หน้าเว็บ

อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555

อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์กับดูพระก็คือใช้ตาดูไม่ใช่ใช้หูดู



อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์กับ ดูพระก็คือใช้ตาดูไม่ใช่ใช้หูดู เรื่อง/ภาพโดยไตรเทพ ไกรงู
แม้ว่าชื่อของ อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์ นักวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์ พุทธศิลปะและโบราณคดีและเป็นสุดยอดแฟนพันธุ์แท้พระเครื่อง พ.ศ.๒๕๔๓

จะหายไปจากสมาคมพระเครื่องพระบูชาไทย แต่ใช่ว่าเขาจะทิ้งวงการนี้ไปทั้งหมด กลับเป็นอีกคนหนึ่งที่ทุ่มเทเวลาในการศึกษาความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาและพัฒนาการของพระเครื่องในประเทศไทยเคยได้รับการตอบรับให้ไปนำเสนองานวิจัยเกี่ยวกับธุรกิจพระเครื่องในประเทศไทย (Commercialization of Buddhist Amulets in Thailand during 1940-2005) ณ Northern Illinois University, Dekalb Illinois USA ทางด้านสาขา Regionalism and Traditionalism
"ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจของคำว่า ดูพระ ซึ่งหมายถึงใช้ตาดู ไม่ใช่ใช้หูดู เพราะบางคนตาจ้องพระแต่หูกระดิกคอยฟังเสียงว่าคนอื่นพูดว่ายังไงเสร็จ โดนแน่นอน เพราะพระต่างๆ จะมีนิทาน นิยาย จนบางทีคนเล่าเองยังงง บางองค์เป็นมรดกตกทอดของเจ้าคุณปู่ เจ้าคุณย่า สารพัดจะพูดกัน ตั้งสติดีๆ แล้วใช้ตาดู บางคนฉลาดหน่อยอาศัยเล่นพระองค์ที่วงการยอมรับ มีรูปลงตีพิมพ์มาหลายสิบปี ก็มักจะได้พระแท้ แต่ราคาก็ตามประวัติ คือ แพงหน่อย หากยังไม่มีทุน "ตามพระ" แล้วอยากจะเป็นเอง ก็อย่าฟังนิทาน หรือนิยายเพราะไม่มีใครยืนยันได้หรอกครับ" นี่เป็นคำแนะนำสำหรับผู้เล่นพระของ อ.ราม



ทั้งนี้ อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์ได้สะท้อนภาพการเล่นพระเครื่องของสังคมไทยว่า ในความเป็นจริงแล้ววงการพระเครื่องในประเทศไทยมีพัฒนาการที่น่าสนใจมากและเป็นแห่งเดียวในโลกที่มีการพัฒนาและตกผลึกองค์ความรู้จนเกิดเป็นธุรกิจพระเครื่องขนาดใหญ่ที่มีทั้งพระเก่า พระใหม่รวมทั้งเครื่องรางของขลังต่างๆ ซึ่งยืนอยู่บนพื้นฐานของคติความเชื่อทางด้านศาสนาและสังคมตั้งแต่โบราณผ่านการคัดสรรกลั่นกรองจนสร้างรูปแบบเฉพาะตัวมีจำนวนเงินหมุนเวียนในวงการนับพันล้านบาทต่อปี
องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับวิธีการศึกษาพระเครื่อง พระบูชา เหรียญคณาจารย์และเครื่องรางของขลังนั้นเป็นวิธีการที่มีมาตรฐานมีลักษณะคล้ายกับการศึกษาวัตถุโบราณ เนื่องจากต้องอาศัยวิธีการทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ปฏิมาณวิทยาและมานุษยวิทยา เข้ามาตรวจสอบทำให้การดูพระและวัตถุมงคลกลายเป็นสิ่งที่มีหลักฐานรองรับ จะแตกต่างกันบ้างก็คือ ในส่วนของพระเครื่องมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้วิธีการตรวจสอบไม่นิ่ง เช่น องค์พระมีจำนวนมากมายหลายชนิด หลายกรุ หลายสำนัก จึงต้องพึ่งพาผู้มีความรู้ มีประสบการณ์และต้องเข้าใจพื้นฐานการตรวจสอบ และผู้เชี่ยวชาญพระชนิดหนึ่งก็อาจจะไม่เชี่ยวชาญพระอีกชนิดหนึ่ง นอกจากนี้ปัญหาใหญ่คือมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องทำให้เกิดคำว่า "พระยัดกรุ" หรือปัญหาพระนอกสารบบแต่ถูกโปรโมทขึ้นเป็นพระแท้ได้"

เมื่อถามถึงเรื่องพระเครื่องและวัตถุมงคลอาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์บอกว่า เพราะธุรกิจพระมีวงเงินหมุนเวียนจำนวนมาก และดูเหมือนวงการพระที่เช่าแลกเปลี่ยนพระกันมูลค่านับล้านล้านบานจะเป็นธุรกิจที่ไม่เสียภาษี ซึ่งภาครัฐมาฮือฮาอย่างมากในช่วงที่กระแสองค์จตุคามรามเทพกำลังแรง ซึ่งหากจะดูเรื่องจริงแล้วธุรกิจการแลกเปลี่ยนพระนั้นแม้จะดูมีจำนวนเงินสูงก็จริงแต่ผู้เป็นตัวกลาง หรือเซียนพระนั้นจะได้แค่ส่วนต่างในจำนวนไม่มากนักเช่นเช่ามา ๕๐๐ บาทปล่อยไป ๖๕๐-๗๐๐ บาท ในส่วนกำไรต้องแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายเช่น หน้าร้าน คนพามา อื่นๆ จิปาถะ ที่สำคัญเซียนมีระดับจะต้องการันตีหรือรับคืน
นอกจากนี้แล้วกรณีรับคืนนี่ไม่ได้หมายถึงพระเก๊เสมอไป อาจจะมีกรณีลูกค้าจำเป็นต้องใช้เงินหรืออยากจะเปลี่ยนเป็นองค์อื่นก็ได้ซึ่งก็จะหักเปอร์เซนต์ไปตามข้อตกลง กรณีนี้กำไรก็จะหดหายไปอีก ดังนั้นถ้าจะเก็บภาษีกับเซียนพระต้องคิดให้รอบคอบเช่นกรณีคืนพระรัฐจะคืนภาษีให้หรือเปล่าหากทำไม่ชัดเจนอาจนำไปสู่กระบวนการซื้อขายใต้ดินเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาก็เป็นไป

"หากพูดถึงการสร้างพระใหม่ พวกนี้จะเสียภาษีทุกขั้นทุกตอนอย่างถูกต้องอยู่แล้ว เพราะต้องจ้างโรงงานผลิต ต้องซื้อโลหะต้องจ่ายค่าทำพิธี ถวายพระ ถวายวัด นับเป็นกระบวนการการเสียภาษีอยู่แล้ว แต่คนในวงการทุกคนก็ยินดีที่จะเสียภาษีให้รัฐหากมีวิธีที่ถูกต้อง เหมาะสมและเป็นธรรม ไม่มีใครอยากเลี่ยงภาษีอยู่แล้ว" อ.รามกล่าว

ผลงานเพื่อคนเล่นพระ

อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์ เป็นนักวิชาการผู้ศึกษาเรื่องพระเครื่องอย่างละเอียดลึกซึ้งซึ่งมีทั้งพระที่ไว้ใช้ได้แก่พระหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า พิมพ์ประภามณฑล พระรอด วัดหนองมน อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี เหรียญพระสมเด็จพระนเรศวร เหรียญพระพุทธชินราช หลวงปู่ทวด และยันต์เจ้าพ่อเสือ ซึ่งถือว่าเป็นพระไว้ใช้ ส่วนพระโชว์นั้นจะเป็นพระที่ค่อนข้างมีราคาไม่ได้พกติดตัวก็อยู่ในกลุ่มพระเบญจภาคี พระสมเด็จจิตรลดา และเหรียญหลัก ๆ ต่าง ๆ ที่มีบ้างพอสมควรแต่เก็บไว้ที่ธนาคาร

ปัจจุบัน อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์ กำลังทำงานวิจัยเกี่ยวกับพัฒนาการของพระเครื่องในสยามประเทศ และธุรกิจพระเครื่องในประเทศไทย เป็นคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์และนิตยสารชั้นนำหลายฉบับ นอกเหนือจากการออกผลงานพ็อกเก็ตบุ๊กอย่างชุดเบญจภาคี ที่มียอดขายถล่มทลายซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์คติกำลังพิมพ์ครั้งที่ ๓ และเป็นผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์หลายรายการ อาทิ "เชิงอรรถประวัติศาสตร์" ช่อง ๙ รายการรู้ให้จริงกับ อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์ ช่อง Home Channel และรายการ "สวัสดีกำปง" ซึ่งเป็นรายสด ออกอากาศ เวลา ๒๒.๐๐-๒๓.๓๐ น. ทุกวันพุธและวันศุกร์ ซึ่งถือเป็นมิติใหม่อีกทางหนึ่งที่ผู้สนใจในการศึกษาพระเครื่องซึ่งเป็นสารคดีทางประวัติศาสตร์และมนุษยวิทยา เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดสอนเป็นคอร์สสำหรับผู้สนใจอีกด้วย ในสมัยก่อนกว่าจะได้ความรู้แต่ละทีนี่ยากเย็นแสนเข็นเพราะครูบาอาจารย์เก่าแก่ไม่ค่อยจะบอกต้องเทียวไล้เทียวขื่อกว่าจะค่อยๆ คลายมาทีละนิดทีละหน่อย แต่ปัจจุบันความรู้เปิดกว้างมีหลายรูปแบบอย่างเช่นมีการออกเป็น DVD ที่นำรายการ "รู้ให้จริงกับอาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม Home Channel สามารถศึกษาได้ด้วยตัวเองซึ่ง DVD ชุดนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสุดยอดพระเครื่องชุด "พระเบญจภาคี" จำนวน ๖ แผ่น รวม ๑๑ ชั่วโมง สามารถศึกษาได้ด้วยตัวเองนับเป็นวิธีการเผยแพร่วิธีการพิจารณาแนวทางการศึกษาพระอีกทางหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ก็สามารถโทรศัพท์มาขอความเห็นหรือให้ไปช่วยออกความเห็นให้อยู่เสมอ ซึ่งตอนนี้ อ.ราม ได้เปิดเว็บไซต์ " www.aj-ram.com" เป็นการพูดคุยทำนอง "คุยเฟื่องเรื่องพระแท้กับอาจารย์ราม" ซึ่งแฟนแฟนสามารถติดตามหาความรู้และพูดคุยกับอาจารย์รามได้" Home Channel โทร.๐๘-๘๖๒๖-๕๕๕๑ ถึง ๔

ที่มาข้อมูลhttp://www.komchadluek.net/detail/20120901/139029/อ.รามกับวจีดูพระก็คือใช้ตาดูไม่ใช่ใช้หูดู.html เรื่อง/ภาพโดยไตรเทพ ไกรงู







READ MORE - อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์

ท่านเสถียร เสถียรสุตกับหนังสือพระเครื่องจอมสุรางค์อุปถัมภ์

วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ท่านเสถียร เสถียรสุตกับหนังสือพระเครื่องจอมสุรางค์อุปถัมภ์                                                           

ท่านเสถียร เสถียรสุต นักพระเครื่องอาวุโส ที่เซียนพระทุกยุคทุกสมัยต่างยกย่องในเกียรติประวัติอันงดงามของท่านมาโดยตลอด เมื่อกว่า ๒๐ ปีก่อน วงการพระเครื่องเมืองไทย มี นักพระเครื่องอาวุโส ท่านหนึ่งที่คนในวงการพระต่าง
ให้ความเคารพนับถืออย่างยิ่ง ในฐานะที่เป็นนักสะสมพระเครื่องผู้ยิ่งใหญ่ มีพระเครื่องยอดนิยมมากมาย ครบทุกประเภท อีกทั้งยังมีชาติตระกูลที่สูงส่ง มีฐานะความเป็นอยู่ในระดับเศรษฐีท่านหนึ่งของเมืองไทย ท่านผู้นี้คือ ท่านเสถียร เสถียรสุต ผู้ชื่นชอบการสะสมพระเครื่อง พอๆ กับการดูมวย จนถึงกับมีค่ายมวยของตัวเอง

** ในส่วนของแวดวงพระเครื่อง เซียนพระ รุ่นเก่าย่อมรู้จักชื่อเสียงและเกียรติคุณของ ท่านเสถียร เป็นอย่างดี มาถึงทุกวันนี้ ท่านได้ห่างเหินวงการพระไปนานพอสมควร แต่คนในวงการพระก็ยังระลึกถึงท่านเสมอ และพูดถึงแต่สิ่งที่ดีงามที่ท่านได้มอบให้วงการนี้ และสิ่งที่มีการพูดถึงบ่อยๆ สำหรับ เซียนพระรุ่นใหม่ ในทุกวันนี้ ก็คือ หนังสือ "พระเครื่องจอมสุรางค์อุปถัมภ์" ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ภาพพระ ในหนังสือเล่มนี้เกือบจะทั้งหมดเป็นพระของ ท่านเสถียร ทั้งนั้น และเมื่อมีการเปลี่ยนมือพระองค์ใดในเวลาต่อมา ใครที่ได้พระที่มีภาพอยู่ในหนังสือเล่มนี้ จะรู้สึกภูมิใจมากที่สุด ยิ่งว่าใบประกาศนียบัตรชนะเลิศจากงานประกวดพระงานใหญ่ๆ เสียอีก พระที่มีการเช่าหากันทั่วๆ ไปในราคาองค์ละ ๑ หมื่นบาท หากมีภาพอยู่ในหนังสือเล่มนี้ราคาพระ ๒ หมื่นบาทก็มีคนเอา
พระเครื่องจอมสุรางค์อุปถัมภ์


** ที่ผ่านมา ยังมีผู้เข้าใจผิด (รวมทั้งคอลัมน์นี้) ว่า หนังสือ "พระเครื่องจอมสุรางค์อุปถัมภ์" เล่มนี้เป็น หนังสือแจกเป็นรางวัล ในงานประกวดพระที่ โรงเรียนจอมจอมสุรางค์อุปถัมภ์ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๒๙ โดยมี คุณหญิงจวบ จิรโรจน์ นายกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ เป็นประธานจัดงาน และมี ท่านเสถียร เสถียรสุต เป็นประธานดำเนินงาน นับเป็นงานประกวดพระที่ยิ่งใหญ่มากงานหนึ่งในสมัยนั้น
** ที่ว่ายังมีความเข้าใจผิด ก็เพราะว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ได้แจกเป็นรางวัล ในงานดังกล่าว หากแต่จัดพิมพ์ขึ้นมาเพื่อจำหน่าย เล่มละ ๕๐๐ บาท จำนวนพิมพ์ ๑,๐๐๐ เล่ม นำรายได้มอบให้สมาคมศิษย์เก่าดังกล่าว ปรากฏการณ์ในเวลานี้ หนังสือเล่มนี้มีการซื้อขายกันในตลาดพระเครื่องถึงเล่มละ ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท แต่ก็ยังหาซื้อไม่ค่อยได้ เพราะไม่มีการวางขายบนแผงหนังสือใดเลย


** หนังสือเล่มนี้ มีการ จัดหน้า ที่ผิดแผกแตกต่างไปจากหนังสือภาพพระเครื่อง ที่วางจำหน่ายในสมัยนั้นมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นภาพพระใหญ่ๆ หน้าละ ๑-๔ ภาพ แต่หนังสือเล่มนี้ ส่วนใหญ่เป็นภาพเล็ก แต่มีจำนวนภาพมาก โดยตัดด้านหลังขององค์พระออกไป และวางภาพในรูปแบบที่มีศิลปะมากกว่า เป็นการออกแบบศิลปะและรูปเล่มโดย ผศ.นิพนธ์ ทวีกาญจน์ ทำให้ทุกวันนี้ มีหนังสือภาพพระเครื่องหลายเล่ม ได้นำรูปแบบการจัดหน้าจากหนังสือ "พระเครื่องจอมสุรางค์อุปถัมภ์" มาเป็นต้นแบบก็มี

** ที่บอกกล่าวเล่ามาทั้งหมดนี้ ก็เนื่องมาจากเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านเสถียร เสถียรสุต ได้กรุณาโทรศัพท์มาบอกให้ แล่ม จันท์พิศาโล ไปพบที่ห้องล็อบบี้ โรงแรมโฟว์ซีซั่นส์ ราชดำริ อันเป็นที่พำนักของท่าน นับเป็นความปลาบปลื้มใจสุดๆ สำหรับคนเล็กๆ อย่าง แล่ม จันท์พิศาโล ที่ ท่านเสถียร ได้เมตตาระลึกถึง และเรียกไปพบ

** วันนั้น ท่านเสถียร ได้สอบถามถึงคนเก่าๆ ในวงการพระ ที่เคยคบหาสมาคมกันเมื่อ ๒๐ ปีก่อน ใครยังอยู่ใครอำลาจากไปโลกนี้ไปบ้าง ซึ่งเซียนพระรุ่นเก่าๆ เหล่านั้น ส่วนใหญ่ แล่ม จันท์พิศาโล ก็รู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี แม้ว่าสมัยนั้นตัวเองจะยังอยู่ในชั้นอนุบาลของวงการพระก็ตาม ** ท่านเสถียร ในวันนี้กำลังจะย่าง ๘๐ ปี ในเดือนเมษายนนี้ แต่สุขภาพพลานามัยยังแข็งแรงดีมากๆ เพราะละวางไปหมดทุกอย่าง ไม่มีความเครียด และที่โชคดีมากๆ คือ ท่านไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไรเลย นับเป็นผู้มี ลาภอันประเสริฐจริงๆ

** ก่อนกราบลา ท่านเสถียร ในวันนั้น ท่านได้กรุณามอบ หนังสือ "พระเครื่องจอมสุรางค์อุปถัมภ์" พร้อมกับลายมือเขียนมอบให้ และลายเซ็นกำกับ นับเป็นพระคุณอย่างที่สุด เรื่องราวของ ท่านเสถียร คงจะได้นำมาบอกกล่าวเล่ากันใน "คมเลนส์ส่องพระ" ในโอกาสต่อไปอีก...ขอกราบขอบพระคุณอย่างสูง

วันนี้ "คมเลนส์ส่องพระ" ได้รับภาพจาก "มิตรใหม่" ในแวดวงพระเครื่อง ที่มีพรรคพวกเพื่อนพ้องน้องพี่ต่างยกย่องกันว่า ท่านผู้นี้ "เล่นพระดีมีแต่พระแท้" และเมื่อได้พิจารณาจากภาพพระที่ได้รับมา ก็ต้องยอมรับว่า จริงอย่างที่ชาวบ้านเขาเล่าลือกัน จึงขอกดปุ่มเปิดป้ายประกาศเปิดตัว ด.ต.ก่อเกียรติ ไชยพยอม เจ้าของร้าน "ล้นเกล้า" สมาชิก ชมรมพระเครื่องมรดกไทย ชั้น ๓ ห้างพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน

** และเพื่อเป็นสิริมงคล...พระองค์แรกวันนี้ จึงขออัญเชิญ พระสมเด็จ จิตรลดา ปี ๒๕๐๙ พระเครื่องฝีพระหัตถ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นองค์ประเดิมคอลัมน์ในวันนี้ ** พระสมเด็จ จิตรลดา นับเป็นพระเครื่องเพียงรุ่นเดียวที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงออกแบบ ผสมมวลสารอันเป็นสิริมงคลมากมาย อีกทั้งยังทรงกดพิมพ์องค์พระด้วยพระองค์เอง โดยใช้เวลาที่ทรงว่างจากพระราชกรณียกิจในแต่ละวันแล้ว ช่วงปี ๒๕๐๘-๒๕๑๒ ทรงกดพิมพ์ครั้งละไม่มาก และพระราชทานเป็นการส่วนพระองค์แก่ผู้ใกล้ชิด ข้าราชบริพาร ทหาร ตำรวจ พลเรือน ประชาชน ฯลฯ เป็นระยะๆ ตามแต่โอกาสอันเหมาะสม

** ผู้สันทัดกรณีในเรื่อง พระสมเด็จ จิตรลดา ที่มีโอกาสได้สัมผัสจับต้องส่ององค์พระ พระสมเด็จ จิตรลดา มาบ่อยๆ และเป็นจำนวนมาก โดยมี ใบพระราชทานพระ กำกับมาด้วย จึงพอจะสรุปได้ว่า พระสมเด็จ จิตรลดา ในแต่ละปีมีความแตกต่างกันในด้านเนื้อหามวลสารประการใดบ้าง เนื่องจาก ใบพระราชทานพระ นั้นมีวันเดือนปีที่ได้พระราชทานระบุไว้ด้วย จึงพอสรุปได้ว่า ใบพระราชทานพระ ในช่วงแรกๆ จะมีมวลสารจำนวนมาก จนปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดบนองค์พระ อย่างองค์ที่เห็นนี้เป็น พระสมเด็จ จิตรลดา ปี ๒๕๐๙ สวยงามคมชัดมาก ใครได้ไว้ก็ย่อมเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตตลอดไป ของสูง อย่างนี้ แม้มีเงินล้านแต่ไม่มีวาสนาบารมี ก็ย่อมไม่มีโอกาสได้ครอบครอง

เมื่อพูดถึง พระกริ่ง ๗ รอบ วัดบวรนิเวศวิหาร ๒๔๙๙ ย่อมเป็นรู้กันดีว่าเป็นพระกริ่งที่จำลองแบบองค์พระมาจาก พระพุทธชินสีห์ พระประธานในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร องค์พระกริ่งจึงไม่มีหม้อน้ำมนต์ที่พระหัตถ์ เหมือนเช่นพระกริ่งทั่วๆ ไป ที่มักจะมีหม้อน้ำมนต์อยู่ด้วยเสมอ ด้านหลังองค์พระกริ่งรุ่นนี้จะมีเลข ๗ ตรงบัวคว่ำบัวหงาย ๒ กลีบ ซึ่งหมายถึงพระชนมายุ ๗ รอบ (๘๔ พระชันษา) ของ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร และเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ใน พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คราวทรงพระผนวช ระหว่างวันที่ ๒๒ ตุลาคม-๕ พฤศจิกายน ๒๔๙๙

** ในการประกอบพิธีเททองหล่อ พระกริ่ง ๗ รอบ นั้น ตามกำหนดเดิม จะมีขึ้นในวันที่ ๒-๓ พฤศจิกายน ๒๔๙๙ แต่พอถึงวันดังกล่าว สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ทรงพระประชวร จึงทรงมอบหมายให้ พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพิธีแทน ต่อมาอีก ๒ วัน พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลาพระผนวช จึงนับได้ว่า พระกริ่ง ๗ รอบ เป็นพระกริ่งเพียงรุ่นเดียวที่ พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพิธีเททอง ขณะทรงพระผนวช ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ พระกริ่ง ๗ รอบ เป็นที่เสาะแสวงหาของผู้คนทั่วๆ ไป ไม่ใช่เฉพาะแต่คนในวงการพระเท่านั้น ทำให้ราคาเช่าหา ณ เวลานี้อยู่ที่หลักหมื่นปลายๆ ถึงหลักแสนขึ้นไป ในองค์ที่สวยคมชัดมากๆ

** ในพิธีเททองเดียวกันนี้ ก็ได้ทรงเททองหล่อ พระพุทธชินสีห์ (จำลอง) ขนาดหน้าตัก ๕ นิ้ว จำนวนหนึ่ง เป็นการเททองหล่อแบบโบราณเข้าดินไทย โดยถอดแบบพิมพ์มาจาก พระพุทธชินสีห์ องค์พระประธานในพระอุโบสถวัดบวรฯ เช่นกัน พุทธลักษณ์จึงมีความงดงามอย่างที่สุด
ในองค์พระบูชา ๕ นิ้ว ที่จัดสร้างขึ้นนี้มีความเรียบร้อยสมบูรณ์มาก ตรงดวงพระเนตรได้มีการ ฝังมุก เอาไว้ด้วยทั้ง ๒ ข้าง เรียกว่า "ตามุก" ชื่อองค์พระคำว่า "พระพุทธชินสีห์" ที่ฐานชั้นล่างสุดนั้น แกะสลักด้วยช่างฝีมือคนเดียวกันทั้งหมดทุกองค์ ลายมือจึงเหมือนกันหมด หากไปพบเห็นองค์ไหนไม่ใช่ลายมือนี้ถือได้ว่าเป็น พระปลอม ทันที เพราะทุกวันนี้ พระรุ่นนี้มีปลอมมานานแล้ว จะไม่ให้ทำปลอมได้อย่างไร ในเมื่อ พระแท้ มีการเช่าหากันถึงหลักแสนขึ้นไป พระพุทธชินสีห์ องค์นี้เป็นของ ด.ต.ก่อเกียรติ ไชยพยอม แห่งร้าน "ล้นเกล้า" เช่นกัน ที่นี่มีวัตถุมงคลต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับ "ในหลวง ร.๙" มากมาย หากต้องการศึกษาหาความรู้เป็นวิทยาทาน โทรไปหาได้ที่ ๐๘-๑๙๑๒-๖๘๖๕

** เสรษฐวิทย์ ชีรวินิจ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไวท์เอเลฟเฟ่นทราเวล เอเยนซี เป็นชาวสุราษฎร์ธานี ผู้มีประสบการณ์ด้านธุรกิจการท่องเที่ยวรอบโลกมาแล้วเป็นเวลานาน จนเป็นบริษัทนำเที่ยวและขายตั๋วสายการบินนานาชาติ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากบริษัทหนึ่งของเมืองไทย อีกทั้งยังเป็นพี่ชายของ ส.ส.ธนา ชีรวินิจ ทำให้มีความสนใจในการสะสมพระเครื่องเหมือนๆ กัน ทั้งพี่ทั้งน้อง และพระเครื่องที่สะสมก็ล้วนแต่เป็นพระยอดนิยมที่มีราคาแพงๆ ทั้งนั้น
ทั้งนี้ขอให้เป็น พระแท้ และ พระสวยจริงๆ ราคาเท่าไรก็เอา ล่าสุดก็ได้ พระหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท พิมพ์สี่เหลี่ยมรัศมีประภามณฑล เนื้อทองแดง อันเป็นพระเอกลักษณ์ของ หลวงปู่ศุข โดยเฉพาะ เพราะไม่เคยมีใครที่ไหนจัดสร้างพระในรูปแบบพิมพ์นี้มาก่อน และด้วยความแก่กล้าคาถาอาคมอย่างสุดๆ ของ หลวงปู่ศุข ทำให้พระพิมพ์นี้มีการเช่าหากันในราคาแพงเป็นหมื่นเป็นแสนขึ้นไป โดยเฉพาะองค์ที่เห็นนี้ มีความสวยคมชัดมากเป็นพิเศษ จนถึงกับได้รางวัลชนะเลิศมาแล้ว จากงานประกวดพระที่ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนา ซึ่งเป็นงานประกวดพระที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่ง มีผู้ส่งพระเข้าประกวดจำนวนมาก พระองค์ไหนที่ได้รับรางวัลจากงานนี้ จึงย่อมเป็นพระที่สวยงามคมชัดอย่างแท้จริง

** พระเมืองสุพรรณ มีมากมายที่ล้วนน่าสนใจ โดยเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองนี้ คือ พระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง อ.ศรีประจันต์ เนื้อดินเผา ซึ่งเป็นกรุพระใหญ่ มีพระมากมายทั้งจำนวนองค์พระและจำนวนพิมพ์ ชนิดที่งดงามอลังการพิมพ์หนึ่งก็คือ พิมพ์ซุ้มเถาวัลย์เลื้อย ออกจากกรุจำนวนน้อย จึงพบเห็นยาก องค์ในภาพนี้สวยสมบูรณ์คมชัดมาก ราคาเช่าหาต้องเป็นแสนขึ้นไป เป็นพระของ สกลธี ภัททิยกุล ส.ส.หน้าใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ คนหนุ่มไฟแรง อายุเพิ่ง ๓๐ ปีเท่านั้นเอง ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.กทม.เขต ๔ (พญาไท บางซื่อ จตุจักร หลักสี่) คู่กับ บุญยอด สุขถิ่นไทย และ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ซึ่งได้รับเลือกตั้งทั้ง ๓ คน
** ส.ส.สกลธี ภัททิยกุล มีชื่อเล่นว่า "จั้ม" จบการศึกษาจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท จบปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท ด้านกฎหมาย ที่มหาวิทยาลัยอินเดียนา และ มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เคยรับราชการอยู่ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และได้รับการดึงตัวจากนายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้ไปช่วยงานเป็นเลขาธิการส่วนตัว ก่อนลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ นับเป็น ส.ส.เลือดใหม่ที่มีคุณภาพ ของ พรรคประชาธิปัตย์ ที่เชื่อว่าอนาคตทางการเมืองจะต้องสดใสรุ่งเรืองอย่างแน่นอน...ขอเป็นกำลังใจ
** เมื่อวานนี้ได้ชมภาพ พระร่วงยืนลอยองค์ กรุหนองกระโดน จ.สุพรรณบุรี ของ อู๊ด สุพรรณ ไปแล้วองค์หนึ่ง วันนี้ "เสี่ยอู๊ด" ลูกชายห้างทองเมืองสุพรรณ ยังได้ พระยอดขุนพล กรุหนองกระโดน แห่งเดียวกันนี้อีกองค์หนึ่ง สภาพเดิมๆ สวยคมชัดเช่นกัน องค์นี้ราคาประมาณ ๔ แสนบาท ขึ้นจากกรุไม่เกิน ๑๐ องค์ บรรดาท่านนายพลทุกเหล่าทัพ หรือผู้บริหารระดับสูง ซึ่งถือเป็นแม่ทัพนายพลขององค์กรนั้นๆ เช่นกัน ควรจะหาพระระดับนี้เอาไว้ใช้ติดตัวใช้บ้าง เปิดหน้าอกออกมาให้ใครชมพระในคอจะได้ไม่อายเขา เพราะ พระยอดขุนพล ไม่ว่าจะเป็นพระกรุไหนเมืองใดก็ตาม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับ ท่านนายพล และผู้บริหารองค์กรใหญ่อย่างแท้จริง

** หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่า พระยอดขุนพล กับ พระร่วงนั่ง นั้น มีความเหมือนกันทุกอย่างในองค์พระ แต่ต่างกันเฉพาะที่เครื่องประดับ พระยอดขุนพล จะประดิษฐานอยู่ภายในซุ้มเรือนแก้วอันงดงามอลังการ ขณะที่ พระร่วงนั่ง ไม่มีซุ้ม โดยจะตัดขอบชิดติดกับองค์พระพอดี

** พระยอดขุนพล กรุหนองกระโดน องค์นี้แตกกรุที่ ต.หนองกระโดน อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๕ เป็นพระเนื้อชินตะกั่วสนิมแดง เคลือบด้วยไขขาวทั้งหมด ศิลปะอู่ทอง ผสมลพบุรี เช่นเดียวกับองค์เมื่อวานนี้

** แม้ว่าระยะนี้วงการพระจะซบเซาลงไปบ้าง การซื้อๆ ขายๆ ไม่หนาตากว่าปีก่อน แต่ก็มีบางธุรกิจที่สวนกระแส อย่างเช่น ร้านหวายเก้าเส้น ของ สานิตย์ ขนิษฐบุตร ผู้ออกแบบ สร้อยประคำทองคำ และ ตลับพระทองคำ ก็ยังมีผู้ไปใช้บริการอยู่เสมอ เพราะติดใจในฝีมือที่ไม่ซ้ำกับของใครไหนอื่น อีกทั้งยังสามารถนำกลับมาปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ใหม่ เมื่อใช้ไประยะหนึ่งแล้วเกิดเบื่อรูปแบบเดิมๆ ร้านนี้อยู่บนชั้น ๓ ห้างพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน โทร.๐-๑๙๑๔-๐๖๒๔ ท่านที่ไปใช้บริการในช่วงนี้มี ของขวัญ สมนาคุณฟรี ! สำหรับ สร้อยประคำทองคำ เส้นนี้ประกอบด้วย ตะกรุดหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก ล็อกเกตพ่อหลวงสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย หลังอุด ยาฉุน ของวิเศษพ่อหลวงสงฆ์ และ ลูกอมชานหมากหลวงปู่ทิม วัดพระขาว จ.พระนครศรีอยุธยา

** เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา "เสี่ยเจ็ด" ร้านหลักเมือง มาบุญครอง ได้จัด ประกอบพิธีปลุกเสก เหรียญมังกร ดวงตราสวรรค์ ปรากฏการณ์ครั้งแรกของวงการพระเครื่องเมืองไทย ณ วัดภาษี เอกมัย โดยมีพระคณาจารย์ไทย จีน ศรีลังกา ร่วมนั่งปรกปลุกเสกอธิษฐานจิต ท่ามกลางศรัทธาสาธุชนเข้าร่วมพิธีสวดสะเดาะเคราะห์อย่างเนืองแน่น ที่น่าแปลกใจคือ มีชาวต่างชาติ ทั้งฝรั่ง จีน อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ฯลฯ เข้าร่วมพิธีด้วย พร้อมกับสั่งจอง เหรียญมังกร ที่มีรูปแบบงานศิลป์ที่งดงามยิ่งอีกด้วย "เสี่ยเจ็ด" บอกว่า เหรียญรุ่นนี้จะนำเข้าประกอบพิธีปลุกเสกอีกหลายครั้ง ก่อนจะนำออกให้ผู้สั่งจองรับเหรียญต่อไป และยืนยันว่าทั้ง เหรียญ และ พระผง ได้มีการจัดสร้างเสร็จสมบูรณ์ครบถ้วนตามจำนวนแล้วทุกอย่าง สอบถามโทร.๐๘-๑๕๖๗-๗๑๙๑, ๐๘-๙๗๗๒-๙๔๙๐

**เมืองสุพรรณ เป็นเมืองแห่งพระกรุอย่างแท้จริง เพราะมีกรุพระมากเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่นอำเภอไหนก็ตาม นับเป็นมรดกอันล้ำค่า ที่บรรพชนได้มอบให้ลูกหลานชาวสุพรรณในทุกวันนี้ ชาวสุพรรณที่สนใจสะสมพระเครื่องจึงนับได้ว่าเป็นผู้อนุรักษ์ทรัพย์สมบัติของบรรพชนอย่างน่าชื่นชม ชาวสุพรรณคนไหนไม่สนใจเรื่องพระเครื่องจึงนับได้ว่า น่าเสียดายจริงๆ เพราะในขณะที่คนเมืองอื่น เขายังมาเที่ยวเช่าหาพระเมืองสุพรรณอยู่เป็นประจำ

** วันนี้...มีงานประกวดพระที่ ห้างตั้งฮั่วเส็ง ธนบุรี จัดโดย ฐิติพงศ์ (วรเทพ) อุดมรัตนะศิลป์ รางวัลหนังสือ รวมภาพพระยอดนิยมของ จ.พิษณุโลก หนา ๒๔๘ หน้า ปกแข็ง พิมพ์สี่สี กระดาษอาร์ต ใครมีพระสวยพระแท้เอาไปส่งเข้าประกวดได้ หรือจะเอาพระไปให้ตรวจสอบก็ได้ ถ้าหากเป็นพระแท้และมีความสวย ก็จะได้รับรางวัลไป หากเป็น พระเก๊ กรรมการจะไม่รับเข้าประกวด เจ้าของพระจะได้รู้แจ้งเห็นจริงไปเลยว่า พระของตนนั้น แท้ หรือ เก๊ ** พบกับ "คมเลนส์ส่องพระ" ได้ใหม่ในวันเสาร์ และวันอาทิตย์ต่อไป ขอขอบพระคุณทุกๆ ท่านที่ได้ติดตามมาโดยตลอด...นะมัสเต *** ที่มาคมชัดลึก

พระสมเด็จในหนังสือ'จอมสุรางค์อุปถัมภ์'


พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์พระประธาน พระในหนังสือพระเครื่อง “จอมสุรางค์อุปถัมภ์” : พระองค์ครู โดยไตรเทพ ไกรงู



ก่อนที่จะกล่าวถึงพระเครื่ององค์ครูฉบับนี้ ท่านเชื่อไหมว่า หนังสือพระเครื่อง "ฉบับครู” ก็มีอยู่ในวงการ ซึ่งเมื่อกล่าวถึง แน่นอนว่าคงมีอยู่ด้วยกันหลายเล่ม และหลายๆ ท่านก็คงจะร้องอ๋อ หนังสือพระเครื่องฉบับครูที่กล่าวถึงนี้ เน้นเฉพาะฉบับปกแข็ง ที่ปัจจุบันมีราคาการซื้อหากันเล่มละเป็นหมื่นบาท ส่วนราคาพระแต่ละองค์ในหนังสือเล่มนี้ไม่ต้อพูดถึง คือ "แพงทุกองค์!"



หนังสือพระเครื่องจอมสุรางค์อุปถัมภ์ ด้านหน้าเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ องค์อุปถัมภ์โรงเรียนจอมสุรางค์อุปภัมภ์ จ.พระนครศรีอยุธยา ทั้งนี้ คุณเสถียร เสถียรสุต เป็นผู้รวบรวมพิมพ์แจก เป็นหนังสือแจกเป็นรางวัล ในงานประกวดพระที่โรงเรียนจอมจอมสุรางค์อุปถัมภ์ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๒๙



ภาพพระเครื่องส่วนใหญ่เป็นของคุณเสถียร (บางองค์เป็นของท่านที่ยืมมาก็มี) ซึ่งท่านเป็นนักสะสมพระเครื่องชั้นยอดในสมัยนั้น พระของท่านจึงต้องแท้และสวยที่สุด เมื่อท่านถึงจุดอิ่มตัวจึงได้วางมือจากวงการ ทำให้นักสะสมหลายๆ ท่าน ต้องการเป็นเจ้าของพระเครื่องที่คุณเสถียรเคยครอบครองอยู่ เมื่อมีการเปลี่ยนมือหลายวาระ จึงต้องใช้หนังสือเล่มนี้เผื่ออ้างอิง และหากท่านใดมีพระเครื่องที่เคยลงหนังสือจอมสุรางค์ฯ ก็เป็นอันยุติในความแท้ ควมสวย แน่นอน หนังสือเล่มนี้รวบรวมแต่พระหลัก จึงกลายเป็นตำนานของนักสะสมหนังสือพระเครื่องไปแล้ว



ในฉบับนี้จะนำเสนอพระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์พระประธานองค์ครู ที่ปรากฏโฉมอยู่ในหนังสือ พระเครื่องจอมสุรางค์ หน้า ๑๒๐ ทำไมพระสมเด็จวัดระฆังองค์นี้ จึงได้รับการคัดสรรอยู่ในหนังสือพระเครื่องจอมสุรางค์ ของ “นายเสถียร” ซึ่งใครๆ ต่างก็ทราบดีว่าท่านเป็นผู้พิถีพิถันอย่างยิ่งในการประมวลรวบรวม พระเครื่ององค์สำคัญที่จะต้องสวย สมบูรณ์ระดับแชมป์ ในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นมิติพิมพ์ที่สมบูรณ์ ฟอร์มการตัดที่ได้สมดุล หน้าและหลังสวย เด่น คมชัด เรียกว่าต้องไม่มีที่ติ เพราะฉะนั้นพระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์พระประธานองค์นี้ ถือเป็นองค์เกียรติยศสำหรับพระเครื่ององค์ครูฉบับนี้



เมื่อกล่าวถึงความสวย สมบูรณ์และลักษณะเด่น ก็คงต้องให้คะแนนสภาพธรรมชาติแบบดั้งเดิม ที่เหมือนกับจะไม่ผ่านการจับต้องบูชา ผิวพระก็ยังเดิมๆ ฝ้าขาวนวลเกาะอยู่บนเนื้อพระ วรรณะเทาอมเขียว ซึ่งเป็นวรรณะที่ค่อนข้างหาชมได้ยาก พระเส้นสายล้ำลึก สมควรกับการประเมินมูลค่าการครอบครองถึง ๓๐ ล้าน



แม้ผู้ครอบครองจะกล่าวอย่างถ่อมตนว่า พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ประธานองค์นี้ ไม่อาจไปเทียบเคียงกับพระองค์ดังอื่นๆ อย่าง “องค์ลุงพุฒ” หรือ “องค์ขุนศรี” แต่ต้องยอมรับว่าองค์นี้ก็โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์เฉพาะ ฟอร์มสวย ตัดสวย คม ชัดลึก ทุกมิติ อย่างไม่อาจติได้จริงๆ ครับ

ที่มาข้อมูล http://www.komchadluek.net/detail/20120630/134028/พระสมเด็จในหนังสือจอมสุรางค์อุปถัมภ์.html

เส้นทางนักพระเครื่อง โดย...ตาล ตันหยง
ลูกผู้ชายต้องมี “ของดี” ติดตัว

น.นที…คนรุ่นเก่าเล่าเรื่อง “พระ”
ความเคลื่อนไหวของวงการพระเครื่อง ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ย่อมเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของผู้คนในวงการนี้ที่น่าสนใจใฝ่ศึกษาเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่นักพระเครื่อง หรือเซียนพระ (ที่สมัยนั้นนิยมเรียกว่า "นักเลงพระ") ย่อมมีอะไรหลายๆ อย่างที่คนรุ่นใหม่ควรจะทราบ และดูเป็นแบบอย่าง เพื่อจะได้เก็บเอาส่วนที่ดีมาปฏิบัติตาม และหลีกเลี่ยงส่วนที่ไม่ดี (ที่อาจจะมี) ออกไป เพื่อช่วยกันจรรโลงให้วงการพระเป็นที่น่าศรัทธาเชื่อถือ อันจะส่งผลให้คนในวงการพระมีศักดิ์ศรีเป็นที่ยอมรับของสังคมโดยทั่วไป
ภาพท่าน น.นที เป็นนามปากกาของ นนที นิพากรเมธ อดีตข้าราชการธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ)

ณ เวลานี้ เป็นที่น่ายินดีที่มี "คนรุ่นเก่า" ท่านหนึ่ง ได้บันทึกเรื่องราวต่างๆ ของวงการพระในอดีตที่ผ่านมา ในรูปของบทความหลากหลายมุมมอง และจัดพิมพ์เป็นหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง คือ น.นที (คนรุ่นเก่าเล่าเรื่อง) ผู้จัดทำหนังสือ รวมภาพและเกร็ดประวัติพระเครื่องและเครื่องราง พร้อมภาคผนวกเครื่องรางยอดนิยม ๓๐๐ ภาพ โดยได้รับเกียรติเขียนคำนิยมโดย ท่านเสถียร เสถียรสุต นักพระเครื่องอาวุโส ที่เซียนพระทุกยุคทุกสมัยต่างยกย่องในเกียรติประวัติอันงดงามของท่านมาโดยตลอด และนับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง สำหรับหนังสือพระเล่มนี้
.นที (นนที นิพากรเมธ) อดีตข้าราชการธนาคารแห่งประเทศไทย


น.นที เป็นนามปากกาของ นนที นิพากรเมธ อดีตข้าราชการธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) เล่าย้อนถึงเส้นทางของชีวิตที่ผ่านมาว่า

"ผมเป็นคนธนบุรีมาโดยกำเนิด บ้านอยู่แถวบางกอกใหญ่ ที่บ้านเป็นร้านขายของชำ สมัยวัยรุ่น อายุ ๑๗-๑๘ ปี มีชาวบ้านชอบมาซื้อเหล้าที่ร้าน บางครั้งก็เอาพระเครื่องมาขอแลกเหล้าก็มี ทำให้ผมเริ่มรู้จักพระเครื่องขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก สมัยนั้นมีคนเอาพระกริ่งคลองตะเคียน มาแลกเหล้า ๑ ขวด โดยขอเงินเพิ่มอีก ๑๐๐ บาท แต่ผมไม่เอา เพราะดูพระไม่เป็น นอกจากนี้มีคุณลุงท่านหนึ่ง เอาเหรียญหล่อหลวงพ่อไหล่ วัดกำแพง มาขายไม่กี่ร้อยบาท โดยบอกว่าเป็นคนสูบเตาเผาโลหะที่ใช้หล่อเหรียญ ได้รับเหรียญนี้มาจากหลวงพ่อโดยตรง ผมก็ไม่เอาเช่นกัน"
       พอโตขึ้นมาหน่อย น.นที ไปเข้ากับเพื่อนกลุ่มวัยรุ่นแถวโรงหนังย่านวังบูรพา ที่เรียกว่า "โก๋หลังวัง" ซึ่งโด่งดังในสมัยมาก เช่น แดง ไบเล่, ดำ เอสโซ่, จ๊อด เฮาดี้ ฯลฯ

บรรดา "โก๋หลังวัง" มักนิยมแขวนพระเครื่องกันทุกคน เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว สร้างขวัญกำลังใจ ยามมีปัญหากับคู่อริ ยกเว้น น.นที คนเดียวที่ไม่ได้แขวนพระกับเขาเลย

ต่อมา มีเพื่อนบอกว่า ลูกผู้ชายต้องมี "ของดี" ติดตัว เอาไว้บ้าง จึงได้ถอดพระพิมพ์สมเด็จองค์หนึ่งให้ น.นที ซึ่งมาทราบภายหลังว่าเป็น พระสมเด็จนายเผ่า (พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อดีตเจ้ากรมเสมียนตรา และอดีตอธิบดีกรมตำรวจ) ปี ๒๔๙๕ สร้างที่วัดอินทรวิหาร นับเป็นพระองค์แรกที่ น.นที ได้แขวนติดตัวตั้งแต่สมัยนั้น
หนังสือของท่านนนที นิพากรเมธ อดีตข้าราชการธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ)

หลังจากนั้นไปเช่าพระพิมพ์สมเด็จ ๒ หน้าจากหลวงปู่นาค วัดระฆัง พระพุทธชินราช อินโดจีน ที่พุทธสมาคมฯ รวมทั้งพระท่านเจ้าคุณนรฯ ที่ท่านเจ้าคุณอุดมฯ วัดเทพศิรินทร์ พระเหล่านี้ไม่มีปัญหา เพราะไปเช่าจากวัดโดยตรง

ส่วนพระกรุพระเก่าอื่นๆ ก็เช่าอย่างสะเปะสะปะตามสนามพระ ที่วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ และที่อื่นๆ โดยไม่รู้ว่าเป็นพระแท้หรือไม่ ?

วันหนึ่ง ได้นำพระที่เช่าไว้มากพอสมควร ไปให้เซียนพระคนหนึ่งตรวจสอบให้ เขากำหนดค่าดูว่า พระ ๑ องค์ สายฝน ๑ ซอง (หมายถึงบุหรี่สายฝน ซองละ ๑๐ บาท) วันแรกต้องไปซื้อบุหรี่สายฝน ๓ ซอง หมดไป ๓๐ บาท ช่วงนั้นเสียเงินค่าบุหรี่แทบทุกวัน วันละหลายสิบบาท จนมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเห็นเข้าก็บอกว่า สงสารมาก ที่ต้องเสียเงินทุกวัน จึงแนะนำให้ น.นที ไปหา อ.เภา ศกุนตะสุตร (เซียนพระรุ่นใหญ่) ซึ่งนั่งอยู่ในสนามพระเช่นกัน โดยไม่ต้องเสียเงินมาก แค่เลี้ยงโอเลี้ยง ๑ แก้ว (ไม่กี่บาท) ท่านก็สามารถดูพระให้ได้ทุกอย่าง
ปรากฏว่า พระที่เช่ามานั้นส่วนใหญ่เป็น พระปลอม ทั้งนั้น และที่เซียนพระคนแรกดูให้นั้น ก็ไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น เพราะไม่เก่งจริง งานนี้เท่ากับถูกเซียนพระแหกตาหลอกเงินค่าบุหรี่ไปหลายซอง
จากการที่เอาพระให้ อ.เภา ดูบ่อยๆ ทำให้สนิทกับท่านมาก พร้อมกับได้รับความรู้เพิ่มขึ้นด้วย รวมทั้งมีโอกาสรู้จักเซียนพระตัวจริง และเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือหลายท่านด้วยกัน

ตรงนี้ทำให้ น.นที มีโอกาสได้ส่องพระแท้องค์จริงอยู่เสมอๆ จนพอจดจำได้ว่า พระแท้แต่ละองค์ดูจุดตำหนิตรงไหนบ้าง ?

ต่อมา สนามพระวัดมหาธาตุ ปิด บรรดาแผงพระจึงต้องโยกย้ายไปที่วัดราชนัดดา ส่วนหนึ่ง และที่ตลาดนัดท่าพระจันทร์ อีกส่วนหนึ่ง (คือสนามพระท่าพระจันทร์ในทุกวันนี้)
"ช่วงนั้นผมฟิตมาก ทำให้อยากรู้อยากเห็นอะไรอยู่เสมอ เซียนพระบางท่านจึงพาไปตระเวนเดินสาย ซื้อขายพระตามที่ต่างๆ ครั้งหนึ่ง ได้ติดตามผู้ใหญ่ไปดูงานประกวดพระที่ อ.ท่าเรือ จ.กาญจนบุรี เพื่อดูพระปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ ของเซียนพระใหญ่ท่านหนึ่ง เอาไปโชว์ในงานนี้ นับเป็นพระปิดตาหลวงพ่อแก้ว องค์แรกที่ผมได้ดูพระแท้องค์จริง รวมทั้งพระหลักยอดนิยมอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้รู้เรื่องของการซื้อขายพระ การประมูลพระ ที่เซียนแต่ละท่านต่างก็มีชั้นเชิงกันเยอะมาก เป็นเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ผมจึงเอาเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้มาเขียนลงในนิตยสารพระฉบับหนึ่ง ปรากฏว่าเป็นที่ถูกใจของผู้อ่านจำนวนมาก โดยเฉพาะเซียนพระรุ่นใหม่ ที่หลายคนเกิดไม่ทันเหตุการณ์ในสมัยนั้น" น.นที กล่าว
ปี ๒๕๒๙ คุณคำรณ สัยยะนิธี เปิดร้านพระที่ปากซอยจรัญฯ ๑๓ (ซอยวัดนก) ซึ่งอยู่ใกล้บ้านปัจจุบัน จึงได้แวะเข้าไปขอดูพระจากที่นี่ บางครั้งก็เช่าพระที่ถูกใจ จากการที่เข้าไปร้านนี้บ่อยๆ ทำให้สนิทสนมกับคุณคำรณมาก และได้มีโอกาสรู้จักกับ เสี่ยลิ้ง หาดใหญ่ ที่ร้านคุณคำรณด้วย เพราะที่นี่มีลูกค้าและเซียนพระมาเช่าพระอยู่เสมอๆ

ขณะเดียวกัน หน้าที่การงานที่แบงค์ชาติ ก็ได้เลื่อนตำแหน่งสูงด้วย ทำให้ได้รู้จักกับผู้ใหญ่ระดับบริหารอีกหลายท่าน โดยเฉพาะ คุณสุทธิพันธุ์ นิมมานเหมินท์ (คุณติ่ง) อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งเพิ่งมาจากเมืองนอกใหม่ๆ และสนใจเรื่องพระเครื่อง จึงชวนไปเช่าพระกันบ่อยๆ จากเซียนพระรุ่นใหญ่หลายท่าน อาทิ คุณสมชาย มาลาเจริญ คุณไพศาล กสิวัฒน์ หม่อมฉลองลาภ ร.ต.ท.อนุชิต โปษยานนท์ (ต่อมาได้เลื่อนยศเป็น พ.ต.อ. (พิเศษ) ฯลฯ และที่สำคัญ คือ ท่านเสถียร เสถียรสุต เซียนพระอาวุโส
ตรงจุดนี้ทำให้ น.นที มีโอกาสได้ดูพระแท้องค์สวยระดับแชมป์อย่างมากมาย ซึ่งหลายองค์มีภาพอยู่ในหนังสือ "จอมสุรางค์อุปถัมภ์" ที่ท่านเสถียรจัดทำขึ้น และเป็นที่ยกย่องของคนในวงการพระตลอดมาว่า พระทุกองค์ในหนังสือเล่มนี้ ล้วนเป็นพระสุดยอดจริงๆ ที่ทุกคนใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของด้วยกันทั้งนั้น และใครที่ได้ไปก็จะเกิดความภาคภูมิใจเป็นพิเศษ

"เรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมา ในแวดวงพระเครื่อง ผมได้นำมาเขียนรวมไว้หนังสือรวมภาพและเกร็ดประวัติ พระเครื่องและเครื่องราง เล่มนี้ โดยผมได้ตั้งใจอย่างที่สุด ทุ่มเททั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังสติปัญญา ในการจัดทำ เพื่อให้ได้หนังสือทอง เล่มหนึ่งของวงการพระ ที่น่าสนใจศึกษา โดยมีข้อเขียน ๑๐๐ เรื่อง ภาพพระเครื่องและเครื่องราง ๘๐๐ ภาพ พร้อมกับเกร็ดประวัติในแง่มุมอันหลากหลาย ที่ยังไม่มีใครเขียนถึง และภาคผนวกภาพเครื่องรางต่างๆ ที่เพิ่มเป็นพิเศษอีก ๓๐๐ ภาพ รวมมีภาพทั้งสิ้น ๑,๑๐๐ ภาพ และยังมีข้อคิดจากสำนวนนิยายภายในของ 'โกวเล้ง' อีก ๑๐๐ สำนวน จากนิยายจีนชื่อดังหลายเล่ม ที่ล้วนน่าสนใจยิ่ง" น.นที กล่าว

หนังสือเล่มนี้ มีขนาด ๘ หน้ายก หนา ๒๗๐ หน้า พิมพ์สี่สีทั้งเล่ม ด้วยกระดาษอาร์ตด้านอย่างดี หนา ๑๓๐ แกรม ปกแข็งสีทอง เป็นสิริมงคลตั้งแต่ปกหน้าถึงปกหลัง รวมถึงเรื่องราวต่างๆ ในวงการพระที่หาอ่านที่อื่นไม่ได้
เปิดจองวันนี้ ในราคาเล่มละ ๑,๑๐๐ บาท (ค่าจัดส่ง ๑๐๐ บาท) เฉลี่ยภาพละ ๑ บาทเท่านั้น (วางตลาดเล่มละ ๑,๕๐๐ บาท) พิมพ์จำนวนจำกัด สอบถามได้ที่โทร.๐-๒๕๖๑-๑๖๓๑-๒, ๐-๒๔๑๕-๘๕๘๕
น.นที กล่าวในตอนท้ายว่า "ผมจัดทำหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นในทางธุรกิจ แต่เพื่อให้เป็นผลงานชิ้นหนึ่งในชีวิตของผม ที่มีโอกาสได้ทำงานด้วยใจรัก ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของผมอย่างแท้จริง"
ข้อมูลจากเว็บ http://www.oknation.net/blog/print.php?id=481904
















READ MORE - ท่านเสถียร เสถียรสุตกับหนังสือพระเครื่องจอมสุรางค์อุปถัมภ์

ชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม

ชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม                                                                                           หนังสือพระสมเด็จวัดระฆังเล่มล่าสุดของชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม


หนังสือทุกเล่มที่ออกโดยชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยามทางสมาคมในเเบบมาตรฐานนั้นยังไม่มีการนำเสนอเเต่ก็ยังมีการยืนยันจากเสี่ยกล้าว่าถ้ามีพระสมเด็จพิมพ์ทรงเนื้อหาเเบบในหนังสือก็สามารถขายให้กับชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยามนี้ได้ท่านผู้อ่านควรพิจารณาเองครับ
        พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม จักรพรรดิแห่งพระเครื่องไทย" เป็นหนังสือที่จัดพิมพ์โดย "ชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม" ซึ่งมีนายกล้า เกษสุรินทร์ชัย หรือ "เสี่ยกล้า" เป็นประธานชมรม โดยมีความหนากว่า ๔๐๐ หน้า สี่สีทั้งเล่ม เข้าเล่มเย็บกี่อย่างดี วางจำหน่ายตามแผงหนังสือชั้นนำ แม้ว่าเซียนพระของสมาคมพระเครื่องจะระบุว่าเป็นการเล่นพระผิดทาง รูปพระสมเด็จที่จัดพิมพ์ในหนังสือเป็นพระที่วงการไม่เล่นกัน แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยสนใจการเล่นพระและซื้อหนังสือในแนวของชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม

ทั้งนี้เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๐ เสี่ยกล้าได้พิมพ์หนังสือออกมาจำนวน ๑๐,๐๐๐ เล่ม ซึ่งเป็นเล่มแรก จำหน่ายในราคาเล่มละ ๑,๔๐๐ บาท ปัจจุบันขายหมดแล้ว กลายเป็นหนังสือหายากเล่มหนึ่ง และราคาขยับขึ้นในราคาเล่มละ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท ส่วนเล่มที่ ๒ พิมพ์เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๒ จำนวน ๕,๐๐๐ เล่ม ออกำหน่ายเล่มละ ๒,๕๐๐ บาท โดยได้รับความนิยมไม่แพ้เล่มแรก และล่าสุดได้พิมพ์เป็นเล่มที่ ๓ จำนวน ๕,๐๐๐ เล่ม จำหน่ายเล่มละ ๒,๕๐๐ บาท ทั้งนี้จะเปิดตัวและวางจำหน่ายที่ร้านหนังสือชั้นนำ ในวันจันทร์ที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕
ในการจัดพิมพ์หนังสือแต่ละเล่มนั้นเสี่ยกล้าลงทุนไม่ตำกว่าครั้งละประมาณ ๒ ล้านบาท แต่ละเล่มใช้เวลารวบรวมประมาณ ๒-๕ ปี โดยมีความตั้งใจว่า เมื่อรวมรวมแม่พิมพ์ได้พอสำหรับจัดพิมพ์ หรือประมาณ ๑๕๐-๒๐๐ พิมพ์ ก็จะพิมพ์เพิ่มเป็นเล่มที่ ๔ เล่มที่ ๕ ส่วนภาพพระสมเด็จที่ปรากฏในหนังสือนั้นเป็นการเรียงตามลำดับแม่พิมพ์ที่ค้นพบ ในช่วงเวลาต่างๆ เล่มแรกมีแม่พิมพ์พระสมเด็จทั้งหมด ๙๒ พิมพ์ เล่มสองมีแม่พิมพ์พระสมเด็จทั้งหมด ๒๐๐พิมพ์ และเล่มสามมีแม่พิมพ์พระสมเด็จทั้งหมด ๓๐๐ รวมแล้วมีกว่า ๕๐๐ พิมพ์
เมื่อครั้งหนังสือเล่มแรกออกวางจำหน่าย มีเสียงสวดจากคนวงการพระเครื่องว่า ภาพพระสมเด็จในหนังสือไม่ใช่ของจริง ไม่ใช่พระที่คนในวงการพระเครื่องยอมรับกัน ไม่ใช่พิมพ์ที่นิยม ในฐานะที่คนทำหนังสือ เสี่ยกล้า บอกว่า “รู้สึกเฉยๆ ไม่ได้โกรธแค้นคนที่มาสวดหนังสือแต่อย่างไร เพราะถ้าหนังสือไม่ดีจริงในสัปดาห์แรกของวางจำหน่ายมียอดขายกว่า ๑,๐๐๐ เล่ม ที่สำคัญวันนี้เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า คุณภาพหนังสือไม่แตกต่างจากหนังสือเล่มอื่นๆ ในวงการพระเครื่อง วันนี้หนังสือเล่มแรกขายหมด และราคาก็ขยับขึ้นไปที่เล่มละ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท”
เสี่ยกล้า บอกว่า ชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม ตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๘ สมัยนั้นพระสมเด็จมีราคาอยู่ไม่ถึงแสนบาท คนเล่นหากันน้อยมาก มีการพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการดูพระเช่นเดียวกับชมรมและสมาคมพระเครื่องกลุ่มอื่นๆ พระเครื่องแต่ละองค์ที่ลงในหนังสือต้องผ่านความเห็นของชมรม ไม่ใช่เป็นพระของคนใดคนหนึ่งที่มองว่าแท้แล้วเอามาลงโดยพละการหนังสือที่พิมพ์ออกมาจำหน่ายนั้น ผมมีความตั้งใจว่า ผู้ที่ซื้อหนังสือไปสามารถเรียนรู้การดูพระสมเด็จด้วยตัวเอง เพราะการเรียนรู้พระสมเด็จในปัจจุบันถูกผูกขาดโดยเซียนพระกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ทั้งๆ ที่ทุกคนน่าจะเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมกัน
จากประสบการณ์ที่ทำธุรกิจพิมพ์และย้อมผ้า แม้ว่าจะใช้เทคโนโลยีในการผสมสีที่ถือว่าสุดยอด สีของผ้าที่พิมพ์ออกมายังเพี้ยน นับประสาอะไรกับพระสมเด็จที่เป็นเนื้อผง ที่ไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรในการควบคุมการผสมมวลสาร การกดแม่พิมพ์ พระสมเด็จจึงมีความหลากหลายทำเนื้อและพิมพ์ พระสมเด็จ ๑ พิมพ์อาจจะมีหลายเนื้อ และเนื้อเดียวอาจจะมีหลายพิมพ์ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น เพราะไม่มีการบันทึกอะไรที่เป็นหลักฐานไว้อย่างชัดเจนเช่นในปัจจุบัน
"วงการพระเครื่องจะยอมรับหรือไม่ยอมรับนั้นไม่ใช่วสาระสำคัญ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า พระเครื่ององค์เดียวกันแท้ๆ ตาเซียนพระเครื่องแต่ละตาแต่ละคนยังมีมุมมองที่ต่างกัน เซียนกลุ่มหนึ่งที่เสียงดังกว่าอาจจะมองว่าปลอม แต่เซียนอีกกลุ่มหนึ่งมองว่าแท้ แต่เผอิญว่า เซียนกลุ่มแรกเสียงดังกว่า พระที่แท้ก็กลายเป็นพระปลอมได้ ขณะเดียวกันพระที่ปลอมก็กลายเป็นพระแท้ได้เช่นกัน" เสี่ยกล้ากล่าว
พร้อมกันนี้ เสี่ยกล้า ยังบอกด้วยว่า ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้เล่นพระมีมาอย่างต่อเนื่อง ข้อเท็จจริงในการจัดสร้างพระสมเด็จวัดระฆังของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าท่านลงมือสร้างเมื่อใด แต่ก็มีผู้สันนิษฐานที่แอบอ้างว่ามีการสร้างจำนวนน้อย เช่น อ้างว่ามี ๔ พิมพ์ทรง แต่ละพิมพ์ทรงมีเพียง ๔-๕ แบบบล็อกแม่พิมพ์เท่านั้น ซึ่งมีปัญหาว่าทั้งๆ ที่ผู้แอบอ้างว่ารู้ดีนั้นก็เกิดไม่ทันเหมือนกัน ทำไมจึงไม่คิดว่าแนวการเล่นของกลุ่มตนเป็นการเล่นในแนวที่คับแคบ หลงผิด หรือเล่นเพื่อผูกขาดตัดตอน เคยคิดบ้างไหมว่าแนวทางที่เล่นนั้นผิด ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการทำลายบล็อกแม่พิมพ์อื่นๆ ที่สมเด็จโตสร้างขึ้นมา
ใครมีพระตามหนังสือเอามาขายได้
เสี่ยกล้า บอกว่า ปัจจุบันนี้ พระแท้ไม่แท้อยู่ที่องค์พระ ไม่ได้อยู่ที่คนดู ผู้ที่ได้รับพระเครื่องที่เป็นมรดกตกทอดจากปู่ ยา ตา ยาย รวมทั้งผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ หากนำพระที่ห้อยอยู่ไปให้เซียนพระดูแล้วบอกว่าเป็นพระไม่ถึงยุค ก็อย่าคิดถอดพระหรือไม่แขวนพระองค์นั้นเลย ให้คิดเสียว่า เซียนตาไม่ถึง หรือมีความรู้ไม่มากพอ และให้คิดเสียว่า พระองค์นั้นๆ เป็นของที่ระลึก ผู้ให้มีเจตนาดี พระทุกองค์สามารถใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจได้เสมอ
ภาพพระสมเด็จในหนังสือนั้น เสี่ยกล้า ยืนยันว่า เป็นพระสมเด็จที่มีคนรุ่นก่อนเล่นหา และสะสมกัน ปัจจุบันกลายเป็นพระหายาก มีการเช่าซื้อกันในราคาหลักล้าน เช่นเดียวกับพระสมเด็จที่ซื้อขายกันในวงการพระเครื่อง เช่น พระสมเด็จพิมพ์ที่ ๑๓ เนื้อกระยาสารท มีการเช่าซื้อกันในราคา ๓.๕ ล้านบาท ทั้งนี้ที่ผ่านมานั้นได้ประกาศว่า ”หากใครมีพระสมเด็จถูกต้องตามพิมพ์ในหนังสือกว่า ๕๐๐ พิมพ์ สามารถนำมาเปิดขายได้ ถ้าถูกต้องตามหนังสือแม้ว่าจะไม่มีข้อสรุปหรือตกลงราคาในการขาย ยินดีที่จะจ่ายค่ารถและค่าเสียเวลา ๑๐,๐๐๐ บาท ทุกวันนี้ยังประกาศรับซื้ออยู่ โดยมีคนประกาศรับซื้อทั้งหมด ๕๒ พิมพ์ ในราคาหลักแสน และในจำนวนนี้มีอยู่ถึง ๑๕ พิมพ์ ที่ได้เสนอค่ารถและค่าเสียเวลา ๑๕,๐๐๐ บาท เพราะเขาอยากได้พระมากๆ”
"คุณเล่นกับแบบไหนผมไม่สนใจ หากคุณมีพระตรงตามพิมพ์และเนื้อตามที่ปรากฏในหนังสือ ถือมาขายผมได้ เฉพาะพิมพ์ที่ ๑-๒๐ มีคนกล้ารับซื้อในหลักล้าน เอามาเปิดราคาได้เลย ทีผ่านมามีคนนำพระสมเด็จมาขายหลายราย และอยู่ในหลักล้านทุกองค์ ถ้าพระสมเด็จที่ผมใช้อยู่เป็นของปลอม แล้วปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่าง ถึงจะปลอมในสายตาคนอื่นแต่ปาฏิหาริย์นั้นเป็นของจริง แล้วจะบอกว่าพระสมเด็จที่แขวนอยู่นั้นเป็นของปลอมได้อย่างไร” เสี่ยกล้าพูดทิ้งท้าย

ข้อมูลเเละภาพจากเว็บหนังสือคมชัดลึก  http://www.komchadluek.net/detail/20120716/135234/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD'%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%86%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AF'%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94.html เรื่อง / ภาพ โดย คุณไตรเทพ ไกรงู


คอลัมน์: สกู๊ปพิเศษพระเครื่อง: คุยเฟื่องเรื่องพระสมเด็จวัดระฆัง เสี่ยกล้าประกาศรับซื้อหลักแสนแถมค่ารถ
นานปีจะมีข่าวของคนกล้าคิดกล้าทำมาให้อ่านกัน เขาชื่อ กล้า เกษสุรินทร์ชัยหรือเสี่ยกล้า เป็นประธานชมรมอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม ชมรมนี้มีมาเกือบ 40 ปีแล้ว และสนใจศึกษาพระสมเด็จวัดระฆังอย่างเงียบๆ มานานนับเป็นสิบปีทีเดียว

จักรพรรดิแห่งพระเครื่องเมืองไทย ยกให้พระสมเด็จวัดระฆังเป็นเจ้าจักรพรรดิของพระเนื้อผง ทั้งมวล เสี่ยกล้าบอกว่า ตนศึกษาค้นคว้ามาตั้งแต่ปี 2518 แล้ว คนโบราณรุ่นปู่ย่าได้พระวัดระฆังรวมแล้วถึง 52 พิมพ์ด้วยกัน แม้พวกเซียนขาใหญ่เขาจะคัดเหลือแค่ 5 พิมพ์ เสี่ยกล้ายังยืนยันใครมีพิมพ์โบราณแบบในหนังสือที่ชมรมอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยามรวบรวมไว้นำมาปล่อยได้เลยรับเช่าหมด
เสี่ยกล้า ประธานชมรมฯ สะสมพระเครื่องสยามบอกด้วยว่า สมัยปี 2518 พระสมเด็จราคาไม่ถึงแสน คนยังเล่นหากันน้อย พวกเราที่รวมตัวเป็นกลุ่มแลกเปลี่ยนความรู้กับคนหลายระดับ ที่เล่นหาพระสมเด็จสมัยโน้นเกือบ 40 ปีแล้ว และ รวบรวมพระที่มีพิมพ์และเนื้อที่คนรุ่นก่อนเล่นหาไว้ได้ถึง 52 พิมพ์จริง

เซียนพระยังมีมุมมองต่างกันทั้งที่พระองค์เดียวกัน บางคนบอกปลอม บางคนบอกแท้ เสี่ยกล้าบอกแต่หาก มาดูว่าคนโบราณเขาเก็บรักษาไว้ถึงรุ่นเราได้ไม่ธรรมดาจึงรวบรวมทำประวัติ และจัดพิมพ์เป็นหนังสือ ชื่อพระสมเด็จวัดระฆัง จักรพรรดิแห่งพระเครื่องไทย หนา 490 หน้า เล่มละ 2,650 บาท จะเปิดตัวเผยแพร่เป็นปฐมฤกษ์วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม นี้แหละ



ในหนังสือเล่มนี้เสี่ยกล้ายืนยันว่า เป็นพระสมเด็จรุ่นเก่ารุ่นก่อนที่คนโบราณเล่นหาสะสมกันไว้ หากใครมีพระสมเด็จ ถูกต้องตามพิมพ์ที่มีอยู่ในหนังสือเล่มนี้ยินดีจ่ายองค์ละเป็นแสนเป็นล้าน แถมค่ารถ 10,000-15,000 บาท และค่าเสียเวลาอีกต่างหาก เขาชื่อกล้าและกล้าจริงขนาดนี้จะไม่สนเปิดอ่านเชียวหรือ
สนใจอยากเป็นแฟนคลับกับเสี่ยกล้า จองหนังสือของชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยามได้ตามสนามพระทั่วไปแล้วพบกับโฉมใหม่พระสมเด็จรุ่นเก่าที่คนรุ่นก่อนเขาเล่นหากัน...แม้คนรุ่นใหม่บอกนอกพิมพ์ก็ตาม
ข้อมูลจากเว็บ http://www.ryt9.com/s/bmnd/1450540
มาตรฐานพระสมเด็จฯเรื่องขนาดของพระ...'อ.ตรียัมปวาย'

มาตรฐานพระสมเด็จฯเรื่องขนาดของพระ..."อ.ตรียัมปวายกับเสี่ยกล้า" : เรื่อง / ภาพโดย ไตรเทพ ไกรงู 0


"ประเภทของหนังสือพระ" หากพิจารณาตามหลักความเก๊แท้ของภาพพระที่ปรากฏในหนังสือ สามารถแบ่งออกได้ ๓ ประเภท คือ ๑.หนังสือพระแท้ทั้งเล่ม ๒.หนังสือพระเก๊ทั้งเล่ม และ ๓.หนังสือพระแท้ปนกับพระเก๊ ซึ่งแน่นอนที่สุดว่า หนังสือพระแท้ทั้งเล่มมีจำนวนมากและครองส่วนแบ่งตลาดหนังสือพระมากที่สุด แต่ที่น่าสนใจคือ หนังสือพระเก๊ทั้งเล่มเริ่มเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดหนังสือพระ และนับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
การจัดพิมพ์หนังสือที่มีภาพพระเก๊ ทั้งเล่ม เท่าที่พบในปัจจุบันมากที่สุดต้องยกให้ การจัดพิมพ์หนังสือพระสมเด็จซึ่งมีอยู่ประมาณ ๑๐ เล่ม ส่วนพระอื่นๆ ยังไม่มีให้เห็น ทั้งนี้ หากพิจารณาเฉพาะคุณภาพหนังสือภายนอกไม่เกี่ยวกับภาพพระและเนื้อหาภายใน หนังสือพระเก๊ทั้งเล่มพิมพ์ได้ดีไม่แตกต่างจากหนังสือพระแท้ทั้งเล่ม ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ หนังสือพระเก๊ทั้งเล่มคุณภาพการพิมพ์และออกแบบดีกว่าด้วยซ้ำ
กรณีการจัดพิมพ์หนังสือ "พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม จักรพรรดิแห่งพระเครื่องไทย" โดย "ชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม" ซึ่งมีนายกล้า เกษสุรินทร์ชัย หรือ "เสี่ยกล้า" เป็นประธานชมรม มีความหนากว่า ๔๐๐ หน้า สี่สีทั้งเล่ม เข้าเล่มเย็บกี่อย่างดี วางจำหน่ายตามแผงหนังสือชั้นนำ แม้ว่าเซียนพระของสมาคมพระเครื่องจะระบุว่าเป็นการเล่นพระผิดทาง รูปพระสมเด็จที่จัดพิมพ์ในหนังสือเป็นพระที่วงการไม่เล่นกัน แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยสนใจการเล่นพระและซื้อหนังสือในแนวของชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม

ทั้งนี้ ถ้าอ่านเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการศึกษาพระสมเด็จโดยไม่มีอคติใดๆ บางส่วนของข้อมูลใน "พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม จักรพรรดิแห่งพระเครื่องไทย" ก็มีประโยชน์อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะข้อมูลที่เขียนถึงการวัดขนาดของพระสมเด็จด้วยเครื่องมือวัดทางวิทยศาสตร์ ซึ่งเมื่อครั้งที่ พ.อ.ผจญ กิตติประวัติ หรือ อ.ตรียัมปวาย ผู้ขนานนาม "พระเครื่องชุดเบญจภาคี" พิมพ์หนังสือ ปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่อง เล่ม ๑ เรื่อ พระสมเด็จ เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๗ ซึ่งเป็นต้นตำรับแห่งหนังสือพระสมเด็จ ก็มีการใช้เครื่องมือวัดทางวิทยศาสตร์เช่นกัน



ในหนังสือปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่อง เล่ม ๑ เรื่อง พระสมเด็จ อ.ตรียัมปวาย ได้เขียนถึงขนาดของพระสมเด็จฯ ว่า “เป็นเรื่องยากที่จะกำหนดขนาดพระสมเด็จเป็นมาตรฐาน เพราะพระสมเด็จนั้นถูกสร้างด้วยพิมพ์หลายพิมพ์ ซึ่งแต่ละพิมพ์ก็มีขนาดแตกต่างออกไปบ้าง ขณะเดียวกันส่วนผสมของเนื้อไม่ได้เกณฑ์มาตรฐาน บางชนิดเวลาผ่านไปเนื้ออาจจะฟูขึ้น บางชนิดกลับหดตัวลง รวมทั้งการตัดพิมพ์บางคนก็ตัดชิด บางคนก็เหลือปีกไว้มาก ส่วนขนาดความหนาก็เอาความแน่นอนไม่ได้บางคนมือหนักบางคนมือเบา
ทั้งนี้ อ.ตรียัมปวาย ได้วัดนาดของพระไว้ ทุกพิมพ์เช่น พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ทรงใหญ่ กว้าง ๒.๓๐ ซม. ยาว ๓.๓๕ ซม. หนา ๐.๔๐-๐.๖๕ ชม. พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงใหญ่ กว้าง ๒.๓๐ ซม. ยาว ๓.๓๕ ซม. หนา ๐.๔๐-๐.๗๐ ชม. พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์ กว้าง ๒.๒๐ ซม. ยาว ๓.๔๐ ซม. หนา ๐.๔๐-๐.๖๕ ชม. พระสมเด็จวัดบางขุนพรหง พิมพ์ทรงเจดีย์ กว้าง ๒.๒๐ ซม. ยาว ๓.๔๐ ซม. หนา ๐.๔๐-๐.๖๕ ชม.

ส่วนการวัดขนาดของพระสมเด็จในหนังสือพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม จักรพรรดิแห่งประเครื่องไทยก็มีเช่นกัน แต่วัดคนละจุดกันคือ วัดซุ้มครอบแก้ว ทั้งนี้เสี่ยกล้า ได้อธิบายว่า ขนาดกรอบนอกนั้นเป็นเรื่องยากที่จะกำหนดเป็นมาตรฐาน เพราะขึ้นอยู่กับการตัดในแต่ละครั้ง ขณะเดียวกันด้วยระยะเลาที่สร้างนานการหดตัวของมวลสารองพระแต่ละองค์ย่อมไม่เท่ากัน แต่ที่เป็นมาตรฐานเหมือนกันทุกองค์ คือ “ซุ้มครอบแก้ว” ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีผู้รู้ ไม่มีหนังสือคู่มือพระสมเด็จเล่มใดเขียนถึง ทั้งนี้ไม่มีการวัดอย่างละเอียด เพียงบอกความสูงขององค์พระโดยประมาณ ทั้งนี้คำว่า “โดยประมาณ” ก็ไม่ได้มีการวัดไม่มีมาตรฐานที่แท้จริง จุดสำคัญนี้ไม่มีเปิดเผย เรียนรู้ยาก จึงเป็นที่มาของคำว่า “ผิดพิมพ์” หรือไม่ก็ “องค์นี้เล็กไป องค์นี้ใหญ่ไป” ทั้งนี้หากวัดเฉพาซุ้มขอบแก้ว จะได้ข้อยุติเรื่องขนาดของพระสมเด็จ ด้วยเหตุที่ว่า
๑.ซุ้มครอบแก้วเป็นแม่พิมพ์ส่วนหนึ่งซึ่งแกะพร้อมกับองค์พระ ความสูงของครอบแกวตั้งอยู่ระหว่าง ๓๔.๗ มิลลิเมตร - ๓๕.๓ มิลลิเมตร
๒.ความสูงของซุ้มครอบแก้ว เป็นส่วนสูที่สุดของแม่พิมพ์ ศึกษาและวิเคราะห์สังเกตได้ง่ายที่สุด
๓.เมื่อนำพระสมเด็จพิมพ์เดียวกันหลายองค์มาวัดอย่างละเอียด จะพบว่าจะมีขนาดเท่ากัน ใช้เป็นมาตรฐานสากล ส่วนขนาดขององค์นั้นพิมพ์เดียวกันถ้าตดขอบไม่เท่กัน รวมทั้งเก็บในสภาพต่างกันการหดตัวของมวลสารย่อมไม่ท่ากัน ขนาดภายถึงไม่เป็นมาตรฐาน



“ความสูงของซุ้มครอบแก้วเป็นขนาดที่วัดด้วยเครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์ได้เพียงอย่างเดียว ถ้ามีความแม่นยำในจุดนี้ย่อมสามารถนำไปเปรียบเทียบเป็นต้นแบบในการพิจารณาพระสมเด็จได้เป็นประกรแรก จากนั้นก็พิจารณาเรื่องมวลสารซึ่งเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า ด้วยเหตุที่ว่าในการจัดสร้างพระสมเด็จนั้น ใน ๑ พิมพ์ จะมีกันหลายเนื้อ เพราะว่าระยะเวลาการสร้างนั้นนาน” เสี่ยกล้ากล่าว
ทางเลือกของคนเล่นพระสมเด็จฯ

เมื่อครั้งที่ชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยามพิมพ์หนังสือเล่มแรกออกวางจำหน่าย มีเสียงสวดจากคนวงการพระเครื่องว่า ภาพพระสมเด็จในหนังสือไม่ใช่ของจริง ไม่ใช่พระที่คนในวงการพระเครื่องยอมรับกัน ไม่ใช่พิมพ์ที่นิยม ในฐานะที่คนทำหนังสือ เสี่ยกล้า บอกว่า “รู้สึกเฉยๆ ไม่ได้โกรธแค้นคนที่มาสวดหนังสือแต่อย่างไร ผมทำหนังสือเพื่อขายให้คนที่สนใจพระสมเด็จในแนวของผม ผิดด้วยหรือที่ผมจะซื้อขายพระสมเด็จที่ผมคิดว่าแท้ด้วยเงินของผม ซึ่งที่ผ่านมาผมไม่เคยโต้ตอบหรือสวดพระขององค์กรอื่นๆ น่าจะเปิดใจให้กว้างในเรื่องการเรียนรู้พระเครื่อง



วงการพระเครื่องจะอมรับหรือไม่ยอมรับนั้นไม่ใช่สาระสำคัญ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า พระเครื่ององค์เดียวกันแท้ๆ ตาเซียนพระเครื่องแต่ละตาแต่ละคนยังมีมุมมองที่ต่างกัน เซียนกลุ่มหนึ่งที่เสียงดังกว่าอาจจะมองว่าปลอม แต่เซียนอีกกลุ่มหนึ่งมองว่าแท้ แต่เผอิญว่า เซียนกลุ่มแรกเสียงดังกว่า พระที่แท้ก็กลายเป็นพระปลอมได้ ขณะเดียวกันพระที่ปลอมก็กลายเป็นพระแท้ได้เช่นกัน
สำหรับความเห็นที่ไม่ตรงกันขระหว่างกลุ่มผู้เล่นพระนั้น เสี่ยกล้า บอกว่า มีมาอย่างต่อเนื่อง ข้อเท็จจริงในการจัดสร้างพระสมเด็จวัดระฆังของสมเด็จพระพุ ฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าท่านลงมือสร้างเมื่อใด แต่ก็มีผู้สันนิษฐานที่แอบอ้างว่ามีการสร้างจำนวนน้อย เช่น อ้างว่ามี ๔ พิมพ์ทรง แต่ละพิมพ์ทรงมีเพียง ๔-๕ แบบบล็อกแม่พิมพ์เท่านั้น ซึ่งมีปัญหาว่าทั้งๆ ที่ผู้แอบอ้างว่ารู้ดีนั้นก็เกิดไม่ทันเหมือนกัน ทำไมจึงไม่คิดว่าแนวการเล่นของกลุ่มตนเป็นการเล่นในแนวที่คับแคบ หลงผิด หรือเล่นเพื่อผูกขาดตัดตอน เคยคิดบ้างไหมว่าแนวทางที่เล่นนั้นผิด ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการทำลายบล็อกแม่พิมพ์อื่นๆ ที่สมเด็จโตสร้างขึ้นมา

ที่มาข้อมูลเว็บคมชัดลึก http://www.komchadluek.net/detail/20120814/137639/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%AF%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0...'%E0%B8%AD.%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A2'.html
อ่านข้อมูลในบทความทั้งหมดควรใช้วิจารณาญาณด้วยตัวท่านเองครับเพราะว่าไม่รู้ผู้จัดทำหนังสือต้องการขายหนังสือหรือเปล่าหรือถ้าผู้อ่านเเล้วทางชมรมมีการรับซื้อพระสมเด็จจริงตามที่มีในหนังสือก็ควรจะสอบถามติดต่อทางชมรมนี้โดยเฉพาะเพราะไม่เกี่ยวข้องทางสมาคมพระเครื่องเเห่งประเทศไทยทั้งสิ้น ขอบคุณครับ




READ MORE - ชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม

ประวัติการสร้างเหรียญเสมาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง นนทบุรี

วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555

 ประวัติการสร้างเหรียญเสมาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง นนทบุรี                                                        

เหรียญเสมารุ่นแรกหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง มีเนื้อฝาบาตรที่มีประวัติชัดเจนหรือคล้ายทองเหลืองสมัยเก่า กับประวัติเนื้อเงินกับทองเเดง ทองเเดงกะไหล่เงิน ทองเเดงกะไหล่ทองประวัติไม่ชัดเจนเเต่ถ้านอกจากเนื้อฝาบาตรเเล้วเนื้ออย่างอื่นประวัติไม่ชัดเเละไม่มีประวัติเเน่นอนว่ามีหรือไม่มี รุ่นนี้ออกปี 2500 มีสองบล๊อคคือข้างบนคำว่าท่านจะมีไม้เอกสองตัวหรือจุดอยู่บนคำว่าท่าน บล๊อคนี้เป็นบล๊อคที่ปั๊มครั้งเเรกไม่มีความสวยงามมากนักจุดต่างๆไม่ค่อยมีความคมชัดเท่าที่ควรเเละขอบด้านหลังก็ไม่มีความสวยงาม กับข้างบนคำว่าท่านมีไม้เอกตัวเดียวเนื้อหาเหมือนกันเหรียญที่มีไม้เอกตัวเดียวหรือไม่มีจุดบนคำว่าท่านจะเป็นบล๊อกเเรกเหมือนกันที่เกิดจากการตกเเต่งบล๊อคโดยช่างสมัยนั้นเเล้วที่มีการปั้มสวยงามกว่าเพราะเกิดจากการตกเเต่งพิมพ์ในบล๊อกเพราะลูกศิษย์เห็นว่าบล๊อคเเรกทำออกมาเเล้วไม่สวยงามเเละไม่พอเเจกเเละต่อผู้คนนับถือหลวงพ่อในสมัยนั้นด้วย ลูกศิษย์จึงขออนุญาติหลวงพ่อทองสุขตกเเต่งบล๊อคใหม่อายุเนื้อหาเหมือนกันทุกประการเเละบล๊อคเเรกจะเกิดตำหนิที่ข้างคำว่าท่านจะมีเหมือนไม้เอกสองตัวหรือจุดอยู่บนไม้เอกกับคำว่าท่านมีไม้เอกตัวเดียวหรือไม่มีจุดอยู่  เหรียญชุดนี้ได้จัดสร้างโดยหลวงปู่ทองสุขในปี พ.ศ. 2500 ในปี พ.ศ. 2500 อันเป็นกึ่งพระพุทธกาลนั้น ได้มีวัดต่างๆสร้างวัตถุมงคลมากมายรวมทั้งหลวงปู่ทองสุขได้จัดสร้างเหรียญเสมารุ่นนี้เป็นครั้งเเรกอีกด้วยโดยก่อนหน้านี้ไม่มีการจัดสร้างจึงถือว่าเหรียญเสมารุ่นนี้เป็นเหรียญเสมารุ่นเรกเพื่อเป็นที่รำลึกถึงหลวงปู่เอี่ยมจึงเขียนคำว่าเจ้าอาวาสวัดสะพานสูง(องค์เก่า) เเละมีรูปหล่อหลวงปู่เอี่ยมเกือบเท่าองค์จริงที่อยู่ในวัดสะพานสูงจนถึงทุกวัน องค์รูปหล่อเกือบเท่าองค์จริงนี้หลวงปู่กลิ่นเป็นผู้จัดสร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 2480 รวมถึงรูปหล่อองค์เล็กๆเเต่ไม่มีหลักฐานเเน่ชัดว่าองค์เล็กๆนั้นมีพิมพ์อะไรบ้างเนื้ออะไรบ้างเเต่ก็ได้ยินคนเก่าๆเเถวนั้นว่ามีการสร้างองค์เล็กๆให้ลูกศิษย์บูชากันในวัดใครมาทำบุญศรัทธาก็บูชาไปเเละเเจกทำบุญในวัดก็มี ทุกวันนี้ทั้งสองเหรียญรุ่นนี้หายากมากประวัติเหรียญก็ไม่มีเท่าที่ควรนอกจากคนพื้นที่ในสมัยก่อนเเต่ก็ตายกันไปมากที่รู้เเล้วคนรุ่นใหม่เห็นไม่ค่อยรู้จักเท่าไร เหรีญเสมารุ่นเเรกจึงมีนี้คำว่าเอือมไม่ไช่คำว่าเอี่ยม
ตัวอย่างเหรียญเสมาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูงบล๊อคเเรกที่เกิดจากการตกเเต่งพิมพ์เเล้ว


เหรียญเสมารุ่นเเรกบล๊อคเเรกเหมือนกันสังเกตุว่าจะมีเหมือนไม้เอกสองตัวหรือจุดที่อยู่บนคำว่าท่านเป็นบล๊อคเเรกเหมือนกันที่ปั๊มครั้งเเรกเเต่ไม่มีความสวยงามก่อนการจะเกิดการตกเเต่งพิมพ์ให้ดูสวยงามมากขึ้น
รูปหล่อหลวงปู่เอี่ยมเกือบเท่าองค์จริงสร้างเมื่อ 2480 โดยหลวงปู่กลิ่น

ประวัติหลวงปู่ทองสุข วัดสะพานสูง นนทบุรี
หลวงพ่อทองสุข วัดสะพานสูง หรือท่านพระครูนนทกิจโสภณ เดิมท่านชื่อ ทองสุข นามสกุล บุญมี เกิดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2446


บ้านเกิดอยู่ที่ ต. หนองขนาน อ.เมือง จ.เพชรบุรี บิดาชื่อนายคง บุญมี มารดาชื่อ นางแพ บุญมี ท่านมีพี่น้องรวมทั้งหมด 5 คนโดยท่าน

เป็นน้องคนสุดท้อง เมื่อตอนเล็กท่านไปเรียนหนังสือในความอุปถัมภ์ของ อาจารย์ จ้อย เจ้าอาวาสวัดเพรียง เมื่อครั้นอายุได้ 13 ปีท่านก็เดินทางไปเรียน

หนังสือที่วัดหนองหว้าจนถึงอายุ 18 ปีท่านก็เดินทางกลับมายังบ้านเกิดอยู่มาได้สักพักใหญ่ท่านก็ไปรับราชการเป็นตำรวจ จนเมื่อปี 2470 ท่านอายุได้ 24 ปี

ท่านจึงอุปสมบาทแล้วไปจำพรรษา 1 พรรษา ณ วัดหนองหว้า หลังจากนั้นท่านก็ออกธุดงค์จนพบสหายธรรมของท่าน ชื่ออาจารย์เพ็ง จากนั้นก็ชักชวนกัน

ไปจำพรรษาอยู่ที่ วัดท่าเกวียน อ.ปากเกร็ด จ. นนทบุรี ระหว่างนั้นหลวงพ่อทองสุขได้ยินกิตติศัพท์ของหลวงปู่กลิ่น วัดสะพานสูง จึงได้ไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์

ร่ำเรียนธรรมะและวิชาอาคม หลังจากที่หลวงปู่กลิ่นมรณะภาพ หลวงพ่อทองสุขได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสะพานสูง และได้รับการแต่งตั้งเป็น

พระครูนนทกิจโสภณ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2501 เครื่องรางของขลังของท่านที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือ พระปิดตาและตะกรุด
หลวงพ่อทองสุขมรณะภาพเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2525 รวมอายุได้ 79 ปี ( 55 พรรษา

ประวัติหลวงปู่กลิ่นวัดสะพานสูง ปากเกร็ด นนทบุรี

พระครูโศภณศาสนกิจ นามเดิมว่า กลิ่น ท่านเกิด ณ วันอังคารขึ้น 13 ค่ำ เดือน 11 ปีฉลู สัปตศก 1227 เวลา 2.00 น.ลักขณาสถิตเตโชธาตุ ราศีสิงค์ ตรงกับวันที่ 4 ตุลาคม 2408 บิดาชื่อนายเปลี่ยน มารดาชื่อนางอิ่ม จันทร์เปลี่ยน ท่านเป็นพี่ชายใหญ่เเละมีน้องสาวอีกคน บ้านเดิมของบรรพบุรุษอยู่ที่ตำบลบ้านเเพรก อำเภอนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เมื่ออายุได้ 11 ปี ท่านได้ไปศึกษาอักษรวิธี ที่วัดท้ายเมือง ตำบลตลาดขวัญ จังหวัดนนทบุรี การศึกษาของท่านในครั้งนี้เป็นการศึกษาในอักษรไทย

ครั้นอายุได้ 17 ปี ท่านได้บรรพชา เเละได้ศึกษาอักษรขอมเเละบาลี ในสำนักท่านอาจารย์อิน วัดหงส์รัตนาราม จังหวัดธนบุรี เมื่ออายุได้ 19 ปี โยมผู้หญิงของท่านได้ถึงเเก่กรรม ท่านจึงได้ลาเพศบรรพชาเเล้วกลับมาอยู่บ้านเดิมของท่าน ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2426 ท่านได้ย้ายมาอยู่กับท่านอาจารย์เอี่ยม วัดสะพานสูง ตำบลบ้านเเหลมใหญ่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ในฐานะเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์เอี่ยม พ.ศ. 2428 ท่านอายุได้ 21 ปี จึงได้อุปสมบท ณ วันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 8 (เเปดหลัง) ปีระกา ตรงกับวันที่ 24 กรกฎาคม ณ พัทสีมา วัดสะพานสูง พระอาจารย์เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์รุ่ง วัดท้องคุ้ง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์น้อย วัดสัลเลข (วัดสาลีโข) เมื่อท่านอุปสมบทเเล้ว มีฉายาว่า จนฺทรงฺสี ท่านได้พำนักอยู่ที่วัดสะพานสูงตลอดมาท่านชอบศึกษาหนักไปทางวิปัสสนาธุระ พร้อมทั้งได้ศึกษาทางเวชศาสตร์จากพระอาจารย์เอี่ยม เป็นจำนวนมาก จนถึงเมื่อกาลพระอาจารย์เอี่ยมได้ถึงกาลมรณภาพไปเเล้ว การศึกษาเวชศาสตร์ของท่านจึงได้เบาบางลง
พ.ศ. 2438 ท่านได้รับการเเต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสะพานสูง โดยความเห็นพร้อมกันเป็นเอกฉันท์ในทางฝ่ายประชาชนเเละท่างคณะสงฆ์ ซึ่งมีพระปรีชาเฉลิม(เเก้ว) วัดเฉลิมพระเกียรติ เป็นผู้อนุมัติ เมื่อท่านได้รับตำเเหน่งเจ้าอาวาสเเล้ว ปรากฎว่าท่านเป็นผู้มักน้อย ไม่ต้องการเเสวงหา หรือสะสมในสิ่งที่ไม่จำเป็น ถือสันโดษ ไม่มีโลภะเจตนา พร้อมทั้งได้วางหลักการปกครองวัดไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยยึดมั่นในสันติวิธีทุกประการท่านมีอุปนิสัยหนักไปทางข้อวัตรปฎิบัติ เเละ ปฎิสังขรวัดวาอาราม ฉะนั้นนับเเต่ท่านได้รับตำเเหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดสะพานสูงเเล้ว ท่านจึงเริ่มสถาปนาวัดให้เจริญขึ้นตามลำดับ อีกประการหนึ่งท่านเป็นผู้สนใจในทางคันถธุระ คือ การศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้อนุชนร่นหลังได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี เเม้ในทางปริยัติท่านได้จัดหาครูมาสอนเเละได้จัดหาสถานที่เรียน พร้อมทั้งท่านได้จัดหาหนังสือมาไว้มากมาย ยังความสะดวกเเก่ผู้ศึกษา อนึ่งท่านเป็นผู้ชำนาญในทางเวชกรรม ท่านจึงได้จัดพิมพ์ตัวยาที่ท่านเคยใช้ ไว้ข้างท้ายนี้ตามสมควร ในทางอิทธิเวช ท่านได้ศึกษามาได้อำนวยเเก่บรรดาศิษย์เเละบุคคลอื่นๆที่เจ็บป่วยมาให้หายจากโรคต่างๆ ในทางคาถาอาคม ท่านได้ปลุกเสกเลขยันต์ ย่อมเป็นที่ซาบซึ่งในอิทธิปาฎิหารย์ เเก่ศิษย์เป็นอย่างดี ท่านได้เข้าร่วมในพิธีปลุกเสกเเหวนมงคลเก้า เเละเสมารูปสมเด็จพระสังฆราช ของราชการหลายครั้งด้วยกัน นอกจากนี้ท่านเป็นผู้ชำนาญท่านโหราศาสตร์อีกด้วยโดยอาศัยวิชาความรู้เเละคุณธรรมของท่าน ท่านจึงเป็นที่เคารพนับถือของบรรดาศิษย์เป็นอย่างยิ่ง


ครั้นต่อมาในปี 2447 ท่านได้รับตำเเหน่งเป็นเจ้าคณะหมวด ตำบลบ้านเเหลม ..เมื่อวันที่ 9 พฤษจิกายน 2467 ท่านได้รับตำเเหน่งเป็น พระครูโสภณศาสนกิจ

ปี 2479 ได้รับตำเเหน่งกรรมการศึกษาประจำอำเภอปากเกร็ด

ปี 2482 ได้รับตำเเน่งเป็นพระอุปัชฌา

ปี 2487 ท่านได้ตำเเหน่งเป็นกรรมการสงฆ์อำเภอ ในตำเเหน่งองค์การสาธารณปการณ์

ครั้นย่างขึ้นปี พ.ศ. 2490 ท่านย่างเข้า 82 ปี ท่านได้เริ่มป่วยด้วยโรคชราเล็กน้อย เเต่ยังไปไหนมาไหนได้เป็นปกติ ครั้นต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2490 เวลา 4.00 น.ท่านได้เริ่มป่วยเป็นลมหน้ามืด มีอาการเสียดเเทงขึ้นตามเส้นสูญของท้อง เมื่อฉันยาเเล้ว อาการก็หายปกติ ในวันรุ่งขึ้น วันที่ 7 ท่านมีอาการกำเริบอีก ในวันที่ 8 อาการท่านไม่ทุเลาลง เเต่รุนเเรงทวีขึ้นตามลำดับ นายเเพทย์ได้ฉีดยาเเละถวายยาให้ฉัน อาการก็ทรงอยู่เป็นพักๆ ตามความเห็นของเเพทย์ลงความเห็นว่า กระเพาะอาหารเเละลำไส้หยุดทำงาน ครั้นถึงเวลา 19.00 น. ไตได้หยุดทำงานไม่สามารถถ่ายปัสสาวะได้ อาการก็ทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว จนถึงเวลา 1.10 น. ของวันที่ 8 มกราคม 2490 ท่านจึงไดมรณภาพลงท่ามกลางพยาบาลที่รักษาเเละบรรดาศิษย์ สิริรวมอายุได้ 82 ปี โดยประมาณพรรษากาลได้ 61 พรรษา การมรณภาพของท่านได้นำพาวิปโยคมาสู่ศิษย์


ประวัติ หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม วัดสะพานสูง
หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม ( อ่านว่า ปะถะมะนามะ หรือ ปถมนาม ) เกิดในรัชกาลที่ ๒ เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๓๕๙ เป็นบุตรนายนาค นางจันทร์ โดยมีพี่น้องท้องเดียวกัน รวมด้วยกัน ๔ คน คือ
๑. หลวงปู่เอี่ยม

๒. นายฟัก

๓. นายขำ

๔. นางอิ่ม
บ้านเกิดของหลวงปู่เอี่ยมอยู่ที่ตำบลบานแหลมใหญ่ ฝั่งใต้ ข้างวัดท้องคุ้ง อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๑ อายุท่านได้ ๒๒ ปี ได้อุปสมบท ที่วัดบ่อ ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด (วัดบ่อนี้อยู่คิดกับตลาดในท่าน้ำปากเกร็ด) ท่านอุปสมบท ได้ประมาณหนึ่งเดือน ท่านก็ได้ย้ายไปประจำพรรษาอยู่ที่วัดกัลยาณมิตร ธนบุรีซึ่งในขณะนั้นพระพิมลธรรมพร เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งย้ายมาจากวัดราชบูรณะ พระนคร หลวงปู่เอี่ยมท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรม และแปลพระธรรมบทอยู่ที่วัดนี้อยู่ได้ถึง ๗ พรรษาท่านจึงได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดประยูรวงศาวาส
เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๘ อยู่วัดประยูรวงศาวาสได้ ๓ พรรษา ถึงปี พ.ศ. ๒๓๘๙๑ นายแขก สมุห์บัญชีได้นิมนต์หลวงปู่เอี่ยม ไปจำพรรษาเจริญพระกัมมัฏฐานเป็นเริ่มแรก และได้ศึกษาอยู่ ๕ พรรษา ถึงปี ๒๓๙๖ ญาติโยมพร้อมด้วยชาวบ้านภูมิลำเนาเดิมในคลองแหลมใหญ่ (ซึ่งปัจจุบันนี้ คือคลองพระอุดม) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้เดินทางมา อาราธนานิมนต์หลวงปู่เอี่ยม กลับไปปกครองวัดสว่างอารมณ์ หรือวัดสะพานสูง ในปัจจุบันนี้

สาเหตุที่เปลี่ยนชื่อวัดสว่างอารมณ์เดิมมาเป็นชื่อวัดสะพานสูงนั้น มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า ในสมัยนั้นสมเด็จกรมพระยาวชิญาณวโรรส ท่านได้เสร็จไปตรวจการคณะสงฆ์ได้เสด็จขึ้นที่วัดสว่างอารมณ์นี้ ได้ทอดพระเนตรเห็นสะพานสูงข้ามคลองวัด (คลองพระอุดมปัจจุบันนี้)

ซึ่งชาวบ้านมักจะเรียกวัดสว่างอารมณ์นี้ว่า วัดสะพานสูง จึงทำให้วัดนี้มีชื่อเรียกกัน ๒ ชื่อ ฉะนั้น สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงเห็นว่า สะพานสูงนี้ก็เป็นนิมิตดีประจำวัดประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งชาวบ้านก็นิยมเรียกกันติดปากว่าวัดสะพานสูง จึงได้ประทานเปลี่ยนชื่อวัดสว่างอารมณ์ มาเป็น "วัดสะพานสูง" จนตราบเท่าทุกวันนี้
หลวงปู่เอี่ยม มาวัดสะพานสูงใหม่ๆ ที่วัดนี้มีพระประจำวันพรรษาอยู่เพียง ๒ รูปเท่านั้น
ขณะที่ท่านหลวงปู่เอี่ยม ได้ย้ายมาอยู่วัดสะพานสูงได้ ๘ เดือน ก่อนวันเข้าพรรษาหลวงพิบูลย์สมบัติ บ้านท่านอยู่ปากคลองบางลำภู พระนคร ได้เดินทางมานมัสการหลวงปู่เอี่ยม หลวงปู่เอี่ยมได้ปรารภถึงความลำบาก ด้วยเรื่องการทำอุโบสถและสังฆกรรม
เนื่องจากสถานที่เดิมได้ชำรุดทรุดโทรมมาก จึงอยากจะสร้างให้เป็นถาวรสถานแก่วัดให้เจริญรุ่งเรือง หลวงพิบูลยสมบัติ ท่านจึงได้บอกบุญเรี่ยไรหาเงินมา เพื่อก่อสร้างโบสถ์ และถาวรสถานขึ้น จึงเป็นที่เข้าใจกันว่าหลวงปู่เอี่ยม ได้เริ่มสร้างพระปิดตาและตะกรุดเป็นครั้งแรก
เพื่อเป็นของชำร่วยแก่ผู้บริจาคทรัพย์และสิ่งของที่ใช้ในการก่อสร้างพระอุโบสถและถาวรสถาน ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๓๑ ได้สร้างศาลาการเปรียญ หลังจากนั้นอีกหลวงปู่เอี่ยมได้สร้างพระเจดีย์ฐาน ๓ ชั้นขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๙ ขณะที่ท่านหลวงปู่เอี่ยม ท่านได้มาอยู่วัดสะพานสูง ท่านได้ไปธุดงค์ไปทางแถบประเทศเขมร

โดยมีลูกวัดติดตามไปด้วยเสมอ แต่ท่านจะให้ลูกวัดออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ๖-๗ ชั่วโมง แล้วจะนัดกันไปพบที่แห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วท่านหลวงปู่เอี่ยม ได้ไปพบชีปะขาวชาวเขมรท่านหนึ่งชื่อว่าจันทร์หลวงปู่เอี่ยม จึงได้เรียนวิชาอิทธิเวทย์ จากท่านอาจารย์ผู้นี้อยู่หลายปี จนกระทั่งชาวบ้านแหลมใหญ่นึกว่าท่านออกธุดงค์ไปได้ถึงแก่มรณภาพไปแล้ว เนื่องจากหลวงปู่เอี่ยม ท่านไม่ได้กลับมาที่วัดหลายปี
จึงได้ทำสังฆทานแผ่ส่วนกุศลไปให้ท่าน ทำให้ท่านหลวงปู่เอี่ยม ทราบในญาณของท่านเอง และท่านหลวงปู่เอี่ยม จึงได้เดินทางกลับมายังวัดสะพานสูง การไปธุดงค์ครั้งนี้ หลวงปู่เอี่ยม ได้ไปเป็นเวลานาน และอยู่ในป่าจึงปรากฏว่าท่านหลวงปู่เอี่ยม ท่านไม่ได้ปลงผม ผมจึงยาวถึงบั้นเอว จีวรก็ขาดรุ่งริ่ง หมวดท่านยาวเฟิ้มพร้อมมีสัตว์ป่าติดตามท่านหลวงปู่เอี่ยม มาด้วย อาทิเช่น หมี, เสือ, และงูจงอาง ฯลฯ
จากการเจริญกรรมฐานนี้ จึงทำให้หลวงปู่เอี่ยมสำเร็จ "โสฬส" มีเรื่องเล่ากันว่ามีต้นตะเคียนต้นหนึ่งมีน้ำมันตกและดุมากเป็นที่เกรงกลัวแก่ชาวบ้านแถบนั้น หลวงปู่จึงช่วยยืนเพ่งอยู่ ๓ วันเท่านั้น ต้นตะเคียนก็เฉาและยืนต้นตาย หลวงปู่เป็นผู้มีอาคมฉมัง วาจาสิทธิ์ มักน้อยและสันโดษ ท่านเป็นต้นแบบในการพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองจนถึงปัจจุบันนี้ ท่านได้สร้างถาวรวัตถุที่ได้เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้คือพระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ พระเจดีย์ จึงเป็นที่มาของการสร้างพระปิดตา และตะกรุดโทนมหาโสฬสมงคลอันลือลั่นนั่นเอง
ท่านหลวงปู่เอี่ยม เป็นพระผู้มีอาคมขลัง มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ มักน้อย ถือสันโดษ ด้วยเหตุนี้เองทำให้หลวงปู่เอี่ยม ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ทั้งชาวบ้านและเจ้านายผู้ใหญ่ในพระนครนับถือท่านมากจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ก่อนที่หลวงปู่เอี่ยมจะมรณภาพด้วยโรคชรา นายหรุ่น แจ้งมา ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดคอยอยู่ปรนนิบัติท่านหลวงปู่เอี่ยมได้ขอร้องท่านว่า “ท่านอาจารย์มีอาการเต็มที่แล้ว ถ้าท่านมีอะไรก็กรุณาได้สั่ง และให้ศิษย์เป็นครั้งสุดท้าย” ซึ่งท่านหลวงปู่เอี่ยมก็ตอบว่า “ถ้ามีเหตุทุกข์เกิดขึ้นให้ระลึกถึงท่านและเอ่ยชื่อท่านก็แล้วกัน”หลวงปู่เอี่ยมท่านได้มรณภาพ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๙ รวมอายุได้ ๘๐ ปี บวชได้ ๕๙ พรรษา



ก่อนที่ท่านจะมรณภาพได้มีศิษย์ผู้ใกล้ชิดเป็นตัวแทนของชาวบ้าน และผู้เคารพนับถือศรัทธา ที่มีและไม่มีของมงคลท่านไว้บูชา กราบเรียนถามหากว่าเมื่อหลวงปู่เอี่ยม ได้มรณภาพแล้วจักทำประการใด ท่านจึงได้มีปัจฉิมวาจาว่า " มีเหตุสุข ทุกข์ เกิดนั้น ให้ระลึกถึงชื่อของเรา"



จึงเป็นที่ทราบและรู้กันว่า หากผู้ใดต้องการมอบตัวเป็นศิษย์หรือต้องการให้ท่านช่วยแล้วด้วยความศรัทธายิ่ง ก็ให้เอ่ยระลึกถึงชื่อของท่าน ท่านจะมาโปรดและคุ้มครองและหากเป็นเรื่องหนักหนาก็บนตัวบวชให้ท่าน รูปหล่อเท่าองค์จริงของหลวงปู่เอี่ยม ท่านประดิษฐานอยู่หน้าพระอุโบสถ สร้าง(หล่อ) ขึ้นเมื่อพ.ศ. ๒๔๘๐ ในสมัยหลวงปู่กลิ่น ผู้ปกครองวัดต่อจากท่าน เพื่อการสักการะบูชา ต่อมาจนทุกๆวันจะมีผู้ศรัทธาจากทุกสารทิศมากราบไหว้และบนบานฯ ตลอดเวลาตราบแสงอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้า ท่านชอบกระทงใส่ดอกไม้เจ็ดสี จะมีผู้นำมาถวายและแก้บนแทบทุกวันโดยเฉพาะในวันพระแม้แต่ผงขี้ธูปและน้ำในคลองหน้าวัดก็ยังมีความ"ขลัง" อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง
และหลังจากที่ท่านมรณภาพล่วงไปเนิ่นนานแล้วก็ตามที ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ผลปรากฏว่าฐานที่ท่าน เคยถ่ายทุกข์เอาไว้และปิดตาย คราวที่เกิดไฟไหม้ป่าช้า ฐานของหลวงปู่เอี่ยม เพียงหลังเดียวเท่านั้นที่ไม่ไหม้ไฟ
เมื่อความอัศจรรย์ปรากฏขึ้นเช่นนั้น ผู้คนจึงค่อยมาตัดเอาแผ่นสังกะสีไปม้วนเป็นตะกรุดจนหมดสิ้น นอกจากนั้นแล้ว ยังมารื้อเอาตัวไม้ไปบูชาจนไม่เหลือหรอ ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ไม่ได้อะไรเลยก็มาขุดเอาอุจจาระของท่านไปบูชา




READ MORE - ประวัติการสร้างเหรียญเสมาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง นนทบุรี

ประวัดิการสร้างพระสมเด็จหลวงปู่หิน วัดระฆัง

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ประวัดิการสร้างพระสมเด็จหลวงปู่หิน วัดระฆังเเละประวัติหลวงปู่หิน วัดระฆัง                                                                                                                                           

 พระสมเด็จหลวงปู่หิน วัดระฆัง หลวงปู่หินเป็นพระเถราจารย์ผู้กล้าวิทยาคม ที่หลวงปู่นาค วัดระฆัง เจ้าอาวาสก็ยังให้ความนับถือ ในธรรมปฎิบัติเเละวิทยาคมดังที่ทราบกันว่าในปี พ.ศ 2500 อันเป็นกึ่งพระพุทธกาลนั้น ได้มีวัดต่างๆสร้างวัตถุมงคลมากมายในพระนครนั้น วัดระฆัง ธนบุรี หลวงปู่หินได้สร้างพระพิมพ์สมเด็จออกเเจกครั้งเเรกตามประวัติที่ได้บันทึกไว้เป็นที่ชัดเจนของนักสะสมรุ่นเก่านับตั้งเเต่ พ.ศ 2482-2515 มีนับสิบๆพิมพ์เป็นพระสมเด็จที่ปรากฎมีอภินิหารมาตลอดเพราะมีผงเก่าท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ลงคุลีผสมอยู่ด้วย วัดระฆัง ธนบุรี เป็นวัดที่ชุมนุมพระเถระกล้าวิทยาคมมากรูปเมื่อราว 50กว่าปีที่ผ่านมาทุกท่านยังอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาเเต่ปัจจุบันมรณภาพไปหมดเเล้ว อาทิ หลวงปู่นาค ท่านเจ้าอาวาส หลวงปู่ขวัญ หลวงปู่พ่อเเช่ม หลวงพ่อช้อย หลวงพ่อหนู หลวงพ่อบุญ พระครูปลัดพักตร์ พระครูวินัยธรจุ้ย พระอาจารย์โชติ ธรรมจริยะ เเละหลวงปู่หิน วัดระฆัง ในบรรดาพระอาจารย์เหล่านี้ หลวงปู่นาคเเละหลวงปู่หินเป็นที่กล่าวขวัญถึงมากที่สุด เเม้กระทั่งพระอาจารย์ต่างๆก็ให้ความเคารพนับถือ มีสังฆกิจอะไรมักจะมาปรึกษาหารือทั้งสองท่านเสมอ           ประวัติหลวงปู่หิน วัดระฆัง                                                                                                                                                ตามประวัติที่บันทึกไว้ที่วัดระฆังเเละประวัติเเจกในงานศพของท่านเมื่อปีพ.ศ. 2521 เเล้ว หลวงปู่หิน วัดระฆัง ท่านเกิดที่ประเทศเขมร เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2442 ตรงกับวันพฤหัสบดีขึ้น 7 ค่ำ เดือน 12 ปีกุน ที่ตำบลจาง อำเภอตะเเบก จังหวัดเปรเเวง ประเทศกัมพูชาโยมบิดาท่านชื่อคิม โยมมารดาท่านชื่ออินทร์ อาชีพของโยมบิดามารดาคือทำนา เมื่ออายุได้ 15 ปี ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร ภายหลังได้ลาสิกขาบท มาช่วยโยมบิดามารดาท่านขยันขันเเข็งจนอายุครบ 21 ปี จึงได้อุปสมบทวัดธนาคันในละเเวกใกล้บ้านนั้นเอง โดยมีพระนพรัตนวงศา เป็นพระอุปชฒาย์ พระอาจารย์เเรมเป็นพระกรรมาจารย์ เเละมีพระมงคลเถระเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ภายหลังอุปสมบทเเล้ว หลวงปู่หิน ก็ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาพระธรรมวินัยเเละวิทยาคมควบคู่กันไป ในพรรษาเเรกท่านได้เรียนทีวัดธนาคันอันเป็นวัดที่ท่านบวช ครั้นภายหลังวิชาเเก่กล้าพอสมควรเเล้วท่านก็ได้เเสวงหาพระอาจารย์เพื่อต่อวิชาที่พระตะบอง จนเชี่ยวชาญในพระธรรมพระอาคมไสยเวทย์พุทธเวทย์เเล้วก็เดินธุดงค์มายังประเทศไทย โดยเริ่มต้นมาจากเมืองเสียมราฐ เข้ามาทางด้นอรัญประเทศ เดินเรื่อยมาจนถึงกบินทร์บุรี นครนายก สระบุรี เเละได้ เเวะมนัสการพระพุทธบาท จากนั้นได้ธุดงค์กลับไปวัดธนาคัน ประเทศเขมร อีกไม่นานต่อมาท่านธุดงค์เข้ามาไทยอีกคราวนี้ขึ้นทางเหนือ เข้าจังหวัดตากเเละมุ่งหน้าไปเชียงใหม่ จากนั้นธุดงค์ล่องใต้ลงมาที่สุโขทัย พักทีวัดพุทธปางค์ เเล้วล่องลงมาเรื่อยจนถึง จังหวัดอยุธยา ได้พบพระอุปัชฌาย์เทพ เจ้าอาวาส วัดทางหลวง ตำบลปลายกัด อำเภอบางซ้าย ซึ่งรู้จักกันในคราวที่หลวงปู่ธุดงค์เข้าไทยครั้งเเรก ดังนั้นพระอุปัฌาย์เทพจึงได้ชวนหลวงปู่พักที่วัดทางหลวงเมื่อหลวงปู่หินมาอยู่เเล้ว ท่านก็มิได้อยู่นิ่งเฉยช่วยก่อสร้างเสนาสนะสงฆ์ วิหาร ศาลาฟังธรรม ขนาดใหญ่ รวมเวลาที่ท่านอยู่วัดทางหลวง เป็นเวลา 11 พรรษา ความจริงหลวงปู่หินท่านได้ตั้งใจจะอยู่วัดทางหลวงเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ก็จะธุดงค์มาวัดระฆัง ธนบุรี เพราะศรัทธาในกิตติศัพท์ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตตั้งเเต่อยู่ประเทศเขมรเเล้ว เเต่เผอิญพระอุปัชฌาย์เทพ ได้ขอร้องขอให้ท่านอยู่ช่วยวัดทางหลวงไปก่อน หลวงปู่ก็อนุโลมตามเพราะพิจารณาเห็นว่าอยุ่ช่วยวัดทางหลวง ก็เป็นการค้ำจุนพระศาสนาให้เเข็งเเกร่งเเละถวายเป็นพระพุทธบูชาได้เช่นกัน ครั้นเมื่อหลวงปู่หินเห็นว่าวัดทางหลวง มีความเจริญตามสมควรเเล้ว ท่านจึงได้อำลาพระอุปัชาฌย์เทพตรงไปยังวัดระฆัง ทันที หลังจากเก็บความประสงค์ส่วนตัวของท่านเองไว้ถึง 11 ปีเต็ม เพราะระยะเวลาผ่านมา ท่านมีความตั้งใจมาวัดระฆังโดยตลอด เเต่เพื่อช่วยวัดทางหลวงท่านจึงรั้งรออยู่จนกระทั่งได้โอกาส ในปีที่หลวงปู่หินมาวัดระฆังนั้นตรงกับปี พ.ศ. 2478 เมื่อถึงวัดระฆังเเล้ว ท่านได้ตรงไปกราบนมัสการหลวงปู่นาค ขณะนั้นมีสมณศักดิ์เป็นพระราชโมฬี  เจ้าอาวาสปรากฎว่าทั้งหลวงปู่หินเเละหลวงปู่นาคต่างสนทนาธรรมกันอย่างออกรสเเละถูกอัธยาศัยกันเนื่องจากเป็นพระสุปฎืปัณโณด้วยกันหลวงปู่นาคจึงชวนหลวงปู่หินให้อยู่เสียที่นี้หรือวัดระฆังโดยพักอยู่คณะ 3 ซึงอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัด ปัจจุบันเป็นโรงเรียนโฆษิตสโมสร โดยเหตุที่หลวงปู่หินที่มีความศรัทธาในกิตติศัพท์ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตมากตั้งเเต่เเรกเเละศรัทธานั้นเเรงกล้ามาก เมื่อมีโอกาสอยู่วัดระฆังอันเป็นวัดที่เคยสถิตย์ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จเเล้ว ท่านจึงเสียสละทุกอย่างโดยไม่เห็นเเก่เหนื่อยยากในอันที่จะช่วยหลวงปู่นาคสร้างวัดระฆังให้เจริญรุ่งเรือง เเละหลวงปู่นาคก็เห็นว่าหลวงปู่หินมีธรรมปฎิวัติสูง มีศีลาจริยวัตรทีงดงามมีการปฎิบัติที่เคร่งครัด จึงได้เเต่งตั้งหลวงปู่หินเป็นผู้ช่วยในการสอนกรรมฐานเเก่พระภิกษุสามเณรในวัดเเละต่อมาได้เเต่งตั้งท่านเป็นเจ้าคณะ 7 มีหน้าที่ปกครองดูเเลสงฆ์ในคณะอีกด้วย ปี พ.ศ.2495 ทางวัดมีดำริได้ย้ายกุฎิสงฆ์ทางด้านทิศเหนือของพระอุโบสถลงมาไว้ด้านทิศใต้ติดชายคลอง หลวงปู่นาคเล็งเห็นว่าหลวงปู่หินมีความสามารถในการพัฒนาเเละก่อสร้าง จึงได้เเต่งตั้งให้หลวงปู่หินเป็นเจ้าคณะ 7 มีหน้าที่ดำเนิน
การก่อสร้างเเละปกครองพระภิกษุสงฆ์ ในการก่อสร้างสมัยนั้นต้องอาศัยเเรงงานพระภิกษุเป็นสำคัญหลวงปู่หินต้องเป็นช่างควบคุมการก่อสร้างทุกอย่าง ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5 เดือนเศษ กุฎิทั้ง 5หลัง ก็เรียบร้อยสิ้นเงินไปเพียง 5000 บาทเศษเท่านั้น เพราะท่านใช้ไม้เก่ามาประกอบเข้าใหม่ทั้งสิ้น นอกจากจะช่วยพัฒนาบูรณะวัดระฆังเป็นการใหญ่เเล้ว หลวงปู่หินยังได้พัฒนาวัดทางหลวงเป็นวัดที่ท่านอยู่รวมทั้งวัดหนองครก อำเภอเเม่จัน จังหวัดเชียงราย สำนักวิปัสสนาวิเวกอาศรม อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เป็นต้น กล่าวได้ว่าหลวงปู่หินเป็นพระนักพัฒนาที่สำคัญรูปหนึ่งของเมืองไทยทีเดียว เคยมีลูกศิษย์บอกว่าหลวงปู่อายุมากเเล้วอย่าทำอะไรที่เป็นภาระหนักประเดี่ยวจะเจ็บป่วย หลวงปู่ตอบว่า การมาบวชในพระพุทธศาสนานั้นคิดเสมอว่าได้สละชีวิตเป็นพุทธูชา การใดก็ตามเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลพระศาสนาของพระบรมศสาดาเเล้ว ถือเป็นกิจของสงฆ์ที่ต้องกระทำเมื่อตายเเล้วก็หมดหน้าที่ หมดภาระ เพราะพระท่านมอบหมายมาเพียงเท่านี้ ไม่ต้องทำกันเเล้ว คำพูดของท่านถือว่าเป็นพระอริยสงฆ์ที่สำเร็จธรรมขั้นสูงเเละท่านมักกล่าวคำคมให้เป็นปริศนาธรรมชวนให้คิดเสมอถือว่าเป็นพระอริยะสงฆ์ที่ควรเเก่เคารพ กราบไหว้เป็นอย่างมาก หลวงปู่หินเป็นพระมีเมตตาบารมีสูงสังเกตุได้จากผู้คนไปหาท่าน ท่านจะต้อนรับทุกคนโดยไม่เลือกว่าเป็นใคร พร้อมกับการสั่งสอนให้เป็นคนมีศีล มีธรรม ประพฤติตนไม่ให้อยู่ในความไม่ประมาทในตอนที่มีชีวิตอยู่ เเม้กระทั่งหลวงปู่นาคยังชื่นชมหลวงปู่หินอยู่บ่อยๆซ้ำได้ห้ามปรามสาธุชนที่ไปรบกวนหลวงปู่หินบ่อยๆว่า อย่าไปขออะไรท่านนักเลย ท่านเป็นพระไม่มีอะไรเเล้ว ท่านเป็นพระหินทั้งองค์จะขออะไรท่านให้หมดบางอย่างคนที่ไม่รู้เท่าถึงการณ์ขอไปเเล้วจะบาปจะกรรมเปล่าๆ หลวงปู่หินนอกจากสำเร็จธรรมขั้นสูงเเล้ว มีอะไรท่านมักถามพระเเละท่านมักจะนั่งเข้าฌานโดยอยู่ในกุฎินานๆที่อยู่ส่วนตัวเสมอๆเคยมีคนบอกว่หลวงปู่เคยนั่งเข้าฌานสมาบัติไปหาประคุณสมเด็จโตในทางสมาธิเสมอๆเพราะมีคนเคยถามท่านจึงพูดติดตลกว่าบางครั้งก็ไปปรึกษาธรรมะกับประคุณสมเด็จโตทุกคนที่ถามก็เเปลกใจเเต่ไม่มีใครกล้าถามอะไรต่อเพราะท่านมักจะพูดปริศนาให้คิดเสมอๆ หลวงปู่หินท่านมีวิทยาคมสูงเเก่กล้า ก่อนที่ท่านจะเริ่มทำพระพิมพ์เเจกออกจ่ายครั้งเเรกในปี 2482  นั้นหลวงปู่สำเร็จวิชาทำสูตรลบผงวิเศษทั้ง 5 อย่าง คือผงพระพุทธคุณ มหาราช ปถมัง ตรีนิสิเห อิทธเจ วิชาทำสูตรลบผงตรีนิสิงเห ท่านสำเร็จก่อน ต่อมาท่านได้สำเร็จวิชาทำผงวิเศษทั้ง 4 ชนิด พระพิมพ์สมเด็จของหลวงปู่นอกเหนือจากจะมีผงพระสมเด็จ วัดระฆัง ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตลงผสมด้วยเเล้วยังมีผงวิเศษทั้ง 5 ของหลวงปู่ผสมอีกด้วยเวลาปลุกเสกดังกล่าวเเล้วท่านมักจะปลุกเสกด้วยพระคาถาชินบัญชรอันศักดิ์ศิทธิ์เเละขลังยิ่งของประคุณสมเด็จโต ลูกศิษย์ใกล้ชิดของท่านเล่าให้ฟังว่าในยามหลวงปู่หินปลุกเสกพระพิมพ์ สมเด็จ ในพระอุโบสถ์วัดระฆังนั้น หลวงปู่จะเอาบาตรตั้งไว้ด้วย ขณะบริกรรมพระคาถาอยู่นั้นคุณไสยต่างๆที่ลอยมากลางอากาศจะตกลงในบาตรน้ำมนต์นั้นเป็นฟองเดือดฟู่พร้อมทั้งมีเสียงดังของวัตถุกระทบบาตรให้ได้ยินเนืองๆลูกศิษย์เคยสอบถามหลวงปู่ว่าเสียงดังนั้นเป็นอะไร หลวงปู่ตอบว่าเป็นพวกตาปู ก้อนหิน หรือของเเข็งที่เป็นคุณไสย์เเต่เป็นที่น่าประหลาดใจว่าเมื่อมาดูที่ก้นบาตรที่วางอยู่ก็ไม่เห็นมีอะไรอยู่มีเเต่น้ำมนต์เปล่าๆเท่านั้น ถามหลวงปู่ว่าคุณไสยเหล่านั้นหายไปไหน หลวงปู่ตอบว่าถูกทำลายหมดโดยพระคาถาชินบัญชร พระพิมพ์ที่หลวงปู่หินมีการสร้างมวลสารข้างในดี มีการปลุกเสกดีสมัยก่อนลูกศิษย์ประสบการณ์อภินิหารปาฎิหาริย์มากมายสุดที่จะกล่าวบรรยาย มีพุทธคุณในด้านเมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ เเคล้วคลาด คงกระพัน ในบรรดาพระผงของเกจิด้วยกันเเม้หลวงปู่หินจะสร้างพระพิมพ์สมเด็จมาหลายครั้ง เเต่ปีที่ท่านสร้างเป็นทางการคือปี พ.ศ 2500 อันเป็นปีกึ่งพุทธกาล ตามวัดวาทั่วประเทศมีการฉลองสมโภชใหญ่ รวมทั้งหลวงปู่หินก็ได้ทำพระสมเด็จขึ้นเช่นพระพิมพ์สมเด็จขนาดเล็กมากๆหรือขนาดจิ๋ว ขนาดกระทัดรัดราวๆปลายนิ้วก้อยเเล้วยังมีพระพิมพ์สมเด็จปรกโพธิ์ขนาดเล็กหรือขนาดจิ๋วขนาดกว้าง 1 ซ.ม ยาว 1.35 ซ.ม  เเละยังมีเป็นสิบๆพิมพ์เเต่จะเป็นพิมพ์ไหนก็ตามใช้ได้ทั้งสิ้น
 หลวงปู่หินมรณภาพเมื่อ พ.ศ. 2521 ซึ่งมีพระเถระหลั่งไหลเข้าร่วมงานพิธีศพหลวงปู่มากมาย

ข้อมูลเพิ่มเติม http://bermudathai.blogspot.com/2012/06/blog-post_07.html



READ MORE - ประวัดิการสร้างพระสมเด็จหลวงปู่หิน วัดระฆัง

ลักษณะเนื้อว่านรุ่นเเรก 2497 หลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวด

วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ลักษณะเนื้อว่านรุ่นเเรก 2497 หลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวดโดยอนันต์ คณานุรักษ์ข้อมูลเก่าบางส่วนเเละจากผู้ชำนาญผู้รู้จากหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวดโดยเฉพาะ


เนื่องจากพระพิมพ์หลวงปู่ทวดเนื้อว่านรุ่นเเรกปี พ.ศ 2497 นั้นมีความนิยมสูงเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นพระพิมพ์หลวงปู่ทวดจึงมีผู้ทำปลอมเลียนเเบบออกมามากที่สุด ของปลอมมีด้วยกันทุกเเบบทุกพิมพ์ ฝีมือเก๊เฉียบขาดนั้นผู้มีประสบการณ์ในการเช่าหลวงปู่ทวดระบุว่า ทำเนื้อได้เหมือน 85 % ทำพิมพ์ได้เหมือน 95 % โดยเฉพาะขนาดนั้นทำได้ใกล้เคียงของเเท้ด้วยจึงทำให้การเช่าบูชาหลวงปุ่ทวดเนื้อว่านต้องพึ่งผู้รู้ผู้ชำนาญโดยเฉพาะ ก่อนที่จะเขียนเรื่องนี้ผู้จัดเองมีความวิตกกังวล ว่าหากเขียนเรื่องหลวงปู่เเล้ว จะเอาความรู้จากไหนที่จะมาให้เป็นข้อสังเกต เอามาเป็นหลักการดูพระศึกษาพระพิมพ์ หลวงปุ่ทวดว่าน เเก่ท่านผู้อื่นได้บ้างหากจะให้เขียนชี้ระบุเสียเองทำได้ครับ เเต่ไม่เข้าขั้นภาษามวยเขาว่าชื่อ ชั้น ยังไม่ถึง มีเพลงเพลงหนึ่งเขาว่า อยู่ห่างไกล คนละทิศ คือ คนละทิศทาง พานจะพาหลงทางเข้ารกเข้าป่าไปเสียเปล่าๆ ก็เลยลองเลียบเคียงถามว่าผู้รู้ผู้ชำนาญเเละหาตำราเก่าข้อมูลบางส่วนของท่านอนันต์ คณานุรักษ์ที่พอหาได้ 
ก็ได้ลักษณะทั่วไปของพระเครื่องเนื้อว่านของหลวงพ่อทวดรุ่นเเรกได้ดังต่อไปนี้

1.พระเครื่องหลวงปู่ทวดทั้ง3 พิมพ์นี้มีเบ้าพิมพ์ถึง 16 เบ้าพิมพ์องค์พระเหมือนๆกันคือ หลวงพ่อทวดนั่งขัดสมาธิพระบนฐานบัว
คว่ำบัวหงาย จะต่างกันเเต่เพียงขนาดใหญ่ กลาง เล็ก เท่านั้น เเต่ละองค์จะมีความชัดเจน ที่สำคัญคือ ควรจะจดจำพิมพ์ทรงให้เเม่นยำ

2.ผิวพระเครื่องหลวงพ่อทวดรุ่นเเรกนี้ถ้ายังไม่ได้ผ่านการใช้หรือสัมผัสเหงื่อมาเลย ที่เรียกกันตามภาษานักนิยมพระเครื่องว่าผิวเดิมจะออกสีดำ หรืออมน้ำตาล บางองค์จะปรากฎว่ายางว่านของมวลสารเป็นไขขาวปูดขึ้นมาจากเนื้อในคล้ายกับยางลูกมังคุด เเละยังมีฝ้าขาวเหมือนเเป้งทาบางๆขึ้นคลุมทั่วไป

3.มวลสารผสมของพระเครื่องหลวงพ่อทวดรุ่นนี้ประกอบด้วยพระธาตุ ว่าน108 เเละผงขาวใสบางองค์จะมีความละเอียดจับตัวเเน่น บางองค์จะหยาบไม่เป็นที่ยุติเนื้อในของพระจะมีสีดำหม่อนเเถมเทาเเก่ปรากฎเเร่ดินดำหรือที่เรียกว่ากันว่ากากยักษ์ผุดตามอยู่ทั่วองค์พระ ทั้งยังมีผงขาวใสเป็นจุดประใหญ่เล็กบ้างสัณฐานไม่เเน่นอนปรากฎเห็นโดยง่ายโปรดสังเกตให้ดีจะมองเห็นว่าสีเเดงมีลักษณะคล้ายคลึงดอกพิกุลซอกซอนอยู่ตามเนื้อพระ

4.สำหรับด้านหลังหรือตามองค์พระบางส่วนจะมีเเร่ชนิดหนึ่งที่นำมาเเตะไว้ มีประกายดำวาวอย่างกากเพชร เเต่ไม่ปรากฎทุกองค์

5.บางองค์ที่มีรูเสียบไม้ส่วนล่างใต้ฐานจะมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

6.ขอบข้างองค์พระจะห่อเข้ามาหากันน้อยๆพอสังเกตุได้ บางองค์จะบิดอย่างเป็นธรรมชาติไม่สู้เรียบร้อยนัก

7.จะปรากฎรอยนิ้วมือคีบจับขึ้นจากเบ้าพิมพ์บริเวณขอบองค์พระระดับฐานในบางองค์

8.ด้านหลังองค์พระมีทั้งที่อูมนูนเล็กน้อยเเละเรียบเสมอ

9.เนื้อพระจะต้องเเห้งตามกาลเวลาไม่ใหม่สดใสอย่างของที่เพิ่งสร้างขึ้นหรือเรียกว่าไม่ทันยุค

10.พระองค์ที่มีความงามสมบูรณ์มากๆไม่ได้ผ่านการใช้มาก่อน ผู้ที่ไม่สันทัดจัดเจนอาจจะไม่ค่อยสามารถมองเห็นมวลสารที่กล่าวไว้ข้างต้นเพราะฉะนั้นจึงต้องศึกษาเรื่องพิมพ์อย่างถี่ถ้วน่ทำความเข้าใจกับผิวพระให้ละเอียดลึกซึ้ง ปัจจุบันของเทียมเเละเลียนเเบบนี้อยู่ดาษดื่นจะเช่าหามาบูชามาสมควรดูให้รอบคอบสักหน่อย พุทธคุณของพระเครื่องเนื้อว่านรุ่นเเรกนี้ หลังจากจำหน่ายเเละเเจกจ่ายออกไปก็ปรากฎเกียรติคุณกระฉ่อนไปทั่วประเทศสำหรับผู้ที่นำมาใช้บูชาเเละประพฤติตนอยู่ในทำนองคลองธรรมต่างก็ประสบในปาฎิหาริย์หลากหลายประการ ทั้งเมตตา มหานิยม โชคลาภ คงกระพันเเคล้วคลาดจากเภทภัยอันตรายต่างๆ ทั้งยังใช้อธิษฐานขอความเป็นสิริมงคลประสบความสำเร็จในการต่างๆได้เป็นอย่างดีทั้งนี้ต้องควบคู่กับทำความดีด้วยจึงจะประสบความสำเร็จ

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บ http://www.kananurak.com/mcontents/marticle.php?headtitle=mcontents&id=73885&Ntype=1
READ MORE - ลักษณะเนื้อว่านรุ่นเเรก 2497 หลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวด

ประวัติการสร้างวัตถุมงคลเนื้อผงหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวด รุ่นเเรก วัดช้างให้ 2497

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ประวัติการสร้างวัตถุมงคลเนื้อผงรุ่นเเรกของหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ 2497โดยอนันต์ คณานุรักษ์

      มีผู้คนเป็นจำนวนมากที่ต้องการอยากรู้เรื่องของหลวงปู่ทวดหรือหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด วัดช้างให้ ปัตตานี โดยเฉพาะพระเครื่องที่พระครูวิสัยโสภณ หรือท่านอาจารย์ทิมสร้างก่อนที่จะได้กล่างถึงพระเครื่องประเภทต่างๆที่พระครูวิสัยโสภณสร้าง จะได้นำเอาข้อเขียนของนายอนันต์ คณานุรักษ์ ผู้ให้ความอุปถัมถ์ ในการสร้างพระเครื่องมาตีพิมพ์ไว้ ณ ที่นี้จึงมีข้อความดังต่อไปนี้
พระเครื่องสมเด็จหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวด ที่ปรากฎองค์ของท่านขึ้นมาในยุคนี้ได้เพราะความฝัน คือคืนวันหนึ่งปลายเดือนพฤจิกายน พศ 2495 เวลาใกล้รุ่ง ข้าพเจ้าฝันว่าได้พบกับท่าน ณ ที่เเห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดช้างให้เท่าใดนัก ท่านได้มอบยาชนิดหนึ่งให้ข้าพเจ้ากิน เเล้วสวมมงคลรัดศรีษะให้อีกเเสดงว่าท่านได้รับข้าพเจ้าไว้เป็นศิษย์เเล้ว เพื่อจะให้ข้าพเจ้าได้รับใช้งานในโอกาสต่อไปเป็นสนองคุณพระอาจารย์ เสร็จเเล้วท่านเดินจากข้าพเจ้าไปทางทิศที่ตั้งของวัดช้างให้ รุ่งเช้าข้าพเจ้าคิดว่าสถูปศักดิ์สิทธิ์ หน้าวัดช้างให้นี้คงจะเป็นที่บรรจุอัฐิของท่านหรือสมเด็จพระเจ้าพะโคะ เมื่อสมัยหลายร้อยปีมาเเล้ว ข้าพเจ้าปราถนาจะไปทีวัดเพื่อสืบถามดูเเต่ในระยะนั้น ข้าพเจ้ามีธุรกิจจำเป็นบางประการไม่สามารถไปตามความตั้งใจได้จึ่งได้ไปในโอกาสต่อมาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์  2497 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 3 ข้าพเจ้าจึงได้มีโอกาสไปหาท่านที่วัด เมื่อได้ทำความเคารพท่านอาจารย์ทิม เจ้าอาวาสวัดช้างให้เเล้ว ก็ได้สนทนาปราศัยกันว่า วันนี้เป็นวันเเรกที่ข้าพเจ้าได้มาเยียมวัดช้างให้เเละรู้จักอาจารย์ทิม เจ้าอาวาสในการสนทนาในตอนหนึ่งข้าพเจ้าได้เรียนถามอาจารย์ทิมว่า โบสถ์ที่สร้างอยู่นี้ท่านไม่สร้างพระเเจกเเก่ผู้ที่มาสละทรัพย์มาอนุโมทนาผู้ที่ร่วมสร้างโบสถ์บ้างหรือ ท่านอาจารย์ทิมตอบว่าเคยคิดมา 2 ปี เเล้วเเต่ยังไม่สำเร็จ ข้าพเจ้าจึ่งรับว่า ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าขอรับอุปถัมภ์ในการจัดสร้างอาจารย์ทิมก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งข้าพเจ้าให้อาจารย์ทิมเลือกเเบบพระว่าจะเอาเเม่เเบบไหนเเต่ข้าพเจ้าขอเลือกสีพระเป็นสีดินเเดงทันใดนั้นเองข้าพเจ้ารู้สึกขนลุกมาทันทีทุกคนในที่นั้นได้เห็นประจักษ์ เหมือนกับว่าหลวงปู่ทวดหรือหลวงพ่อทวดได้ปิติยินดีกับการสร้างวัตถุมงคลในครั้งนี้ด้วยเเละทันใดนั้นข้าพเจ้าก็ได้เกิดนิมิตได้เห็นพระเครื่องลอยเด่นอยู่ตรงหน้าเป็นรูปพระภิกษุชรานั่งขัดสมาธิอยู่บนดอกบัวมีสีพระองค์เป็นสีดำ ปรากฎการณ์มหัศจรรย์ในครั้งนี้ โดยหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวดบันดาลให้ข้าพเจ้าได้เห็นมโนภาพได้อย่างชัดเจนยิ่งนักข้าพเจ้าได้ดูนาฬิกาในขณะนั้นเป็นเวลา 13.25 น ข้าพเจ้าจึงได้ปรึกษาอาจารย์ทิมให้อาจารย์ทิมเป็นสื่อติดต่อกับวิญญานของหลวงพ่อทวดหรือหลวงปูทวดในการจะสร้างพระเครื่องทุกๆระยะโดยใกล้ชิดซึ่งจะต้องปฎิบัติตามในนิมิต เมื่อพระครูวิสัยโสภณตกลงจะสร้างพระรูปเหมือนหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวดด้วยเนื้อว่านผสมดินดำเเล้ว พระครูธรรมกิจโกศลเจ้าอาวาสวัดทรายขาว ได้นำพระเณรจัดหาว่านชนิดต่างๆตามภูขาเเละให้การจัดหาว่านนี้ได้อาศัยท่านอาจารย์เเสง วัดวงกตบรรพต เป็นผู้นำทางเเละคัดเลือกว่าน เพราะท่านอาจารย์เเสงเข้าใจสรรพคุณของว่านนานาชนิดเป็นอย่างดี นายดำรงค์ผู้ใหญ้บ้านเหมืองบน ตำบลลำพยา เป็นผู้จัดหาดินดำมาให้ ดินดำนี้เรียกว่าดินว่านดำอยู่ตามเชิงเขาเป็นดินดำตามธรรมชาติอยู่เป็นทางๆเข้าไปตามใต้ภูเขา เมื่อได้ว่านมาครบตามที่ต้องการเเล้ว ก็เริ่มลงมือตำว่านผสมดินดำโดยเริ่มกดพระพิมพ์เข้าเบ้าพิมพ์เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ2497 ขี้น 15 ค่ำ เดือน 4 ทำไปจนถึงวันที่ 15 เมษายน 2497 ได้พระเครื่องทั้งหมด 64,000 องค์ ความตั้งใจจะสร้างให้ครบ 84,000 องค์ เเต่เนื่องจากเวลาจำกัด เพราะได้กำหนดวันปลุกเสกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 วันที่ 18 เมษายน พ.ศ 2497  ได้ประกอบพิธีปลุกเสกในอุโบสถเก่า โดยมีพระครูวิสัยโสภณ เป็นประธานในพิธีกรรม ได้อาราธนาอัญเชิญวิญญาณหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด วิญญาณหลวงพ่อสี วิญญาณหลวงพ่อทอง วิญญาณหลวงพ่อจันทร์ ซึ่งหลวงพ่อทั้ง 3 องค์นี้ สิงสถิตย์อยุ่ร่วมกัน ณ สถูปวัดช้างให้ คณะพระคณาจารย์ที่ประจำโรงพิธีเท่าที่จำได้มีพระครูวิสัยโสภณหรืออาจารย์ทิม พระครูธรรมกิจโกศล วัดทรายขาว หลวงพ่อสง เจ้าอาวาสวัดพะโคะ พระอุปัชฌาย์ดำ วัดศิลาลอย ได้ทำการปลุกเสกพระเครื่องเสร็จในวันเดียวกันเเละพอเสร็จพิธีเเล้วก็เริ่มเเจกจ่ายให้กับท่านที่มาคอยอยู่รับพระเครื่องไปสักการะบูชาคนละหนึ่งองค์ พระเครื่องเนื้อว่านรุ่นเเรกมี 3 ขนาดหรือ 3 พิมพ์คือ 1.พิมพ์ใหญ่หรือขนาดใหญ่
2.พิมพ์กลางหรือขนาดกลาง
3.พิมพ์เล็กหรือขนาดเล็ก
พระเครื่องทั้ง 3 พิมพ์นี้มีเบ้าพิมพ์ถึง 16 เบ้าพิมพ์ เบ้าพิมพ์ทำด้วยเนื้อครั่งทั้งหมด เเละ พระภิกษุร่วมกับบุคคลอื่นๆที่จะเข้าโรงพิธีกดเบ้าพิมพ์พระเครื่อง จะต้องขึ้นครูกับพระครูวิสัยโสภณเสียก่อนทุกๆท่าน ในการกดเนื้อว่านเข้าพิมพ์ก็ดี การหยิบยกพระออกจากเบ้าพิมพ์วางกับที่ก็ดี บางคนละเอียดละออทำเรียบร้อย ได้พระสวยงาม บางคนไม่ค่อยพิถีพิถันเท่าไหร่นัก วิธีเอาพระออกจากเบ้าพิมพ์ใช้ก้านไม้ไผ่จิ้มก้นของพระเเล้วยกขี้นจากเบ้าพิมพ์ เอานิ้วเเตะที่เเร่ธาตุเเล้วเเตะลงด้านหลังของพระอีกที บางองค์ก็มีรูที่ก้นของพระ บางองค์ก็ไม่มีรูเเละบางองค์ก็มีเเร่ธาตุ บางองค์ก็ไม่มี อันนี้ขึ้นอยู่กับการทำพระเพราะทำกันหลายคน พระเครื่องหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวดจึงมีลักษณะต่างๆกันไม่ค่อยจะสม่ำเสมอกันผู้ที่ทำพระเครื่องโดยมากก็เป็นพระวัดช้างให้เเละวัดนาประดู่ นอกจากนี้เกี่ยวกับเนื้อหยาบเนื้อละเอียดคือในการทำขั้นเเรกๆทำด้วยความปราณีตเเละเรียบร้อย ดินดำเเละว่านก็บดละเอียดละออ ครั้นไปหลายๆวันเเละใกล้วันเวลาที่จะทำปลุกเสกจึงให้เร่งมือในการทำ บางทีดินดำเเละว่านก็บดเอาหยายๆพอใช้ได้ ฉะนั้นพระบางองค์เนื้อละเอียดบ้าง องค์เนื้อหยาบบ้าง เเต่ถึงอย่างไรก็ตามหากได้เห็นของจริงมามากก็พอจะจับเค้าได้ว่านี่เป็นของวัดช้างให้หรือไม่ไช่  เพราะเบ้าพิมพ์ เหล่านั้นจะไม่เเตกต่างกันเท่าไหร่นัก อีกประการหนึ่ง เกี่ยวกับหน้าตาของพระชัดหรือไม่ชัดอันนี้เนื่องจากเบ้าพิมพ์ที่ทำด้วยครั่งไม่มาตรฐาน เมื่อกดเนื้อว่านเข้าเบ้าพิมพ์ทำไปนานๆเบ้าพิมพ์เกิดสีกหรอ ทำให้หน้าตาของพระที่พิมพ์ไม่ชัดก็ต้องจัดการเเก้ไขตบเเต่งเบ้าพิมพ์ใหม่เเล้วลงมือทำต่อไป นี้เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้หน้าตาของพระบางองค์ก็ชัด บางองค์ก็ไม่ชัด พระเครื่องของหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวด ทั้ง 3 พิมพ์องค์พระเหมือนกันทุกๆพิมพ์ คือนั่งสมาธิเพ็ชรบนบัวคว่ำบัวหงาย พิมพ์ใหญ่เเละพิมพ์กลางคล้ายคลึงกันเพียงเเต่ว่าองค์ใหญ่องค์เล็กเท่านั้น ส่วนพิมพ์เล็กดูง่ายเพราะไม่ค่อยจะเเตกต่างกันเท่าไหร่นัก บางคนเข้าใจว่าพิมพ์ใหญ่เเละที่เนื้อละเอียดนั้นเป็นพิมพ์กรรมการ เเท้จริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่เป็นการกระทำในขั้นเเรกๆคือ ทำด้วยความตั้งใจปราณีตเเละเรียบร้อย ครั้นทำไปนานๆใกล้วันปลุกเสกพระก็ยังได้น้อย จึงได้รีบเร่งในการทำ เลยทำให้พระรุ่นหลังๆมาไม่เรียบร้อยเท่าที่ควรดังกล่าวเเล้ว

ประวัติเนื้อว่านรุ่นพิเศษหรือรุ่นพินัยกรรมของหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวด

 เนื่องจากจะประกอบพิธีปลุกเสกพระเครื่องเนื้อโลหะเป็นครั้งเเรก เป็นการจัดพิธีใหญ่ ครั้งสำคัญซึ่งมีพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เฉลิมพลฑีฆัมพร เป็นผู้อุปถัมภ์ในวันที่  19 พฤษภาคม พ.ศ 2505  พระครูวิสัยโสภณได้จัดสร้างพระเครื่องเนื้อว่านประมาณ 2000 องค์ เข้าในพีธีนี้ด้วยเเละเสร็จพีธีการปลุกเสกเเล้วก็เก็บไว้มิได้เเจกให้ใครครั้งกาลต่อมาเมื่อเดือนพฤจิกยน พ.ศ 2512 พระครูวิสัยโสภณได้อาพาธลง พระครูวิสัยโสภณจึงได้เขียนไว้ในพินัยกรรมมอบให้วัดนาประดู่ เพื่อสมนาคุณเเก่ผุ้บริจาคทรัพย์สร้างกำเเพงวัดนาประดู่ นอกจากมอบให้วัดนาประดุ่เเล้วยังมอบให้เเก่วัดเอี่ยมวรนุช บางขุนพรหม กรุงเทพฯ เเละเเจกให้ผู้ที่พยาบาลไข้ท่านในคราอาพาธพระเครื่องดังกล่าวนี้ได้สมนาคุณไปหมดเเล้วตั้งเเต่ต้นปี พ.ศ 2513 ลักษณะพระเครื่องเนื้อว่านรุ่นเเรก เเต่การทำละเอียดกว่า เเละมีเเร่ธาตุน้อยกว่ารุ่นเเรก ว่านเเละดินดำตลอดถึงผงผสมใช้สูตรเดียวกัน กับรุ่นเเรก อนึ่ง พระเครื่องหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวดที่พระครูวิสัยโสภณปลุกเสกไว้ ยังมีอีกหลายอย่างเเต่ไม่ได้นำมาเขียนไว้ใน ณ ที่นี้ เท่าที่นำมาเขียนไว้นี้มิได้มีเจตนาโฆษณาเเต่ประการใด เเต่เนื่องจากมีผู้สนใจมากเเละอยากรู้เรื่องความเป็นมาในการสร้างพระเครื่องหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด จึงได้นำมาลงไว้เท่าที่ได้รู้จัก ได้เห็น เเละจำได้หวังว่าจะคงจะเป็นเครื่องประดับความรู้พอสมควร พระเครื่องเป็นเพียงวัตถุเตือนสติ การปฎิบัติดีปฎิบัติชอบเป็นของท่านเอง
โปรดติดตามตอนต่อไปลักษณะเนื้อผงพระรุ่นเเรกหลวงพ่อทวดโดยนายอนันต์ คณานุรักษ์ ผู้ให้ความอุปถัมถ์ ในการสร้างพระเครื่องหลวงปู่ทวดหรือหลวงพ่อทวด

READ MORE - ประวัติการสร้างวัตถุมงคลเนื้อผงหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวด รุ่นเเรก วัดช้างให้ 2497

ประวัติวัดบ้านค่ายหรือวัดชัยชมภูพล ระยอง

วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ประวัติวัดบ้านค่ายหรือวัดชัยชมภูพล ตำบลบ้านค่าย อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง

ประวัติวัดบ้านค่ายหรือวัดชัยชมภูพล ระยอง     ชื่อวัดโดยทางราชการวัดบ้านค่าย ชื่อที่ชาวบ้านเรียกหรือชื่อเดิม วัดบ้านค่ายสังกัด มหานิกาย อยู่ในเขตปกครองสงฆ์ ตำบลบ้านค่าย ชากบก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ภาค 13
ตำเเหน่งที่ตั้งวัด เลขที่ 145 ถนนสาย บ้านค่าย หนองคอกหมู หมูที่ 5 ตำบลบ้านค่าย อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง
ลักษณะพื้นที่โดยทั่วไปของบริเวณที่ตั้งวัด
วัดบ้านค่ายมีลักษณะพื้นที่ตั้งอยู่ในที่ราบลุ่ม ด้านทิศตะวันออกของเเม่น้ำระยองล้อมรอบการตั้งวัด เเต่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 24 มกราคมพศ 2506 มีขนาดเนื้อที่ กว้าง15 เมตร ยาว 30เมตร เเละได้ประกอบพิธีผูกธสีมาเมื่อปี พศ 2509
ประวัติความเป็นมาของวัดบ้านค่ายคัดลอกมาจากหนังสือประวัติวัดในจังหวัดระยอง
วัดบ้านค่ายนี้ตามคำเล่า ที่เล่าสืบต่อกันมาสร้างในกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี สมัยนั้นขอมยังปกครองดินเเดนเเถบนี้อยู่ ได้สร้างวัดเเละโบสถ์ ชาวบ้านเรียกว่า โบสถ์ขอม ขณะนี้ปรักหักพังไปหมดเเล้ว ยังคงเหลืออยู่เต่ซากอิฐพอเป็นเค้าให้เห็นอยู่บ้าง พร้อมทั้งเค้าถนนรอบค่าย ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นค่ายของขอม ภายหลังขอมเสื่อมอำนาจลงต้องอพยพไปจากที่นี้ จุงทำให้วัดร้างไปด้วย
ต่อมา นายตาลซึ่งเป็นชาวระยองได้มาตั้งบ้านเรือน ได้ชักชวนชาวบ้านสร้างกุฎิขึ้นใหม่ พอที่พระภิกษุสงฆ์อาศัยอยู่ได้ เเละอาราธนาหลวองพ่อเเป้นหรืออุปัชฌาย์เเป้น จากวัดวงเวียนตะเคียน 7 ต้น มาอยู่ทีวัดนี้ สำหรับอุโบสถได้ปรักพักไปหมดเเล้วยังมิได้สร้างขี้นมาใหม่ กล่าวกันว่า ครั้งหนึ่งสงฆ์ในวัดได้เเตกเเยกกัน เพราะไม่มีอุโบสถที่จะประกอบสังฆกรรม เพื่อให้สงฆ์สามัคคีกันได้จึงคิดสร้างอุโบสถขึ้นใหม่เเต่พิจารณาเห็นว่า วัดนี้ไม่เหมาะสมเนื่องจากอยู่ใกล้เเม่น้ำ เเม่น้ำระยอง ถูกสายน้ำเเทงมายังวัด จึงย้ายที่สร้างวัดลงมาตอนล่าง หลวงพ่อเเป้นพร้อมด้วยนายตาลเเละประชาชนในเเถบนั้นไปดูสถานที่นายเรืองเเจ้งว่าจะถวายให้สร้างวัด มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 40 ไร่เศษ สถานทึ่นี้มีเสาตลุงช้างอยู่ 4 ต้น ไม่ทราบว่าเป็นที่ผูกช้างหรือโรงน้ำชาของผู้ใด ซึงภายหลังนายเรืองได้จับจองไว้ เเต่ยังมิได้ทำประโยชน์อย่างไรเพราะเป็นที่ป่ารกชัฎ เล่ากันว่า มีเสือเเม่ลูกอ่อนอยู่ ณ ที่นั่นเอง เมื่อพิจารณาดูเเล้วเห็นว่าเป็นที่เหมาะสม หลวงพ่อเเป้นจึงย้ายกุฎิมาปลูกสร้างใหม่ในเนื้อที่ของนายเรือง ประชาชน นิยมเรียกว่า วัดล่าง เเละวัดเติมเรียกว่า วัดบน ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นวัดบ้านค่าย ตามลักษณะที่มีค่ายของขอมปรากฎอยู่ จากหลักฐานทั้ง 2 พอจะอนุมานได้ว่า วัดบนทำเลไม่เหมาะสม เพราะมีกระเเสน้ำไหลเซาะตลิ่งในฤดูน้ำหลาก จึงย้ายมาอยู่ในที่ปัจจุบันได้ประมาณ 200 ปีล่วงมาเเล้ว
READ MORE - ประวัติวัดบ้านค่ายหรือวัดชัยชมภูพล ระยอง

หลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน

วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

หลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา                                                               

องค์ข้างบนนี้เป็นของอาจารย์กิติ ธรรมจรัสสังเกตุดูเนื้อหาเเละรักเก่าอายุ 100 กว่าปีเเบบมาตรฐานดูครับ ซึ่งเป็นพิมพ์นิยมที่มีทั้งหน้าตาเเละไม่มีหน้าตาที่เห็นในภาพเป็นพระปิดตามีหน้าตานิดๆของหลวงพ่อพิมพ์ วัด
หนองแหน พิมพ์ปางซ่อนหา                                                                                                           ประวัติของหลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน เป็นพระเกจิอาจารย์ที่หาตัวจับยากท่านหนึ่ง ท่านอยู่ในยุคเดียวกันกับหลวงปู่จีน วัดท่าลาด แต่ชื่อของหลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันกว้างขวางมากนัก เนื่องจากพระปิดตาของท่านสร้างไว้น้อยและหายากการดูต้องที่พิมพ์ต้องเห็นเส้นสายพอคมชัดในองค์พระอย่างเป็นธรรมชาติ มวลสาร ความธรรมชาติของเนื้อพระเเละรักเเดงที่องค์พระต้องเเห้งสนิทเข้ากับเนื้อพระอย่างธรรมชาติเป็นเวลา 100กว่าปี

                                                                หลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน ท่านได้สร้าง พระปิดตา ไว้พิมพ์หนึ่งคือพระปิดตาปางซ่อนหา เนื้อพระเป็นผงพุทธคุณ ต้องจุ่มรักแดงมีทั้งมีหน้าตาเเละไม่มีหน้าตาก็มีซึ่งอยู่ที่การกดพิมพ์ด้วยมือพระในสมัยนั้น และ ไม่จุ่มรักเเดงเลยก็มี พระปิดตาหลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน มีอายุเกิน ๑๐๐ ปี ท่านสร้างพระปิดตาก่อนหลวงปู่จีน วัดท่าลาด


องค์บนเป็นพระของหลวงปู่จีนวัด ท่าลาดพิมพ์พระพุทธ ทั้งด้านหน้าเเละด้านหลัง สังเกตุดูเนื้อหาเเละรักเเดงเเบบธรรมชาติ ที่อยู่บนเนื้อองค์พระดูครับ
ลองเปรียบเทียบองค์พระต่างๆของพระปิดตาหลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน พิมพ์ปางซ่อนหาซึ่งเป็นพิมพ์นิยม ต่อไปนี้

องค์นี้เป็นพิมพ์นิยมไม่มีหน้าตาเป็นพระปิดตาของหลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน พิมพ์ปางซ่อนหา

องค์นี้พิมพ์นิยมเป็นพระปิดตาของหลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน พิมพ์ปางซ่อนหา

เนื้อหาดูง่ายสภาพใช้เเละมีการลอกรักเเบบฝีมือไม่ไช่มืออาชีพ


ด้านหลังดูง่ายพระปิดตาของหลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน พิมพ์ปางซ่อนหาเนื้อหาเเบบนี้ดูง่ายมาก



 พระสององค์บนเป็นพระปิดตาพิมพ์นิยมที่มีหน้าตานิดๆของหลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน พิมพ์ปางซ่อนหา  


พระปิดตาพิมพ์นิยมที่ไม่มีหน้าตาของหลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน พิมพ์ปางซ่อนหา  เนื้อหาเเบบนี้ดูง่ายมาก


 องค์นี้เป็นของคุณนิว เมืองชลซึ่งเป็นพระปิดตาพิมพ์นิยมที่ไม่มีหน้าตาของหลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน พิมพ์ปางซ่อนหา  เนื้อหาเเบบนี้ดูง่ายมาก

พระที่โชว์ข้างบนทั้งหมดนี้เป็นพิมพ์นิยมที่ทันท่านเเละนิยมเล่นหากันเพราะทุกวันนี้ไม่ค่อยมีให้เห็นกันมากนักพบเห็นน้อยมาก
พระปิดตาของหลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน พิมพ์ปางซ่อนหา  เนื้อหาที่สร้างยุคหลังเเละเลียนเเบบ ดังต่อไปนี้

















 ถ้าเจอเนื้อหาพระเเละรักเเบบนี้ก็พยายามออกห่างๆเเต่ถ้าเป็นพระที่สร้างยุคหลังที่ออกโดยทางวัดให้บูชาทำบุญจริงๆก็เเล้วเเต่ผู้ที่ศรัธาครับ ทั้งหมดนี้เป็นพระปิดตาของหลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน พิมพ์ปางซ่อนหา  เนื้อหาที่สร้างยุคหลังเเละเลียนเเบบ

ข้อมูลบางส่วนอ้างอิงจากเว็บสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทยเเละขอขอบคุณภาพเจ้าของพระทุกองค์ที่ให้โชว์เพื่อการศึกษาครับ



READ MORE - หลวงพ่อพิมพ์ วัดหนองแหน

กระดานพูดคุยเเสดงความคิดเห็นทั่วไป

comments powered by Disqus

เเสดงความคิดเห็นผ่านFacebook

อธิบายพระสมเด็จวัดระฆังเชิงวิชาการโดยอาจารย์ต้อยเมืองนนท์หนึ่ง

อธิบายพระสมเด็จวัดระฆังเชิงวิชาการโดยอาจารย์ต้อยเมืองนนท์สอง