก่ เเบบลงยาสองสี พิมพ์หัวตัว ท. มีหยดน้ำ เพราะมีจำนวนไม่ถึง&amp;nbsp; 50 เหรียญ ปัจจุบันเหรียญฉลุเสมาเนื้อเงินหน้าทองคำทุกเเบบราคาเริ่มต้นตั้งเเต่ 500,000 บาทขึ้นไปเเล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอสงวนลิขสิทธิ์ข้อความเเละภาพทั้งหมดใช้เฉพาะการศึกษาเท่านั้น&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/6798517413880588768/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/06/blog-post_12.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/6798517413880588768'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/6798517413880588768'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/06/blog-post_12.html' title='ประวัติสร้างเหรียญชุดเเปดรอบ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ระยอง'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-iLzgMATVNpo/T9grVUNFUzI/AAAAAAAANEc/v1ck_NrIbcQ/s72-c/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E006.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-3651283500258791588</id><published>2012-06-07T22:02:00.001-07:00</published><updated>2012-06-07T22:02:41.133-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระครูอินทวุฒิกร ต่วน อินทปัญโญ วัดกล้วย อยุธยา่ี'/><title type='text'>พระครูอินทวุฒิกร ต่วน อินทปัญโญ วัดกล้วย อยุธยา่ี</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;พระครูอินทวุฒิกร (ต่วน  อินทปัญโญ)&lt;br /&gt;วัดกล้วย จ.อยุธยา่ี&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-61aI7iJH8z4/T9GGrHP0BHI/AAAAAAAANB0/5kWIk0-Zh8Q/s1600/10.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://3.bp.blogspot.com/-61aI7iJH8z4/T9GGrHP0BHI/AAAAAAAANB0/5kWIk0-Zh8Q/s1600/10.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-xvn7iscaNDc/T9GGp0K_txI/AAAAAAAANBs/Nm7YKP1o6gU/s1600/10-8.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://1.bp.blogspot.com/-xvn7iscaNDc/T9GGp0K_txI/AAAAAAAANBs/Nm7YKP1o6gU/s1600/10-8.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;b&gt;ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นามเดิม ต่วน สิทธิวงษา  บิดา-มารดา นายเหม - นางเฉียบ สิทธิวงษา อาชีพ ทำนา &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;ท่าน เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2444 ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา  ในบรรดาพี่น้องหลายคน ท่านเองเป็นคนรูปร่างเตี้ยล่ำ ผิวคล้ำ  วัยเด็กเรียนหนังสืออยู่กับพระที่วัด  และติดตามพระอาจารย์เดินธุดงค์เข้ามาในประเทศไทย ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร  เมื่อมีอายุครบอุปสมบท ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่กรุงพนมเปญ  และจำพรรษาอยู่ที่นั้น 1 พรรษา เมื่อออกพรรษารับผ้ากฐินแล้ว  จึงเดินทางเข้ามาในประเทศไทย&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ชีวิตสมณะ  การแสวงหาธรรม และปฏิปทา&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;หลวง ปู่ต่วน ได้เรียนวิชาอาคม  เวทมนต์คาถาต่างๆ มากมาย ร่างกายของท่านมีรอยสักยันต์และอาบน้ำยาว่านเต็มไปหมด  หลังอุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้วท่านได้เดินธุดงค์ปฏิบัติธรรมเข้ามาในประเทศไทย  มีพระที่เป็นสหายร่วมเดินธุดงค์หลายรูป แต่ส่วนใหญ่กลับสู่ประเทศเขมรหมด  คงเหลือสหายธรรมอยู่ในประเทศไทยเพียง 2 รูป คือ หลวงปู่หิน วัดระฆัง ธนบุรี กับ  หลวงปู่สร้อย วัดทางหลวง อ.บางซ้าย จ.อยุธยา &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;ต่อ มาในปี พ.ศ. 2469 ท่านได้มาจำพรรษาวัดหัวโนน หรือวัดหัวใน ต.หนองแค  อ.หนองแค จ.สระบุรี เพื่อเรียนวิปัสนากรรมฐาน กับหลวงปู่ทา เจ้าอาวาส  ซึ่งเป็นชาวจังหวัดอุทัยธานี หลวงปู่ทาเป็นพระอาจารย์ที่มีวิชาอาคมมาก  ท่านเป็นพระสหายที่ร่วมเดินธุดงค์กับหลวงปู่กลั่น วัดพระญาติ จ.อยุธยา  &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;หลวง ปู่ต่วน  จำพรรษาเพื่อเรียนวิชากับหลวงปู่ทา ที่วัดหัวโนน เป็นเวลา 3 พรรษา หลังจากนั้น  หลวงปุ่ทาก็ได้ให้หลวงปู่ต่วนมาอยู่ที่วัดกล้วยเพื่อพัฒนาวัดกล้วยให้เจริญ  เมื่อเดินทางออกจากวัดหัวโนนแล้วท่านได้ไปพักกับ หลวงปู่หิน พระสหาย  เพื่อเรียนวิชากับหลวงปู่นาค วัดระฆัง เมื่อออกจากวัดระฆังแล้ว  ก็มาพำนักอยู่ที่วัดกล้วยและพัฒนาเสนาสนะ  จนมีความเจริญทุกวันนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;ท่านมรณภาพ  เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2529 หลังจากวันพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ต่วน แล้ว  ก็ทำพิธีสามหาบเก็บอัฐิธาตุ และทำพิธีบรรจุอัฐิลงในรูปเหมือนของท่าน  ในการทำพิธีบรรจุอัฐินั้น  หลายคนสงสัยว่าทำไมอัฐิของท่านจึงมีสีขาวสะอาดและมีสีสันสวยงาม  และที่แปลกอีกอย่างหนึ่งคือ ทำไมบริเวณกระดูกหน้าแข้งของท่านจึงเป็นหินสีน้ำตาล  และกระดูกศีรษะเป็นสีเขียว สีฟ้า  ขณะนั้นยังไม่มีใครรู้จักเรื่องกระดูกที่แปรเป็นพระธาตุกันมากนัก  พระครูประภัศรญาณสุนทร ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสองค์ต่อมา  จึงได้เก็บกระดูกส่วนศีรษะไว้ชิ้นหนึ่ง และส่วนหน้าแข้งที่เป็นหินชิ้นหนึ่ง  โดยไม่นำไปบรรจุในรูปเหมือนของท่าน ต่อมาเมื่อไปเก็บเศษขี้เถ้า จึงได้พบฟัน  และลูกตาสีนิลทั้ง 2 ข้าง ส่วนเศษกระดูกนั้นในระยะแรกก็มีไขมันจับเยิ้มอยู่  แต่พอนานๆไปก็กลายเป็นผลึกหยกสีต่างๆและกลายเป็นพระธาตุเม็ดเล็กๆ กระดูกส่วนอื่นๆ  ก็จับตัวเป็นเหมือนปะการังสีขาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ธรรมโอวาท&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;๑. ข้อคิด  กระดานแผ่นเดียว : มนุษย์เรานั้นจะอยู่ในฐานะอะไรก็ตาม จะอยู่ตึก หรือ กระต๊อบ  ก็มีค่าเพียงกระดานแผ่นเดียว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;๒. ศีล :  ย่อมผูกใจไว้ซึ่งจิตโดยธรรมชาติ เพราะเหตุนั้นธรรมชาติอันเป็นเครื่องผูก  ที่เรียกว่าศีลย่อมถูกข่มไว้ซึ่งจิต  เพราะเหตุนั้นธรรมชาติอันเป็นเครื่องข่มที่เรียกว่าศีลนี้  ย่อมยังกุศลกรรมทั้งหลายให้ทรงไว้  เพราะเหตุนั้นธรรมชาติอันเป็นเครื่องยังกุศลกรรมทั้งหลายให้ทรงไว้จึงชื่อ ว่า  ศีล&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/3651283500258791588/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/06/blog-post_4532.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/3651283500258791588'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/3651283500258791588'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/06/blog-post_4532.html' title='พระครูอินทวุฒิกร ต่วน อินทปัญโญ วัดกล้วย อยุธยา่ี'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-61aI7iJH8z4/T9GGrHP0BHI/AAAAAAAANB0/5kWIk0-Zh8Q/s72-c/10.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-3675528195334668475</id><published>2012-06-07T17:17:00.000-07:00</published><updated>2012-06-07T17:21:33.855-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระครูสังฆรักษ์ หิน อินทวินโย หรือ หลวงปู่หิน'/><title type='text'>พระครูสังฆรักษ์ หิน อินทวินโย หรือ หลวงปู่หิน</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;พระครูสังฆรักษ์ หิน อินทวินโย หรือ หลวงปู่หิน เรียกตามตำแหน่งฐานานุกรมในพระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธินายก ( หลวงปู่นาค)ว่า พระครูสังฆรักษ์หิน หลวงปู่หิน เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่รูปหนึ่งของวัดระฆังโฆสิตาราม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-o2hiPH9XbEc/T9FETmtFKSI/AAAAAAAAM5o/IdQYvQFV6uQ/s1600/1.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://2.bp.blogspot.com/-o2hiPH9XbEc/T9FETmtFKSI/AAAAAAAAM5o/IdQYvQFV6uQ/s320/1.jpg" width="236" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt;รูปบนสมเด็จองค์นี้เป็นของหลวงปู่หินลองดูหลักการพิจารณาคราบน้ำมนต์โดยการเเช่น้ำมนต์กับองค์พระเนื้อผง &amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/u&gt; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หลวงปู่ หิน นามสกุลเดิม สุขเกษม เกิดเมื่อ 9 เดือนพฤศจิกายน 2442 ตรงกับ วันพฤหัสบดี ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 12 ปีกุน เวลา ประมาณ 18.30 น. ที่จังหวัด ปริวแวง ประเทศ กัมพูชา บวชเป็น สามเณร 15ปี ภายหลังได้ลาสิกขาบท มาช่วยโยมมารดาบิดา มาประกอบอาชีพ อยู่พักหนึ่ง และได้ทำการอุปสมบทใหม่อีกครั้ง อายุ 21 ปี ณ...พัทธสีมา วัดธนาคัน ตำบลจาง อำเภอ ตะแบก จังหวัด ปริวแวง ประเทศกัมพูชา โดยมีพระรัตนาวงศาเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์แรม เป็นพระกัมมวาจา และพระมงคลเถระเป็นพระอนุสาวนา จารย์.....หลังจากออกพรรษาแล้ว ท่านได้เดินทางไปศึกษาหาความรู้ในทางไสยศาสตร์..ชั้นแรกคือการเรียน ตรีนิสิงเห การเรียนลงเลขยันต์...ยันต์ตรีนิสิงเห มีอุปเท่ห์สารพัดซึ่งหลวงปู่ หิน ใช้ได้ผลมามาก หลวงปู่ หิน ท่านมีความมุ่งมั่นในทางการเรียนวิชาไสยศาสตร์มาก เดินธุดงค์รุกขมูลตามป่าดงดิบ ประเทศพม่า พระตะบอง นครวัด ได้ร่ำเรียน วิชาการต่างๆมากมาย ฝึกฝนกับพระคณาจารย์ต่างๆ การอบรมเสร็จสิ้น เมื่อ เดือน 12 พศ..2465 หลวงปู่ หิน ได้เดินธุดงค์ มาเรื่อยๆ ตามตะเข็บชายแดน ของประเทศไทย มายัง กบินทร์บุรี นครนายก สระบุรี และได้เดินมานมัสการ พระพุทธบาท สระบุรี จากนั้น ใช่ว่า มาอยู่ เมืองไทยนะครับ ...ท่านเดินทางกลับไปประเทศพม่า โดยใช้เส้นทางเดิม กลับวัดธนาคันตามเดิม คือ วัดที่ท่านบวชแต่ครั้งแรก&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-oJsvErFhn78/T9FD9fvIaNI/AAAAAAAAM5Q/xrpy75XODTM/s1600/2.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-oJsvErFhn78/T9FD9fvIaNI/AAAAAAAAM5Q/xrpy75XODTM/s320/2.jpg" width="230" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-dAv-AfYv_Ms/T9FD-jZB6-I/AAAAAAAAM5Y/dgsXusWK4Ec/s1600/3.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="91" src="http://4.bp.blogspot.com/-dAv-AfYv_Ms/T9FD-jZB6-I/AAAAAAAAM5Y/dgsXusWK4Ec/s320/3.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;ในระหว่างนั้นท่านก็หมั่นปฏิบัตรธรรมกรรมฐาน จนได้ชื่อว่าเป็น พระที่เชี่ยวชาญทางกรรมฐานท่านหนึ่ง ทุกครั้งที่ท่านออกพรรษา ท่านจะออกธุดงค์ตลอดไม่ค่อยอยู่วัด ออกธุดงค์ไปเรื่อยๆ เวียงจันทร์หลวงพระบาง ย้อนกลับมา เมืองไทย แล้วกลับประเทศพม่า ...ครั้งหนึ่งหลวงปู่ หินมีความประสงค์จะเดินทางรุกค์ขมูลไปยังประเทศอินเดียให้ได้ แต่แล้วเป็นจุดหักเห ของชีวิตของท่าน พระเพื่อนที่ร่วมเดินทางของท่านเกิดป่วยกลางป่าลึกในระหว่างทาง จึงได้เดินทางมาที่เมืองไทยทำการรักษาตัว ในที่สุดพระรูปนี้ มรณภาพลงที่ จังหวัด ตาก ...ในเวลานั้น ใกล้เวลาจะเข้าพรรษาหลวงปู่ หิน จำต้องจำพรรษาที่ จังหวัด ตาก 1 พรรษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั้น หลวงปู่ ก็เดินธุดงค์ ต่อไป ที่ จังหวัด เชียงใหม่ เลยเข้าไป ประเทศ พม่า และต่อมาท่านเดินทางมาที่ จังหวัด สุโขทัย พักอยุ่ ที่ วัดพุทธปรางค์ อำเภอ สวรรคโลก 2 เดือน และออกธุดงค์มาเรื่อย จนถึง จังหวัด พระนครศรีอยุธยา ได้พบกับพระอุปัชฌาย์ เทพ ซึ่ง เป็นพระเพื่อนมาแต่เดิม เป็นเจ้าอาวาส อยู่ วัดทางหลวง ตำบล ปลายกลัด อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่านจึงพำนักที่นั้น และช่วยดำเนินการสร้างเสนาสนะสงฆ์ ตลอดจนวิหารและศาลาฟังธรรมต่างๆ จนลุล่วง ท่านได้อยู่วัดทางหลวงเป็นเวลา 11 พรรษา อยุธยา นั้น ไม่สิ้นคนดี เป็นคำพังเพย โบราณ ที่เราคุ้นๆหูกันอยู่นะครับ หลวงปู่ หิน ได้ร่ำเรียนไสยศาสตร์แถบนี้มาก ต่อมาก แม้กระทั่งหลวงพ่อ จง แห่งวัดหน้าต่างนอก... หลวงพ่อ ต่วน วัด กล้วย ซึ่งต่อมาเป็นพระสหายทางสมิกธรรม ฯลฯ ประวัติการร่ำเรียนวิชาทาง ไสยศาสตร์ของท่าน ว่าร่ำเรียนกับพระอาจารย์ท่านใดนั้นมิอาจบรรยายได้ เพราะ หลวงปู่ หิน ท่านออกธุดงค์ เพียงรูปเดียวในระยะหลัง&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-j2ufsqSj4p0/T9FEB-aTcMI/AAAAAAAAM5g/jwM3JN9JDmQ/s1600/4.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://2.bp.blogspot.com/-j2ufsqSj4p0/T9FEB-aTcMI/AAAAAAAAM5g/jwM3JN9JDmQ/s1600/4.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;ต่อมาใน พศ....2478 ท่านได้ทราบถึง กิติศัพท์ ของท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี เกิดมีความศรัทธาอย่างแรงกล้า จึงตัดสินใจเดินทางมายัง วัดระฆังโฆสิตาราม และเข้ากราบนมัสการ พระเทพสิทธินายก หรือ หลวงปู่ นาค ขณะนั้น หลวงปู่ นาค ดำรงตำแหน่ง พระราชโมฬี เจ้าอาวาส แห่งวัดระฆัง สนทนาธรรมเป็นที่ถูก อัธยาศัย ยิ่งนัก ....หลวงปู่ นาค จึงได้ชักชวนให้อยู่จำพรรษา อยู่ วัดระฆัง เสียที่นี่ คณะ3 ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ของวัด ปัจจุบันเป็นโรงเรียนโฆสิตสโมสร ในสมัยนั้นทางสำนัก วัดระฆังได้เปิดอบรม กัมมัฎฐานและวิปัสสนา หลวงปู่ นาค ก็ได้แต่งตั้ง หลวงปุ่ หิน มีหน้าที่ช่วยเหลือในกิจของสงฆ์ทางวัด ตลอดมา ไม่ว่าพัฒนางานก่อสร้างทำนุบำรุงต่างๆ สมัยนั้นมีแต่แรงงานพระในผ้าเหลืองล้วน หลวงปู่ หิน เป็นช่างควบคุมเองทั้งหมด ไม่ว่า ครั้งใด คำปฏิเสธนั้น ไม่เคย หลุดจากปากท่านเลย กับการก่อสร้างวัดวาอารามต่างๆหลายวัด แม้ในบางครั้งท่านได้ไม่มีเงินพอที่จะช่วย ท่านก็นำพระผงของท่าน มามอบให้ประชาชนได้บูชากัน เพื่อนำเงินไปใช้ในการก่อสร้าง นั้นๆ เป็นเจตนาที่บริสุทธิ์โดยแท้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสร้างพระผงต่างๆ ของหลวงปู่ หิน แห่งวัดระฆังนั้น ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น หลวงปู่ นั้นมีความศรัทธา ต่อ สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต มากๆ หลวงปู่ท่านพยายามเสาะแสวงหา พระสมเด็จมาสะสมไว้ ทั้งที่ แตกหักและชำรุด จนมีจำนวนมากพอแก่ความต้องการ ท่านจึงนำมาโขลกเป็นผง นอกจากนี้แล้ว ท่านยังได้ยัดผงปิลันทร์จากกรุ มุมพระอุโบสถ ด้านทิศใต้ .....ผงจากกรุ วัดสามปลื้ม ผงสุริบาตร และผงตรีนิสิงเห ที่ขาดมิได้ ...... การสร้างพระพิมพ์ของหลวงปู่ นั้น เริ่มตั้งแต่ พศ...2482-พศ..2515มีจำนวน 8 รุ่นด้วยกัน อาจารย์ ขวัญ วิสิฎโฐ ( คุ้มประยูร) เป็นผู้ช่วยเหลือโดยใกล้ชิด พระเครื่องที่สร้างแบ่งตาม พศ. พอจำแนก.ได้ ดังนี้&lt;br /&gt;1...พระสมเด็จ รุ่นแรก พศ..2482 มี5พิมพ์&lt;br /&gt;1.1พิมพ์อกครุฑ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.2พิมพ์แหวกม่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.3พิมพ์เส้นด้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.4พิมพ์ทรงเจดีย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.5พิมพ์ทรงเจดีย์พิมพ์เล็ก&lt;br /&gt;2....พระสมเด็จรุ่น 2 พศ..2484มี 5 พิมพ์&lt;br /&gt;2.1พิมพ์ทรงพระประธาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.2พิมพ์ทรงพระเกศทะลุซุ้ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.3พิมพ์ทรงชายจีวร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.4พิมพ์อกครุฑเศียรบาตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.5พิมพ์ทรงอกร่องหูยานคู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3...พระสมเด็จ รุ่น 3 พศ..2488 มีเพียง 2 พิมพ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.1พิมพ์ทรงนิยม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.2พิมพ์ทรงเจดีย์&lt;br /&gt;4...พระสมเด็จรุ่นที่ 4 พศ..2494 ติดต่อถึงปี 95 จึงเรียกว่า รุ่น 2495&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.1พิมพ์ทรงพระประธาน พิมพ์นี้มี 2ชนิด คือ เนือ้ผงและเนื้อผงใบลาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.2พิมพ์พระประธานขาโต๊ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.3พิมพ์ทรงเจดีย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.4พิมพ์สามเหลี่ยมด้านเท่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.5พิมพ์สามเหลี่ยมหน้าจั่ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.6พิมพ์สามเหลี่ยมหน้าจั่วพิมพ์เล็ก&lt;br /&gt;5...พระสมเด็จรุ่น5 พศ..2497มีเพียง 2 พิมพ์เท่านั้น&lt;br /&gt;5.1พิมพ์ทรงเจดีย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.2พิมพ์เจดีย์ทะลุซุ้ม&lt;br /&gt;6...พระสมเด็จรุ่นที่ 6 พศ..2500&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.1พิมพ์พระประธาน ขนาดบูชา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.2พิมพ์ปรกโพธิ์พิมพ์ใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.3พิมพ์ทรงนาคปรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.4พิมพ์ปรกโพธิ์ฐานแซม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.5พิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.6พิมพ์ฐานหมอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.7พิมพ์ทรงนิยม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.8พิมพ์ทรงเจดีย์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.9พิมพ์ทรงนิยมพิมพ์กลาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.10พิมพ์ทรงนิยม พิมพ์เล็ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.11พิมพ์คะแนนปรกโพธิ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.12พิมพ์คะแนนพระประธาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.13พิมพ์ทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.14พิมพ์คะแนนทรงพระประธานขนาดเล็ก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.15พิมพ์ทรงเม็ดแตง&lt;br /&gt;7...พระสมเด็จ รุ่นที่ 7 พศ...2512 เรียกว่า รุ่น เสาร์5 มี6 พิมพ์&lt;br /&gt;7.1พิมพ์นิยมเสาเอก สร้างด้วยไม้ ทำจากเสากุฎิ สมเด็จโต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7.2พิมพ์ทรงจุฬามณี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7.3พิมพ์สังฆาฎิ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7.4พิมพ์ทรงอกร่องหูยานฐานแซม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7.5พิมพ์กลีบบัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7.6พิมพ์ทรงพระประธาน หูบายศรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8...พระสมเด้จ รุ่นที่ 8 รุ่นสุดท้าย พศ..2515 เรียก ว่ารุ่น100ปี การมรณภาพ สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พิธีมหาพุทธาภิเศก หลวงปู่หิน สร้าง2พิมพ์เข้าพิธีด้วย มี 2พิมพ์&lt;br /&gt;8.1พิมพ์ทรงนิยม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8.2พิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8.3เหรียญ รุ่นแรก พศ.2516&lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังมีพระนอกพิมพ์อีกจำนวนหลายพิมพ์เช่นกัน เรียกว่า พิมพ์นอก เป็นพระที่สร้างในปีเดียวกัน แต่ไม่ได้ออกเป็นทางการ ท่านจะแจกเป็นการส่วนตัวแต่พิมพ์ทรงจะแตกต่างกันออกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านพระครูสังฆรักษ์ หิน อุปสมบทพระ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พศ...2463พรรษาแห่งการบวช ท่านศีกษาทางกรรมฐานจนแตกฉาน จนเกิดความชำนาญ ต่อมาศึกษาทางด้านคาถาอาคม จนเกิดความแตกฉาน วิชาไสยศาสตร์ ชนิดหาตัวจับยาก ภายหลังค้นคว้าแพทย์แผนโบราณ รักษาผู้คนตกทุกข์ได้ยาก เป็นพันๆคนในขณะนั้น ท่านย้ายมาอยู่ วัดระฆัง พศ...2478 ?พศ..2521 ตลอดระยะเวลา 43ปี ภายหลังหลวงปู่ หิน ป่วย ท่านได้ย้ายมาอยู่ที่ วัดกล้วย จ...อยุธยา เพื่อทำการรักษาตัวเพราะไม่มีเวลาพักผ่อน และท่านมีเวลาไม่นานแล้ว ประกอบกับมีเนื้องอกที่ กระพุ้งแก้มเพราะ เกิดจาการฉันท์หมากมาก ในปีเดียวกันนั้นเอง (พศ..2521) ท่านเดินทางกลับวัดระฆัง 19พฤษภาคม 2521 ...........มรณภาพ21 พฤษภาคม2521 รวมอายุ 79ปี 58 พรรษา @@@ขอขอบคุณข้อมูลนี้จากหนังสือประวัติ หลวงปู่หิน จากวัด พระศรีสุทธิโสภณ (เที่ยง อัคคธัมโม ปธ..9) 3ตค..2521 ซึ่งเป็นผู้เรียบเรียง ประวัติ หลวงปู่ หิน ...และเป็นหนังสือพ็อคเก็ตบุคส์ ภาพ ขาวดำ ..เล่มเล็ก ...ที่ออกมาจากวัดระฆัง..หนังสือเล่มนี้ทำแจกแก่ศิษย์ยานุศิษย์ที่มางานฌาปนกิจ หลวงปู่ หิน ในครานั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/3675528195334668475/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/06/blog-post_07.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/3675528195334668475'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/3675528195334668475'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/06/blog-post_07.html' title='พระครูสังฆรักษ์ หิน อินทวินโย หรือ หลวงปู่หิน'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-o2hiPH9XbEc/T9FETmtFKSI/AAAAAAAAM5o/IdQYvQFV6uQ/s72-c/1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-271584008747818072</id><published>2012-06-04T23:40:00.000-07:00</published><updated>2012-06-07T16:44:05.597-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความสำคัญของตำหนิในเเม่พิมพ์โดยผู้ชำนาญการ'/><title type='text'>ความสำคัญของตำหนิในเเม่พิมพ์โดยผู้ชำนาญการ</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;u&gt;ความสำคัญของตำหนิในเเม่พิมพ์โดยผู้ชำนาญการจากอดีตถึงปัจจุบัน&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรรมวิธีการสร้างพระเครื่องหรือพระพิมพ์ นั้นหลักการสำคัญคือ ต้องผ่านเเม่พิมพ์หรือต้นเเบบตัวเดียว&lt;br /&gt;กันเหมือนงานพิมพ์ทั่วไปที่ต้องมีเเม่พิมพ์ที่เรียกว่าบล๊อกหรือเพลท ถ้าเเม่พิมพ์หรือต้นเเบบมีตำหนิพระเครื่องที่กดพิมพ์หรือถอดพิมพ์ออกมาย่อมเกิดร่องรอยเป็นจุดตำหนิตามเเม่พิมพ์นั้นด้วยอาจเป็นขีด เป็นตุ่ม เป็นร่องลึกหรือเนินตามเเต่กรณี การพิจารณาพระเครื่องเเท้หรือปลอมนั้นมักจะให้ความสำคัญกับตำหนิในเเม่พิมพ์พระเครื่องกันพอสมควร โดยลืมนึกไปว่า พระปลอมบางฝีมือนั้นได้ทำจุดตำหนิได้เหมือนพระเเท้จนเเทบเเยกเเยะไม่ออก ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า การพิจารณาพระเครื่องโดยมุ่งส่องหาจุดตำหนิเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่ไช่วิธีการที่ถูกต้องนัก ผู้จัดได้รวบรวมบทสัมภาษณ์ตามนิตยสารต่างๆจากอดีตที่เขาได้เจาะหัวใจเซียนโดยตั้งคำถามต่อผู้ชำนาญการพระเครื่องระดับปรมาจารย์ ในประเด็นความเห็นเกียวกับตำหนิ โค๊ด หรือจุดเป็นจุดตาย ในพระเครื่องท่านอาวุโสเเห่งวงการเเต่ละท่านมีคำตอบที่น่าคิดน่าใคร่ครวญนำไปทบทวนประยุกต์ ใช้เป็นหลักการพิจารณาพระเครื่องในเเนวทางที่ถูกต้อง ซึ่งขออนุญาตนำเสนอไว้ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;1.บทสัมภาษณ์อาจารย์ประจำ อู่อรุณ&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-Wt-XQGPpXFU/T9E7note0tI/AAAAAAAAM4Q/fmj9-y7luIg/s1600/ooo.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="230" src="http://4.bp.blogspot.com/-Wt-XQGPpXFU/T9E7note0tI/AAAAAAAAM4Q/fmj9-y7luIg/s320/ooo.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผมความสำคัญในจุดเหล่านี้ไม่มี เพราะมีตำหนิหรือจุดอะไรก็เเล้วเเต่เเท้ก็มี เก๊ก็มี เเต่จุดตำหนิเหล่านี้ถ้ามีในองค์พระเข้า ผมขอเน้นที่ พระเเท้ ก็ถือว่าเป็นพระที่ติดสมบูรณ์ เเต่ถ้าหากพระถูกใช้ไปจนหมดตำหนิเหล่านี้หายไปคุณจะเหมาว่าพระองค์นี้เก๊หรือเปล่าล่ะ เเละที่สำคัญพระเก๊น่ะมักมีสิ่งเหล่านี้ครบถ้วนเป็นเหมือนการพรางคนที่ไม่เป็น ส่วนตัวผมประการเเรกก็ต้องดูพิมพ์ ดูเนื้อ ก่อนเเล้วจึงมาไล่ดูตำหนิ มันก็เมือนกับคนอ่านหนังสือเก่ง เวลาคำบางคำเขียนผิด หรือตกหล่น ไปก็สามารถรวมความทำความเข้าใจได้ไม่ผิดเพี้ยน เหมือนเราคุ้นเคยหรือชินกับบุคคลใด ใช่ว่าครั้งเเรกเขาใส่เสื้อสีเเดง เเล้วพบกับเรา พอเขาเปลี่ยนเป็นสีเขียว เเล้วจะไม่ไช่เขาก็ไม่ไช่ ถ้าเราดูไม่ออกก็เเสดงว่าไม่รู้จักกันจริง ผมจึงของเน้นว่าให้จำพิมพ์ให้เเม่นเเละดูความเปลี่ยนเเปรออก ชินกับเนื้อหามวลสาร ตำหนิไฝฝ้าส่วนประกอบไม่ไช่รู้จักคนมีไฝ เจอใครมองไฝก่อน คุณไปคิดดูเองว่าคนมองที่จุดนี้หรือเปล่า ก็เหมือนกับพระเครื่องนั้นเเหละครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;2.บทสัมภาษณ์อาจารย์จำลอง สุริโย&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-2BcyQMcN_Tc/T9E8O2co0HI/AAAAAAAAM4Y/4u7pEVUssBQ/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E000.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://2.bp.blogspot.com/-2BcyQMcN_Tc/T9E8O2co0HI/AAAAAAAAM4Y/4u7pEVUssBQ/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E000.jpg" width="248" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมว่ามีความสำคัญเเต่ไม่ไช่สำคัญที่สุด เป็นเพียงส่วนประกอบ อย่างผมชำนาญพระเนื้อดิน พระเก่า พระโบราณ พระสมัยนั้นไม่มีโค๊ด ไม่มีจุดตาย การชี้จุดเป็นจุดตาย ให้คนได้ศึกษาคน ศึกษาได้รู้ คนปลอมได้ทำปลอม เวลาใครจะขายของปลอมก็อาศัยจุดนี้มาขาย ยกหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้มาอ้างว่าเขียนไว้จะเน้นอยู่นั่นเเหละ เเล้วก็โดนกัน อย่างพระเเท้ที่จุดตำหนิหายไปหากเราให้ความสำคัญกับจุดเหล่านี้มากจะเช่าไม่ได้เลย ที่สำคัญที่สุดคือพิมพ์ เนื้อหา มวลสาร เเละความเก่า ต้องเป็นหัวใจ คนโบราณไม่มีเจตนาทำตำหนิพระ เเต่สิ่งต่างๆที่เกิดเป็นตำหนิขึ้นมาเป็นความบังเอิญคนจึงเอามายึดถือกัน ยกตัวอย่างเหรียญจเรฯ ของเจ้าคุณนรฯ เดิมด้านหลังเหรียญเขานิยมเล่นเเบบที่เป็นตราดาวธรรดาไม่เเตก เเต่พอบล๊อกเหรียญใช้มากๆเกิดบล๊อกเเตกตรงดาว เลยกลายเป็นบล๊อกดาวกระจายไปคนกลับมานิยมบล๊อกนี้เพราะดูง่าย ทำปลอมยากจึงเป็นบล๊อกนิยมไป นี่ก็เป็นความบังเอิญไม่ไช่จงใจ &lt;br /&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;3.บทสัมภาษณ์อาจารย์ประชา ศรีวิญญนนท์&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-E0v8ouLzIOU/T9E8WHVF3bI/AAAAAAAAM4g/eF9UEOKvMZ0/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E002.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-E0v8ouLzIOU/T9E8WHVF3bI/AAAAAAAAM4g/eF9UEOKvMZ0/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E002.jpg" width="256" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ผมว่าสำคัญน่ะ เเต่ก็เป็นบางอย่างอย่างเหรียญสำคัญมาก เพราะมักจะเเน่นอนตายตัว ส่วนเนื้อผงนี้ไม่เเน่นอน ติดบ้างไม่ติดบ้างบางองค์มี บางองค์ไม่มี ถ้ามีก็ครบมาตรฐาน ราคาดี เเต่ในสมัยก่อน อย่างรุ่นผมเขาไม่จดจำ ตำหนิกันนะ ไม่มี ไม่รู้หรอก เขาดูเนื้อ ดูพิมพ์ สมัยนี้เขามี บางอย่างต้องดูตามเขาไปหากเป็นเหรียญ ต้องดูตำหนิ โค๊ด ก่อนถ้าพระผงก็ดูตามสภาพเป็นหลักอย่างกริ่งเป็งย้ง ต้องดูโค๊ดก่อน ถ้า กริ่งโบราณ ต้องดูพิมพ์ จำเนื้อความเก่า ต้องพอดูเค้าโครงออก ถึงพระจะใช้ช้ำต้องมีเค้าโครงเดิม ช้ำจนเหลือเเต่เเกนไม่มี ถึงมีก็ไม่มีใครเล่น สำหรับผม ยังไงก็ต้องดูพิมพ์ ดูเนื้อก่อน นอกจากพระสมัยใหม่ที่ตอกโค๊ดก็ดูโค๊ดก่อน เพราะโค๊ดเป็นเอกลักษณ์&lt;br /&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;4.บทสัมภาษณ์รศ.นิพัทธ์ จิตรประสงค์ &lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-khr6YbUs78o/T9E8dhes1UI/AAAAAAAAM4o/UbpgFXBisBE/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E003.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-khr6YbUs78o/T9E8dhes1UI/AAAAAAAAM4o/UbpgFXBisBE/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E003.jpg" width="256" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ผมว่ามีสำคัญน่ะต้องรู้ว่าพระที่เราจะเล่นมีอะรเป็นจุดเด่นบ้างที่สำคัญต้องชำงสังเกตประกอบกับเนื้อหา มวลสาร เเละที่สำคัญคือพิมพ์ ถ้าเป็น พระตระกูลเหรียญจะสำคัญมาก ต้องดูการเชื่อมห่วง ความเก่า&lt;br /&gt;ของเนื้อเเละการตัดขอบ การรู้จักจัดตำหนิต่างๆถือเป็นความได้เปรียบหากสิ่งเหล่านี้ลบเลือน ไปก็ต้องอาศัยความชำนาญในเเง่ของพิมพ์ทรง เนื้อหา ความเก่า เป็นหลัก เเต่ถ้าเราไม่รู้เรื่องตำหนิต่างๆต้องดูภาพรวมเเล้วพิจารณาดีๆ การเล่นพระเครื่องต้องมีความชำนาญมากเห็น&lt;br /&gt;ของมามากๆ สำหรับผม ผมจะเล่นเฉพาะพระที่ดูง่าย ถึงจะไม่สวยก็เอาดูง่ายไว้ก่อน จะเกิดปัญหาน้อยข้อครหาก็หมด พระที่สวยมากๆจะอยู่ระหว่างเก๊กับของเเท้คนที่สามารถตัดสินไม้มีน้อยคนนัก ผมจึงเลือกเเต่พระดูง่าย สวยไม่สวยค่อยว่ากันอีกทีเอาดูง่ายใครเห็นปุ๊บก็ยอมรับเลย สบายใจที่สุด สวยมากดูยากก็ตัดไปเลยอย่าโลภผมว่าจะพลาดมากกว่าฟลุ๊คสำหรับคนที่ยังเล่นไม่ถึงระดับครับ&lt;br /&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;5.บทสัมภาษณ์อาจารย์สมพร ทันตเวช &lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-go8tuZqOPoA/T9E8lFyScqI/AAAAAAAAM4w/JQuiqnlIb4o/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E004.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://1.bp.blogspot.com/-go8tuZqOPoA/T9E8lFyScqI/AAAAAAAAM4w/JQuiqnlIb4o/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E004.jpg" width="256" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;สำคัญมาก เเต่ที่สำคัญกว่าคือพิมพ์ นะครับไม่ไช่ตำหนิ การดูพิมพ์เหมือนดูเค้าโครง โครงสร้างของพระว่าถูกต้องหรือใกล้เคียงเเค่ไหน ความสำคัญของพิมพ์จึงมาก่อน ตำหนิคือส่วนประกอบของพิมพ์ว่าถูกต้องหรือเปล่าการดูพระทุกอย่างต้องประกอบสำคัญหมด นอกจากว่าพระจะมีการบิดเบี้ยวตำหนิหายไปดั่งนั้น ความสำคัญของตำหนิจึงไม่สำคัญร้อยเปอร์เซ็นต์ การดูพระหล่อโบราณอาศัยความชำนาญมากกว่า พิมพ์ถูกต้องดูกระเเสเนื้อได้ อ่านให้ออกว่า หล่อก่อน หล่อหลัง ถ้าบิดเบือนความจริงต้องสังเกตให้ดีว่าเป็นโดยธรรมชาติหรือเเกล้งทำ จับดูรู้ครับ ถ้าชำนาญ เหมือนจับโกหกคน ซักไปซักมาก็ส่อพิรุธเอง&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;u&gt;6.บทสัมภาษณ์อาจารย์บิ&amp;nbsp; ท่าพระจันทร์&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมว่าสำคัญมาก เเต่จุดที่ผมว่าเป็นจุดตำหนิทีเราตั้งขึ้นเองจากประสบการณ์กล่าวคือเรามีจุดยืนของเราเองนอกจากหาจุดนั้นไม่เจอจึงอาศัยตาเพื่อนๆ การดูพระเราต้องเป็นคนช่างสังเกตพระที่ทำขึ้นในยุคโบราณหรือเมื่อไหร่ก็เเล้วเเต่มักจะทำขึ้นพร้อมๆกันหรือไม่ก็ในระยะเวลาไล่เลี้ยกันวัตถุดิบที่นำมาสร้างก็ใกล้เคียงกันมาก ดังนั้นพระส่วนใหญ่จะต้องมีส่วนที่เหมือนกันทั้งด้านในด้านเนื้อหา เเละพิมพ์ทรง เเต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องอยู่ในตำเเหน่งเดิมในด้านมวลสาร ยกตัวอย่างพระสมเด็จฯที่ว่ามีจุดเเดง ที่บางคนเข้าใจ เพราะเป็นสีเเดงที่ไม่เหมือนสีอิฐ อภิบายยากนะ ต้องเห็นของ การจะชี้ตำหนิให้ใครดู ผมว่าไม่ถุกเราสังเกตดูเอง เห็น 90 องค์ใน 100 องค์เราก็ยึดไว้ก่อนสำหรับตัวเองเพราะตำหนิในพระผงไม่ชี้เฉพาะเจาะจงบางองค์ อาจจะมีหรือไม่มี ถ้าเราไปบอกเป็นจุดตายให้เขาถ้าไม่มีล่ะ จะเป็นพระเก๊ไปทุกอย่างก็ไม่ไช่ ผมจึงอยากเน้นว่าจุดตำหนิต่างๆเราตั้งขึ้นเองจากประสบการณ์ จากความช่างสังเกต ไม่ไช่ตามจุดคนอื่นหากไม่มีหรือไม่เเน่ใจให้ถามผู้รู้เขาก็มีจุดตายของเขา เอามารวมๆกันคงจะชี้ชัดได้&lt;br /&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;7.บทสัมภาษณ์อาจารย์ช่าง สะพานพุทธ &lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-YvhTbzmITY8/T9E8s5pqn3I/AAAAAAAAM44/WZ8pXy5xozA/s1600/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E001.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-YvhTbzmITY8/T9E8s5pqn3I/AAAAAAAAM44/WZ8pXy5xozA/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E001.jpg" width="258" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;จุดเป็นจุดตายเป็นความสำคัญเเต่เป็นความสำคัญคนละด้าน ของเเต่ละคนอย่างพระผงบางองค์มี บางองค์ไม่มีเเต่ถ้าเรารู้เราจะได้เปรียบเพราะเป็นเครื่องช่วยตัดสินใจได้ เเต่ที่สำคัญอื่นใดคือ พิมพ์ กับเนื้อ อย่างกรณีตัวเองที่เล่นอยู่ก็ดูพิมพ์ก่อนเเล้วก็ดูเนื้อ ส่วนจุดเป็นจุดตายเรากำหนดขึ้นเองจะดีกว่า กำหนดจากการเห็นมากๆถ้าจุดเหล่านี้ไม่มีต้องพิจารณาให้ได้ว่าทำไมไม่มี อะไรเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ทำให้จุดเหล่านี้หายไปอย่าไปหลงเชื่อใครเขา บอกว่าต้องมีจุดนี้ จุดนั้น ถ้าคนหวังดีก็ดีไป คนหวังร้ายหรืออยากอวดรู้เราจะเกิดผลเสีย เเละจดจำผิดๆเกิดความไขว้เขว ส่วนเรื่องโค๊ดถ้าเป็นพระใหม่ต้องให้ความสำคัญมาก เพราะทำเฉพาะขึ้นป้องกันของปลอม เขาต้องป้องกันไว้ก่อน เราต้องให้ความสำคัญกันพลาด พระเก่าจะไม่มีเรื่องเหล่านี้ ความสำคัญจึงลดลงไป เเต่อย่ามองข้ามเเละอย่างมงาย จะตกเป็นเหยื่อของคนอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/271584008747818072/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/06/blog-post_04.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/271584008747818072'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/271584008747818072'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/06/blog-post_04.html' title='ความสำคัญของตำหนิในเเม่พิมพ์โดยผู้ชำนาญการ'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-Wt-XQGPpXFU/T9E7note0tI/AAAAAAAAM4Q/fmj9-y7luIg/s72-c/ooo.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2928236294960026591.post-633569677507761604</id><published>2012-06-02T06:00:00.002-07:00</published><updated>2012-06-02T07:14:43.401-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มุมมองพระสมเด็จวัดระฆังโดยราม วัชรประดิษฐ์'/><title type='text'>มุมมองพระสมเด็จวัดระฆังโดยราม วัชรประดิษฐ์</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;มุมมองพระสมเด็จวัดระฆังกับการสะสมพระโดยราม วัชรประดิษฐ์&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-gfBrQEk_tFI/T8oOa43XynI/AAAAAAAAMx0/cHr70OnuY4Y/s1600/kkk.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="240px" rba="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-gfBrQEk_tFI/T8oOa43XynI/AAAAAAAAMx0/cHr70OnuY4Y/s320/kkk.jpg" width="320px" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;สุดยอดพระเครื่องที่พุทธศาสนิกชนใฝ่หาต้องการมีไว้ครอบครองเป็นเจ้าของ เรียกว่าอยากได้มากถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มากที่สุด ต้องยกให้พระสมเด็จในเครือของเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) อันได้แก่ วัดระฆังโฆสิตาราม วัดบางขุนพรหม และวัดเกศไชโย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยเฉพาะ "พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม" นับเป็นสุดยอดแห่งพระเครื่องที่พุทธศาสนิกชนใฝ่ฝันหา การทำเทียมหรือล้อเลียนรูปแบบพิมพ์ทรงจึงมีมากมายสุดคณานับ ถึงขนาดมีผู้เคยเปรียบเทียบว่า หากนำพระสมเด็จที่ทำเทียมเลียนแบบหรือล้อพิมพ์การสร้างพระของสมเด็จ (โต) ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบันทั้งหมดมาเรียงกัน พื้นที่บนท้องสนามหลวงก็ยังไม่เพียงพอที่จะบรรจุพระเทียมดังกล่าวได้หมดสิ้น&lt;br /&gt;การพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามนั้น สำหรับผู้ริเริ่มฝึกหัดการตรวจสอบพระเครื่อง จึงขอแนะนำหลักการเบื้องต้นในการพิจารณาตรวจโดยเฉพาะพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม ดังนี้&lt;br /&gt;ในการพิจารณาองค์พระเบื้องต้นจะต้องพิจารณาภาพรวมขององค์พระทั้งหมดก่อนว่าเป็นพิมพ์ใด ซึ่งพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามก็มีอยู่เพียง 4 พิมพ์เท่านั้น คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ฐานแซม และพิมพ์เกศบัวตูม แม้แต่ละพิมพ์จะแยกพิมพ์ย่อยออกไปอีกก็ตาม แต่ "ภาพรวม" จะช่วยให้สามารถเห็นถึง "เอกลักษณ์" ของแม่พิมพ์แต่ละพิมพ์ได้ชัดเจน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอกลักษณ์หรือศิลปะของแม่พิมพ์ ที่ใช้เป็นแม่แบบในการพิมพ์องค์พระโดยเฉพาะพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามนั้น จำเป็นจะต้องยึดแม่พิมพ์เป็นหลัก ภาษานักเลงพระเขาเรียกกันว่า "ดูพิมพ์ไม่ดูเนื้อ" เหตุที่ต้องให้ความสำคัญกับแม่พิมพ์ก็เพราะในการสร้างพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามการแกะสลักแม่พิมพ์ถือว่าเป็นศิลปะเฉพาะตัวขององค์พระ การทำเทียมเลียนแบบพิมพ์ดั้งเดิมนั้นจะทำได้โดยการแกะแม่พิมพ์ขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะไม่มีทางแกะแม่พิมพ์เดิมได้เลย และอีกวิธีหนึ่งคือการถอดพิมพ์จากองค์พระแท้ซึ่งจะมีลักษณะหดเล็กและไม่คมชัด ถ้าหากใช้ความสังเกตแล้วจะสามารถพบเห็นได้โดยง่าย&lt;br /&gt;ย้อนกลับมาถึงการพิจารณาตรวจสอบเอกลักษณ์ของพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ใหญ่ เบื้องต้น ก่อนอื่นเมื่อมองภาพรวมแล้วจะพบว่า องค์พระที่ประดิษฐานอยู่กลางซุ้มครอบแก้วจะมีลักษณะใหญ่โต สง่างาม ประหนึ่งพระประธานที่ประดิษฐานอยู่ในโบสถ์และวิหารของวัดต่างๆ คือมักจะอยู่ ณ จุดศูนย์กลางของโบสถ์ &lt;br /&gt;ส่วนองค์ประกอบอื่นๆ จะเป็นเพียงเครื่องเสริมความสง่างามและความอลังการขององค์พระเท่านั้น เช่นเดียวกับองค์พระของพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ใหญ่ ซึ่งถูกเรียกว่า "พิมพ์พระประธาน" สาเหตุนอกจากการที่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ท่านจำลองมาจากพระประธานของวัดระฆังฯ แล้ว หากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าทั้งซุ้มครอบแก้ว และฐานทั้ง 3 ชั้น ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เสริมให้องค์พระสมบูรณ์มากขึ้นเท่านั้น ในส่วนองค์พระเองมีความสง่างามอยู่ในตัวและเป็นจุดศูนย์กลางสายตาทั้งหมดอันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;มุม&lt;/span&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;มองพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ใหญ่โดยราม วัชรประดิษฐ์ &lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เมื่อได้ลักษณะภาพรวมแม่พิมพ์ใหญ่แล้วควรจดจำให้ได้ว่า พิมพ์ใหญ่แยกออกเป็นอีก 4 พิมพ์ คือ พิมพ์มีเส้นแซมใต้หน้าตัก พิมพ์อกตัววี พิมพ์อกกระบอก และพิมพ์เกศทะลุซุ้ม ทั้ง 4 พิมพ์นี้มีเอกลักษณ์แม่พิมพ์เช่นเดียวกันอันเป็นหลักเบื้องต้นแห่งการตรวจสอบองค์พระ ที่เพียงใช้ความสังเกตด้วยตาเปล่าก็สามารถพบได้ดังนี้&lt;br /&gt;-ด้านซ้ายขององค์พระจะมีจุดบรรจบของซุ้มครอบแก้วกับเส้นขอบแม่พิมพ์ ซึ่งจะมาบรรจบกันบริเวณช่วงข้อ ลำแขน ข้อศอก ขององค์พระเท่านั้น &lt;br /&gt;- หัวไหล่ด้านซ้ายขององค์พระจะเล็กและบางกว่าเนื้อหัวไหล่ด้านขวาขององค์พระ &lt;br /&gt;- หากตะแคงดูจะพบว่าพื้นราบภายในซุ้มครอบแก้วจะต่ำกว่าพื้นนอกซุ้มครอบแก้วเล็กน้อย &lt;br /&gt;- เมื่อพลิกด้านหลังขององค์พระจะต้อง มีลักษณะเฉพาะขององค์พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ใหญ่ ซึ่งได้แก่ หลังสังขยา หลังกาบหมาก หลังกระดาน และหลังแผ่นเรียบ สำหรับด้านหลังขององค์พระที่จะต้องใช้ความสังเกตมากขึ้นก็คือ "หลังแผ่นเรียบ" ซึ่งต้องตรวจสอบดูรอยปูไต่อันเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของพระสมเด็จ&lt;br /&gt;นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาให้ลึกซึ้งลงไปอีกเกี่ยวกับ "ตำหนิแม่พิมพ์" ขององค์พระ เช่น ลักษณะการหันพระพักตร์และลำพระองค์ ความสูงต่ำของฐานทั้งซ้ายขวาซึ่งจะไม่เท่ากัน ลักษณะของซุ้มครอบแก้ว ชายจีวร ฯลฯ&lt;br /&gt;หลักเบื้องต้นนี้คงจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่เริ่มศึกษาพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ใหญ่ ที่ใช้เป็นหลักในการพิจารณาเบื้องต้นได้พอสมควรครับผม&lt;br /&gt;คอลัมน์ : พันธุ์แท้พระเครื่อง &lt;br /&gt;โดย ราม : วัชรประดิษฐ์ &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;มุมมองพระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์โดยราม วัชรประดิษฐ์ &lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวทางการศึกษา พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ทรงเจดีย์ อาจใช้วิธีการเปรียบเทียบกับพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ใหญ่ โดยมีหลักการพิจารณาดังนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- เส้นขอบแม่พิมพ์ด้านซ้ายขององค์พระ ของพระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ จะลากยาวลงมาจรดกับขอบซุ้มเรือนแก้วตรงมุมล่างพอดี ต่างจากพระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่ ซึ่งจะมาจรดกับขอบซุ้มเรือนแก้วตรงกลางของแขนองค์พระ&lt;br /&gt;-พระเกศของพระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ จะมีรอยขยักเหมือนมีพวงมาลัยครอบไว้กลางพระเกศ ซึ่งต่างจากพระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่&lt;br /&gt;-บริเวณหัวไหล่ทั้งซ้ายและขวาขององค์พระ ระหว่างหัวไหล่ถึงใต้รักแร้ทั้งสองข้างของพระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ จะเท่าๆ กัน ต่างกับพระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่ เนื้อที่ระหว่างหัวไหล่กับรักแร้ด้านขวาขององค์พระจะกว้างกว่าด้านซ้ายขององค์พระ&lt;br /&gt;-เส้นซุ้มครอบแก้วของพระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ จะเล็กกว่าเส้นซุ้มครอบแก้วของพระสมเด็จพิมพ์ใหญ่&lt;br /&gt;- หัวฐานชั้นที่ 2 ด้านขวามือขององค์พระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ จะมีลักษณะเรียวแหลม ซึ่งคนโบราณเรียกว่า "หัวเรือเอี้ยม จุ๊น"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- พระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ ในองค์ที่ติดชัดจะมีเส้นผ้าอังสะพาดจากหัวไหล่ลงมาใต้รักแร้อย่างเห็นได้ชัด ส่วนพระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่ จะไม่ปรากฏเส้นผ้าอังสะ&lt;br /&gt;- แขนข้างขวาด้านในขององค์พระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ จะมีเนื้อพอกอยู่เป็นส่วนเกิน ซึ่งเป็นตำหนิของแม่พิมพ์ที่เป็นส่วนลึกสุด ถึงแม้องค์ใดจะผ่านการใช้จนสึกหรือกดพิมพ์ไม่ลึกเพียงพอ แต่เนื้อพอกส่วนเกินของซอกแขนนี้ก็คงจะยังปรากฏให้เห็นชัด เจนอยู่&lt;br /&gt;- ข้อศอกซ้ายด้านนอกของพระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ จะไม่มีเส้นชายจีวรแล่นจากข้อศอกมายังเข่าเหมือนพระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่&lt;br /&gt;- มุมหัวฐานด้านขวาขององค์พระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ชั้นล่างสุด จะมีเส้นรอยแตกของแม่พิมพ์วิ่งแล่นจรดมุมซุ้ม&lt;br /&gt;- สัดส่วนของพระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ จะเล็กกว่าพระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่&lt;br /&gt;ท้ายสุดคือพิมพ์ด้านหลัง พิมพ์ด้านหลังของพระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ จะไม่เหมือนพิมพ์ด้านหลังของพระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่ ตามภาษาวงการพระเรียกว่า "พิมพ์หลังทื่อ" หรือหลังเรียบ และขอบด้านหลังจะมี "รอยปูไต่" อันเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของพระ สมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งท่านเจ้าประ คุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้สร้างขึ้นครับผม&lt;br /&gt;คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย ราม วัชรประดิษฐ์ &lt;br /&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;u&gt;&lt;strong&gt;มุมมองการสะสมพระโดยราม วัชรประดิษฐ์ &lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย ราม วัชรประดิษฐ์&lt;br /&gt;วงการพระบ้านเราเรียกได้ว่าเป็นที่รวมสิงห์เหนือเสือใต้ หรือสำนวนหนังกำลังภายในต้องใช้คำว่า ชุมนุมพยัฆค์ ซ่อนมังกรหมอบ อะไรเทือกนั้น คนที่เล่นพระใหม่ๆ มือไม้สั่นไปหมดกลัวโน่น กลัวนี่ จนสุดท้ายไม่ได้เล่น ความจริงแล้ว ทำใจให้โล่งๆ ถ้าอยากเล่นพระ เพราะไม่ใช่สถานที่น่ากลัวอะไร จากประสบการณ์ที่ผ่านมาสามารถประมวลกรรม วิธีการเล่นพระให้เป็น โดยไม่เจ็บเนื้อเจ็บตัวได้ โดยยึดหลักใหญ่ๆ ดังนี้&lt;br /&gt;- หัดเล่นเป็นอย่างๆ ก็คือ เล่นพระให้รู้แจ้งแทงตลอดเป็นชนิดๆ ไม่ใช่อยากเป็นโน่น อยากเป็นนี่ จนตัวเองงงไปหมด นักเล่นใหม่ๆ มักจะกังวลว่าจะรู้น้อย ไม่ต้องกลัวนะครับ เมื่อเล่นพระหรือรู้ เรื่องพระเป็นชนิดๆ ความรู้ความสามารถในการดูพระชนิดอื่นๆ ก็จะตามมาเอง เพราะส่วนใหญ่แล้วพระหลายๆ ชนิด จะมีหลักการพิจารณา คล้ายคลึงหรือเป็นมาตรฐานเดียวกัน&lt;br /&gt;- ต้องดูของจริงบ่อยๆ ภาษาเซียน เขาเรียก "ดูฟรี" ก็เบี้ยน้อยหอยน้อยนี่ครับ จะเช่าหลักหมื่น หลักแสน ก็กลัวไปหมด ระยะแรกๆ เลยต้องตีตั๋วฟรีไปก่อน อ้าว แล้วไปดูที่ไหนล่ะ อย่างแรกเลยง่ายๆ คือ ดูในหนังสือ กับเว็บไซต์พระเครื่องทั่วๆ ไป สมัยนี้ดีนะครับไม่เหมือนสมัยก่อน กว่าจะได้ดูแต่ละองค์นี่ตาเหลือก เดี๋ยวนี้ มีตีพิมพ์แพร่หลาย หาที่มีมาตรฐานหน่อย ก็จะได้รายละเอียดพอสมควร แต่ก็ไม่สมบูรณ์ตรงที่จะไม่มีมิติหรือความลึก และคำนวณขนาดที่แท้จริงไม่ค่อยได้ เพราะฉะนั้น ขั้นต่อมาก็คือ ไปโน่นเลยครับ ดูพระฟรีตามงานประกวดพระ ที่เขาตัดสินแล้วโชว์ หรือเดินดูตามตู้โชว์พระ ถ้ามีทุนพอค่อยเช่ามาส่องดูให้ทะลุทะลวงที่บ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- แล้วดูยังไงละว่าเก๊หรือแท้ อันนี้เป็นเคล็ดลับครับ วิธีง่ายที่สุดในโลกคือ นำรูปพระหรือองค์พระที่แท้ หรือที่คิดว่าแท้ พิมพ์เดียวกัน มาวางเรียงกันอย่างน้อย 3 องค์ แล้วนำรูปพระเก๊ หรือ ที่คิดว่าเก๊ มาวางเปรียบเทียบ ถ้าของเราไม่เหมือนกับอีกสามองค์ละก็ สวัสดีท่านทีนึงแล้วหาเล่นใหม่ ตอนแรกๆ ก็จะดูไม่ค่อยออกหรอกครับว่าเหมือนหรือแตกต่างกันยังไง แต่พอเพดานบินสูงขึ้น จะเริ่มสังเกตเห็นเอง เขาเรียกว่าวิธีการดูแบบธรรมชาติ พอตาจำแนกออก แล้วทีนี้ "รัศมีเซียน" เริ่มจะจับแล้วละครับ&lt;br /&gt;- เข้าใจคำว่า "ดูพระ" ไหมครับ ความหมายก็คือใช้ตาดู ไม่ใช่ใช้หูดู เพราะบางคนตาจ้องพระแต่หูกระดิกคอยฟังเสียงว่าคนอื่นพูดว่ายังไง เสร็จครับ โดนแน่นอน เพราะพระต่างๆ จะมีนิทาน นิยาย จนบางทีคนเล่าเองยังงง บางองค์เป็นมรดกตกทอดของเจ้าคุณปู่ เจ้าคุณย่า สารพัดจะพูดกัน ตั้งสติดีๆ แล้วใช้ตาดู บางคนฉลาดหน่อยอาศัยเล่นพระองค์ที่วงการยอมรับ มีรูปลงตีพิมพ์มาหลายสิบปี ก็มักจะได้พระแท้ แต่ราคาก็ตามประวัติ คือ แพงหน่อย หากยังไม่มีทุน "ตามพระ" แล้วอยากจะเป็นเอง ก็อย่าฟังนิทาน หรือนิยายเพราะไม่มีใครยืนยันได้หรอกครับ&lt;br /&gt;-พยายามศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของพระประเภทที่ต้องการศึกษา เช่น ธรรมชาติของโลหะ, สภาพของพระเนื้อดิน หรือเนื้อผง กรรมวิธีการสร้าง เช่น การหล่อ หรือ ปั๊ม พวกนี้จะหาอ่านได้ทั่วๆ ไป แต่ต้องอ่านแบบศึกษาจริงๆ จังๆ นะครับ ไม่ใช่อ่านไปงั้นๆ แล้วก็ลองคิดดูเอาเองว่ามันจริงอย่างที่เขาเขียนเขาบอกหรือเปล่า -พยายามศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของพระประเภทที่ต้องการศึกษา เช่น ธรรมชาติของโลหะ, สภาพของพระเนื้อดิน หรือเนื้อผง กรรมวิธีการสร้าง เช่น การหล่อ หรือ ปั๊ม พวกนี้จะหาอ่านได้ทั่วๆ ไป แต่ต้องอ่านแบบศึกษาจริงๆ จังๆ นะครับ ไม่ใช่อ่านไปงั้นๆ แล้วก็ลองคิดดูเอาเองว่ามันจริงอย่างที่เขาเขียนเขาบอกหรือเปล่า จำไว้เลยว่าความรู้ต้องทุ่มเทศึกษานะครับไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วจะรู้ได้ยังไงว่า เล่นเป็นหรือยัง เขาบอกยังงี้ครับว่า ถ้าอยากจะรู้ว่าตัวเองเข้าขั้น "เซียน" หรือยังไต่บันไดเซียนอยู่ ให้ลอง บินเดี่ยว คือ ลองเช่า โดยตัดสินใจด้วยตัวเอง ถ้าแท้ละก็ เริ่มจะเป็นเซียนแล้ว แต่ถ้าเช่า สามสี่ครั้งยังเก๊อยู่ละก็ คงต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่แล้วที่สำคัญ ใจเย็นๆ นะครับ ให้ย้อนกลับไปอ่านย่อหน้าแรกของคอลัมน์นี้อีกที แล้วลงมือปฏิบัติอย่างจริงๆ จังๆ สักวัน คงได้เป็นเซียนสมใจ ครับผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bermudathai.blogspot.com/feeds/633569677507761604/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/06/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/633569677507761604'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2928236294960026591/posts/default/633569677507761604'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bermudathai.blogspot.com/2012/06/blog-post.html' title='มุมมองพระสมเด็จวัดระฆังโดยราม วัชรประดิษฐ์'/><author><name>Bermudathai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12914619930850707848</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/-JLcya8EZxvU/T7ob6emQwOI/AAAAAAAAMqI/8pHAEGBnvsM/s220/spd_20100122132257_b.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-gfBrQEk_tFI/T8oOa43XynI/AAAAAAAAMx0/cHr70OnuY4Y/s72-c/kkk.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>